เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม


เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม เป็นสำนวนที่มีความหมายว่า การเอาของคนอื่นมาชื่นชมยินดี หรือ การเอาลูกของคนอื่นมาเลี้ยงเป็นลูก เป็นภาระรับผิดชอบที่หวังผลตอบแทนแน่นอนไม่ได้
ที่มาของสำนวน มาจากเมี่ยง คือใบชาหมักเอาไว้อม เอาลูกเขามาเลี้ยง หมายถึงเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยง ย่อมสู้เลี้ยงลูกของตนเองไม่ได้ เช่นเดียวกับอมเมี่ยงของเราเองย่อมดีกว่าไปเอาเมี่ยงของคนอื่นที่เขาอมแล้วมาอมต่อ สำนวนนี้ใช้ในเชิงเตือนใจว่าอาจทำให้เสียใจภายหลัง การที่เราขอลูกคนอื่นมาเลี้ยงดูเป็นลูกนั้น ถ้าหากเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายก็ดีไป แต่ถ้าเป็นเด็กดื้อรั้นก็จะสร้างปัญหาให้เรามาก ครั้นจะดุด่าว่ากล่าวก็ไม่ถนัดปาก หรือจะลงโทษเฆี่ยนตีก็ลำบากใจ เกรงผู้อื่นจะตำหนิติเตียนว่าเพราะไม่ใช่ลูกของตนเองจึงว่ากล่าวและลงโทษอย่างรุนแรงเกินเหตุ การเอาลูกของคนอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกเป็นภาระรับผิดชอบที่หวังผลตอบแทนแน่นอนไม่ได้ แม้จะทุ่มเทเลี้ยงดูมาอย่างดีโดยหวังให้เขาตอบแทนบุญคุณในยามแก่เฒ่า ก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้ เพราะเมื่อเด็กโตขึ้นอาจจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่แท้จริงก็ได้


เมี่ยง เป็นอาหารว่างที่ทุกบ้านจะต้องมีไว้รับประทานและรับรองแขกที่มาเยี่ยมบ้าน ชาวล้านนาอมเมี่ยงกันมาตั้งแต่สมัยโบราณในเวลาพักผ่อนพูดคุยกัน หรือเวลาที่ออกไปทำไร่ทำนา วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเมี่ยงที่สำคัญคือ ใบเมี่ยงหรือใบชาซึ่งปลูกกันมากในภาคเหนือ เมี่ยงจึงเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนา


คนสมัยก่อนกินเมี่ยงกันอย่างกว้างขวาง ส่วนในปัจจุบันเมี่ยงก็ยังคงเป็นที่นิยมกันเช่นเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีงานบุญ ลูกหลานจะเสาะหาเมี่ยงไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศให้กับญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เมี่ยงที่อำเภอดอยสะเก็ดถือเป็นของดีของเชียงใหม่ที่ผู้คนนิยมซื้อหาเป็นของฝากอย่างแพร่หลาย




ชาวบ้านจะเข้าป่าหาใบเมี่ยงนำมานึ่งและหมักกับน้ำเป็นเวลาข้ามคืน และเก็บในโอ่งที่อากาศเข้าไม่ได้ ใบเมี่ยงที่หมักแล้วจะมีรสชาติออกเปรี้ยวๆฝาดๆคล้ายกับของดองทั่วไป จะกินใบเมี่ยงเปล่าๆ หรือจะใส่ไส้ลงไปกินคู่กันด้วยก็ได้ ไส้เมี่ยงนิยมทำสองรส คือ รสธรรมดาใส่เพียงแค่เกลือเท่านั้น ส่วนรสหวานมีส่วนผสมของมะพร้าว ถั่วลิสงคั่ว น้ำตาลเคี่ยวจนเหนียวปรุงรสด้วยขิง เกลือ และอื่นๆ แล้วนำมาปั้นเป็นแท่งยาวๆ หั่นเป็นท่อนเล็กๆพอดีคำทิ้งไว้ให้เย็น นำใบเมี่ยงมาคลุกน้ำตาล เกลือ มะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติ แล้วนำมาแผ่บางๆห่อไส้เมี่ยง จากนั้นห่อทีละคำด้วยใบตอง ใช้ทางมะพร้าวมัด นำมาร้อยกันเป็นพวง


ใบเมี่ยงนั้นมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหวัด ทำให้หายใจคล่อง มีกลิ่นหอม ระงับกลิ่นเหงื่อกลิ่นกาย กลิ่นหอมของใบเมี่ยงช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลาย คลายเครียด ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของโลหิต มีสรรพคุณในการกำจัดกลิ่นอับ ดูดกลิ่นอับชื้น กลิ่นบุหรี่
การอมเมี่ยงมีเฉพาะในเขตล้านนาและขึ้นไปทางเหนือเท่านั้น จากหลักฐานที่ปรากฏพบในศิลาจารึกของวัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ซึ่งจารึกไว้เมื่อพ.ศ. 2043 ในสมัยที่พญาแก้วเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างหอมณเทียรธรรม พร้อมทั้งคัมภีร์ไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ถวายเครื่องบูชาต่างๆ และได้ถวายเงินจำนวน 1,100 เงิน เพื่อให้เอาดอกเบี้ยเป็นค่าหมากและเมี่ยงบูชาพระธรรม



มีข้อความจารึกเกี่ยวกับเมี่ยงในสมัยสุโขทัยว่า พระเจ้ากรุงสุโขทัยให้นางกำนัลจัดเมี่ยงไว้ถวาย ดังนี้
“…จึงแต่งเมี่ยง หมาก อบและรมด้วยเครื่องหอมใส่ลงในขัน มีตาข่ายดอกไม้ปกคลุม ครั้นแล้วก็นำขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว…”
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระศรีมโหสถได้แต่งกาพย์ห่อโคลงบทหนึ่ง กล่าวถึงเมี่ยงเอาไว้ ดังนี้
เทวคลีศรีเส้งแสด สรรพางค์
คาดกร่ายชายทองวาง ร่วงรุ้ง
ศรีฟ้าฝ่าสนองบาง เยาย่อง
อมเมี่ยงเชียงชมดฟุ้ง กลิ่นกลุ้มใจหญิง


ในสมัยโบราณคนล้านนาจะอมเมี่ยงเป็นของว่างหลังอาหาร มีคำกล่าวว่า"...ฝนตกทั้งวันอย่างนี้ ถ้าได้อมเมี่ยงส้มๆ บุหรี่ขื่นๆ ทั้งสูบทั้งอม ไม่มีสิ่งใดจะสุขเท่านี้..." คนล้านนาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชอบอมเมี่ยงหลังอาหารกันทั้งนั้น จนเกิดความเคยชินที่เรียกว่า "ติดเมี่ยง" หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใบเมี่ยงเกิดขาดแคลน ชาวบ้านต้องเอาใบประดู่ส้มมาอมแทนใบเมี่ยง แต่รสชาติเทียบกับใบเมี่ยงไม่ได้เลย



อาหารว่างประเภทเมี่ยงของคนภาคกลางมีลักษณะใช้ใบผักเช่นใบชะพลู ใบทองหลางและผักต่างๆ ห่อกับเครื่องของเมี่ยงชนิดนั้น ราดด้วยน้ำจิ้ม รับประทานเป็นคำๆ มีหลากหลายชนิด ล้วนแต่เอร็ดอร่อยและได้รับคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาจากพืชผักสมุนไพรต่างๆ

เมี่ยงคำ

เมี่ยงกลีบบัว

เมี่ยงปลาทู

เมี่ยงหมูทอด

เมี่ยงหมูหยอง

เมี่ยงหมูกรอบ

เมี่ยงกุ้ง

เมี่ยงทะเล

เมี่ยงหมูสามชั้น

ข้าวตังเมี่ยงลาว

เมี่ยงหอยแครง

เมี่ยงปลาเผา

เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต