สังคมและโรงเรียนสอนให้ ดช. วิจารณ์ พานิช เชื่อในผลสำเร็จในการเรียนโดยดูที่การสอบได้ที่ ๑ หรือสอบได้อันดับต้นๆ บังเอิญผมเป็นเด็กที่เอาดีด้านอื่นไม่ได้ เอาดีได้เรื่องเดียวคือการเรียน ผมจึงยึดมั่นถือมั่นในผลการเรียนโดยดูที่ลำดับที่ของผลการสอบในชั้นมาตั้งแต่เด็ก โดยในชั้นประถม ผมสอบได้อันดับดี แต่ไม่ใช่ที่ ๑ คนที่ได้ที่ ๑ เป็นประจำชื่อ ดญ. พูลศรี ยลัญสัจจา ผมมักได้ที่ สามหรือสี่ นานๆ ได้ที่สองทีหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นเด็กเรียนเก่ง และอายุน้อยในชั้น คือน้อยกว่าเพื่อนๆ ที่เข้าเรียนตามอายุเกณฑ์ ๘ ขวบ แต่ผมเข้าเรียนเมื่ออายุ ๖ ขวบ เพราะพ่อลองเอาไปฝากครูใหญ่ให้ทดลองเรียน เมื่อเรียนได้ดีกว่าคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เลยได้เรียนไปเลย
สมัยนั้นเราฝึกเขียนด้วยกระดานชนวน ดินสอหินนะครับ ตอนเข้าเรียนชั้น ป. เตรียมนั้น ผมอ่านหนังสือเรียนได้หมดทั้งเล่มแล้ว เพราะปู่สอน ปู่ไม่ได้ทำงานแล้ว ปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกจนเบื่อ เห็นหลานคนแรกฟื้นจากความเจ็บป่วยเรื้อรัง จึงลองสอนหนังสือ ให้อ่านเขียน และพบว่าเรียนได้เร็ว ผมได้โอกาสดีในการเรียน เพราะสภาพแวดล้อมเอื้อ ตั้งแต่เด็กจนโต เข้ามหาวิทยาลัย และเริ่มทำงาน เป็นพร หรือโอกาส ที่ได้รับในชีวิต ที่ผมรู้สึกบุญคุณเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าไปเรียนต่อชั้นมัธยมในเมือง โชคดีที่สอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดได้ และเมื่อโตขึ้น ในชั้น ม. ๓, ๔, ๕ ผมเหมาสอบได้ที่ ๑ ในห้อง ม. ๓ ข, ๔ ข, ๕ ข ทุกครั้งที่มีการสอบ โดยที่ตอนเรียน ม. ๔ สอบซ้อมใหญ่ คะแนนเต็ม ๔๐๐ ผมโดนครูให้คะแนน ๐ ในวิชาเรียงความ (เพราะเขียนตำหนิครู) ที่มีคะแนนเต็ม ๔๐ ผลสอบในภาพรวมผมก็ยังได้ที่ ๑ เป็นที่เลื่องลือทั้งในด้านความเป็นเด็กไม่มีสัมมาคารวะ และความเป็นเด็กเรียนเก่ง จนครูประจำชั้น ม. ๕ (ครูพิเชษฐ์ บัวลอย) บอกให้พ่อส่งมาเรียนต่อ ม. ๖ ที่กรุงเทพ เพื่อปูทางสู่การเรียนหมอ
เรียน ม. ๖ ที่โรงเรียนเปิดใหม่ ปานะพันธ์วิทยา ที่ลาดพร้าว ๑ ปี ผมสอบได้ที่ ๒ ในการสอบครั้งแรก หลังจากนั้นได้ที่ ๑ ตลอด และสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้อยู่ห้องคิง คือห้อง ๒๒ และเตรียมปี ๒ ก็อยู่ห้องคิง คือห้อง ๑๔๔ ที่โด่งดังมากคือสอบประโยคเตรียมอุดมศึกษาได้ที่ ๑ ของประเทศ สมัยนั้นเรียกนักเรียนที่สอบได้ ๕๐ อันดับแรกของประเทศ ว่า ว่าสอบติดบอร์ด และเรียกคนที่สอบได้ที่ ๑ ว่า “ที่หนึ่งประเทศไทย”
สอบเข้ามหาวิทยาลัยสองแห่งก็ได้ที่ ๑ ทั้งสองที่ เข้าเรียนปี ๑ ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (สมัยนั้นเขียนอย่างนี้ คือไม่มีการันต์ ที่ กรณ) ก็สอบปลายปี ๑ ได้ที่ ๑ ได้รับเหรียญทองแดง โดยรับพระราชทานจาก ร. ๙) หลังจากนั้นผมไม่เคยสอบได้ที่ ๑ อีกเลย แต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มคนตั้งใจเรียน และผลการเรียนดี
เมื่อขึ้นเรียนปี ๒ ที่จุฬาฯ ผมบอกตัวเองว่า เป็นคนบ้าเรียนวิชาอย่างเดียวทำให้เป็นคนแคบ ไม่เข้าใจเรื่องราวในสังคม ผมชอบอ่านหนังสือ จึงไปเข้าหอสมุดของมหาวิทยาลัย ซึ่งในขณะนั้นอยู่ที่ชั้นสองของปีกหนึ่งของตึกอักษร เป็นหอสมุด และยืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน (ที่จริงคือที่พัก อยู่ชั้นบนของสำนักงานแพทย์ชื่อ แพทยาศรม อยู่ที่เจริญผล ถนนพระราม ๑ เยื้องกับสนามกีฬาแห่งชาติ) ตั้งปณิธานว่าจะอ่านให้ได้ปีละ ๕๒ เล่ม ซึ่งก็ทำไม่ได้ อ่านได้ราวๆ ๓๐ เล่ม หลังจากนั้น ผมก็ได้ชื่อเสียงใหม่ในครอบครัว ว่าเป็นคนบ้าหนังสือ
ชีวิตของผมจึงหมกมุ่นอยู่สองเรื่อง คือการเรียน (ให้ได้ผลการเรียนดี) กับอ่านหนังสือเพื่อเปิดโลกทัศน์ตนเอง ที่จริงตอนเรียนแพทย์แล้วก็หมกมุ่นเรื่องที่สาม คือจีบสาว คนที่อยู่ด้วยกันนี่แหละ เมื่อกระจายความสนใจในชีวิตออกไป ผลการเรียนก็ด้อยลงไป ถึงตอนนี้ผมไม่มีเป้าหมายสอบให้ได้ที่ ๑ แล้ว แต่ก็พยายามเรียนให้ได้ดี มองว่าเพื่ออนาคต
เมื่อมีชื่อเสียงว่าเรียนเก่ง จึงมีเพื่อนมาขอความช่วยเหลือเสมอ ซึ่งผมก็ไม่เคยขัด เพราะผมพบว่า การได้ตอบคำถามของเพื่อน หรือได้อธิบายให้เพื่อนฟังนั้น ช่วยให้ผมเข้าใจชัดเจนขึ้นไปอีก ซึ่งที่จริงผมอยู่คนเดียวก็ฝึกตนเองให้ตอบคำถามตามข้อสอบเก่าๆ อยู่แล้ว
เมื่อทำงาน โดยเฉพาะเมื่อทำงานบริหาร ผมก็เห็นความซับซ้อนของชีวิตจริง และได้ตระหนักว่าชีวิตการทำงานนั้น เป้าหมายมันต้องเคลื่อนที่ ไม่ใช่เป้านิ่ง เพราะการทำงานใดงานหนึ่งให้ได้ผลดีนั้น ต้องไม่ทำตามสูตร หรือทำตามแบบเดิมๆ แต่หาคนคิดแบบผมและเห็นด้วยกับความคิดนี้ยาก ส่วนหนึ่งเพราะความเคยชิน อีกส่วนหนึ่งเพราะเขาแบ่งเวลาและสมองไปทำงานอื่นเพื่อหารายได้เสริม มีผมบ้างานส่วนรวมอยู่คนเดียว
คงจะเพราะผมคิดแบบนี้ ผู้ใหญ่จึงชอบและไว้ใจ ผมจึงได้โอกาสทำงานเชิงริเริ่มหลายงาน และยิ่งนับวันผมก็ยิ่งเห็นว่า เป้าหมายใหญ่ของงานที่ผมฝันนั้น ผมทำเองไม่สำเร็จ ต้องอาศัยการกระทำของคนที่หลากหลาย ทั้งที่มีเป้าหมายร่วมกัน หรือต่างเป้าหมายแต่เป็นแนวร่วมกันได้
ผมจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่า แนวความคิดเดิมที่มองชีวิตเป็นการแข่งขัน ในลักษณะที่ขนมชิ้นเดียวแบ่งกันแล้วเราได้น้อยลงนั้น ผิด นี่คือโลกทัศน์ zero sum แต่จริงๆ แล้วเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็น positive sum คือหลายฝ่ายช่วยกันทำให้ขนมชิ้นนั้นกลายเป็นชิ้นใหญ่หลายเท่าได้ หรือยิ่งกว่านั้น กลายเป็นขนมที่มีรสชาติหรือคุณค่าวิเศษแตกต่างจากเดิมไปเลย ชีวิตในช่วงยี่สิบกว่าปีหลังจึงไม่สนใจเรื่องการแข่งขันเลย
กลายเป็นชีวิตที่เข้าสู่ภูมิประเทศแห่งชีวิตที่กว้างใหญ่ สดใสโปร่งโล่งเบาสบาย เพราะลดความยึดติดลงไปมาก ชีวิตแห่งการแข่งขันเป็นชีวิตที่คับแคบ บีบคั้นและเครียด ผมเฝ้าดูการเมืองไทยใช้สถานการณ์โควิดเพื่อการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมืองแล้ว ก็เห็นใจ และสงสาร ว่าเขายังไม่พบกระบวนทัศน์ที่ช่วยปลดปล่อยตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.ค. ๖๔
แต่ละวัย ก็คิดและทำ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าคนคิดได้แบบอาจารย์คงมีความสุขค่ะ