บุคคลเราควรแสดงมุทิตาจิตต่อกันในโอกาสสำคัญต่างๆ ของเพื่อนตามโอกาสอันสมควร เช่น วันคล้ายวันเกิด ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน วันเกษียณอายุราชการ เป็นต้น

มุทิตาจิตทางออนไลน์

ดร. ถวิล อรัญเวศ

 

            การแสดงมุทิตาจิต เป็นหลักธรรมสำคัญประการหนึ่ง

ในคำสอนพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า พรหมวิหาร 4 ธรรมเป็น

เครื่องดำรงอยู่ของพระพรหม โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บริหาร ต้อง

มีการแสดงมุทิตาจิต รู้จักชื่นชม กล่าวชื่นชมให้ขวัญกำลังใจลูกน้อง

หรือผู้ผู้ใต้บังคับบัญชาตามโอกาสอ้นสมควร เพราะการแสดงมุทิตาจิต
เป็นกุศโลบายในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจเป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็น

การสร้างกัลยาณมิตรก่อให้เกิดคนสำราญงานสำเร็จได้อีกด้วย

         คำว่า “มุทิตา” หมายถึงมีใจชื่นชมยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีหรือ
ประสบกับความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเนื่องในโอกาสครบกำหนด
การทำงานหรือเกษียณอายุราชการ คือเมื่อมีอายุครบ 60 ปี

แต่ถ้าใครเกิดหลัง 2 ตุลาคม ก็จะไปเกษียณในปีถัดไป คือได้แถมอีกปีหนึ่ง 
นอกจากนี้ก็แสดงในโอกาสวันคล้ายวันเกิด วันทำบุญบ้าน

บุญเกี่ยวกับการชื่นชมความสำเร็จ

         การแสดงมุทิตาจิต ถือว่าเป็นจิตที่เกิดจากน้ำใสใจจริงโดยไม่มี

การขอร้อง ไม่มีการไปบังคับ เพราะถือว่า เป็นชื่นชมยินดีในโอกาส

ที่ประสบผลสำเร็จ หรือถึงเส้นชัยแห่งชีวิต หรือเกี่ยวกับชีวิต เช่น

เกษียณอายุราชการ วันคล้ายวันเกิด วันทำบุญบ้าน งานบวช 

งานแต่งงาน เป็นต้น การแสดงมุทิตาจิต เป็นอาการที่เกิดขึ้นในใจตนเองโดยมิได้มีการบังคับแต่อย่างใด  เกิดขึ้นเพราะจิตใจปราศจากความอิจฉาริษยา ความปกติทางจิตใจ ยอมรับในผลสำเร็จหรือความดีของคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียกเป็นคำเต็มได้ว่า “มุทิตาจิต” คือจิตพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี หรือประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน
         มุทิตาจิต นี้มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หรือเกิดขึ้นแก่ทุกคนไม่ เพราะปกติธรรมดาคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยยอมรับในความดีของผู้อื่น มักจะไม่ค่อยชื่นชอบนักหากผู้อื่นได้ดีเกินหน้า โดยเฉพาะในคนที่ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว มุทิตาจิตจะเกิดขึ้นได้ยากมาก หรือไม่ได้เลย ดังนั้นคนที่ทำให้จิตเกิดมุทิตาได้จึงเป็นบุคคลพิเศษที่ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าคนธรรมดาสามัญได้แล้ว เป็นคนเปิดใจกว้าง ยอมรับความดีของผู้อื่นและพร้อมที่จะแสดงความชื่นชมยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี ผู้ทำได้ดังนี้ท่านว่าเป็นผู้ยกระดับจิตใจถึงขั้นระดับเป็นพระพรหมทีเดียว เพราะมุทิตาจิตนั้นเป็น “พรหมธรรม” หรือ “พรหมวิหารธรรม”ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมของผู้เป็นพรหมของผู้ใหญ่ผู้ประเสริฐแล้ว จึงกล่าวได้ว่ามุทิตานี้เกิดได้ยากนักยากหนา ที่เกิดได้ง่าย ๆ นั้นเพราะเขาฝึกไว้ดีแล้วต่างหาก
          การมุทิตาจิต  มิใช่เพียงการนำสิ่งของไปให้ หรือนำสักการะไปถวาย (พระสงฆ์) การนำกระเช้าดอกไม้ไปให้ การเลี้ยงกันหรือการกล่าวอวยพรกันเท่านั้น เพราะการแสดงเช่นนั้นเป็นเพยงจุดหมายที่ให้รู้ว่ามีมุทิตาจิตเท่านั้น แท้ที่จริงมุทิตานั้นจะต้องเริ่มต้นเกิดที่จิตใจก่อน เมื่อจิตใจเกิดมุทิตาแล้วก็เป็นอันใช้ได้ส่วนจะแสดงต่อด้วยการกระทำหรือด้วยคำพูดเช่นนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้หากว่าจะแสดงกันอย่างนั้น แต่ก็ทำไปด้วยความจำเป็นตามมารยาทสังคมแบบเสียไม่ได้ หรือถูกบังคับให้ทำโดยที่ตนเองมิได้ยินดีด้วยเลย การแสดงออกเช่นนั้นก็หาจัดว่าเป็นการแสดงมุทิตาจิตไม่ เพราะใจไม่ได้เกิดมุทิตาเลย 

          อีกประการหนึ่งเล่า จิตใจที่จะเปี่ยมด้วยมุทิตานั้นจะต้องกำจัดอารมณ์ในใจอันหนึ่งคือ “อรติ” ให้ได้เด็ดขาดด้วย อรตินั้นคือความไม่พอใจเพราะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความไม่ยินดี อรตินี้เป็นศัตรูต่อมุทิตาโดยตรงจึงต้องกำจัดให้ได้เด็ดขาด จึงจะเป็นมุทิตาจิตที่บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงกล่าวว่า มุทิตาจิตเป็นจิตระดับสูงถึงขั้นเป็นจิตของพระพรหมดังกล่าวข้างต้น 
          แท้จริง อรติ ความไม่พอใจ ความอิจฉาริษยานี้มันเป็นกิเลสบังคับใจบังปัญญาและบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดี บังความควรไม่ควรไว้หมด ทำให้คนมองไม่เห็นความดีของใคร ทำให้ชมใครไม่เป็นสรรเสริญใครไม่ได้ ทำให้คนมองกันในแง่ดีไม่ได้ ซ้ำยังกระตุ้นให้คนคิดทำลายลางความดีของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เห็นใครดีเกินหน้าไม่ได้จะต้องคิดทำลายล้าง ลบหลู่ความดีของผู้อื่นให้หมดเสียร่ำไป ดังพระท่านว่า “อรติ โลกนาสิกา ความอิจฉา ริษยาเป็นตัวทำลายโลก  หรือความอิจฉาริษยา เป็นการทำลายโลกให้ฉิบหาย”

         บางท่านกล่าวว่า คนที่มีใจอิจฉาริษยา จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน เพราะเป็นอาการที่ไม่ปกติทางจิตใจ เมื่อจิตใจไม่ปกติ ก็จะส่งผลต่อร่างกายด้วย 
          คนที่มีจิตอิจฉา ริษยา มักจะมีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจอะไรง่าย ๆ สังเกตหรือรู้ได้จากอากับกิริยาท่าทาง คือถ้าเห็นคนอื่นได้ดีไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน หรือเป็นผู้ร่วมงานก็ตามก็จะเกิดความหงุดหงิดใจ เกิดความงุ่นง่าน ไม่สบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เกิดความหมั่นไส้  ถ้าอยู่คนเดียวก็จะพลุ่งพล่านนั่งนอนไม่ติดที่ หากมีโอกาสก็จะระบายอารมณ์เสียนั้นในทางทำลายคุณความดีของผู้ได้ดีคนนั้น เช่น พูดจาถากถางบ้าง พูดจาประชดประชันบ้าง เยาะเย้ยบ้าง กระแนะกระแหนบ้าง ทำท่าค้อนควักบ้าง แล้วแต่โอกาสและสถานที่จะอำนวย  นี้แหละคืออำนาจของความริษยาซึ่งเป็นตัวทำลายโลกดังที่กล่าวแล้ว 
          วิธีกำจัดความอิจฉาริษยา ก็คือ ต้องสร้างมุทิตาจิตให้เกิดขึ้นแทนที่โดยการค่อย ๆ มองหาความดีของคนอื่น แม้จะมีเพียงน้อยนิดก็ยังดีที่มองเห็นความดีของเขา หาให้พบกลบความไม่ดีของเขาเสียอย่าไปพูดถึง แล้วหัดชมคนอื่นเป็นเสียบ้าง ก็เอาส่วนดีแม้น้อยนิดที่พบนั่นแหละมาชื่นชมกัน แม้ตอนแรก ๆ จะดูเหมือนจะฝืนใจ ก็พยายามทำ นาน ๆ เข้าก็จะเกิดความเคยชินและชมได้มาก ๆ เมื่อชมเป็นแล้วก็แสดงความยินดีในความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้อื่น เริ่มต้นจากคนในครอบครัวก่อนก็ได้ยินดีต่อน้อง ๆ ที่สอบได้ ยินดีต่อพี่ ๆ ที่ได้งานทำ ขยายวงกว้างออกไปจนถึงเพื่อน ๆ ต่อไปถึงผู้ร่วมงาน อย่างนี้แหละไม่นานมุทิตาก็จะเกิดเต็มจิต ความหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาก็จะหมดไป 

 

การแสดงมุทิตาจิตทางออนไลน์

      มุทิตาจิต

      คำว่า “มุทิตา” คือความเป็นผู้มีใจชื่นชมยินดีกับบุคคลอื่นใด

ซึ่งเป็นผู้ได้ดีหรือได้รับความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการที่เกิดขึ้นในใจเองและแสดงออกมาโดยไม่มีใครไปบังคับ เกิดขึ้นเพราะจิตใจไม่มีความอิจฉาริษยา เกิดขึ้นเพราะเป็นผู้ยอมรับในผลสำเร็จหรือความดีของคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียกเป็นคำเต็มได้ว่า “มุทิตาจิต”

 

            คุณธรรมข้อนี้มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่าย ๆ หรือเกิดขึ้นแก่ทุกคนไม่ เพราะปกติธรรมดาคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยยอมรับในความดีของผู้อื่น มักจะไม่ค่อยชื่นชอบนักหากผู้อื่นได้ดีเกินหน้า โดยเฉพาะในคนที่ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว มุทิตาจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ดังนั้นคนที่ทำให้จิตเกิดมุทิตาได้จึงเป็นบุคคลพิเศษที่ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าคนธรรมดาสามัญได้แล้ว เป็นคนเปิดใจกว้าง ยอมรับความดีของผู้อื่นและพร้อมเสมอที่จะแสดงความชื่นชมยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี ผู้ทำได้ดังนี้ท่านว่าเป็นผู้ยกระดับจิตใจถึงขั้นระดับเป็นพระพรหมทีเดียว เพราะมุทิตาจิตนั้นเป็น “พรหมธรรม” หรือ “พรหมวิหารธรรม” ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมของผู้เป็นพรหมของผู้ใหญ่ผู้ประเสริฐแล้ว จึงกล่าวได้ว่ามุทิตานี้เกิดได้ยากนักยากหนา ที่เกิดได้ง่าย ๆ นั้นเพราะเขาฝึกไว้ดีแล้วต่างหาก

        การแสดงออกซึ่งมุทิตาจิตนั้นมิใช่หมายเพียงการนำสักการะไปถวาย การนำกระเช้าดอกไม้ไปให้ การเลี้ยงกันหรือการกล่าวอวยพรกันเท่านั้น เพราะการแสดงเช่นนั้นเป็นเพยงจุดหมายที่ให้รู้ว่ามีมุทิตา แท้ที่จริงมุทิตานั้นจะต้องเริ่มต้นเกิดที่จิตใจก่อน เมื่อจิตใจเกิดมุทิตาแล้วก็เป็นอันใช้ได้ส่วนจะแสดงต่อด้วยการกระทำหรือด้วยคำพูดเช่นนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้หากว่าจะแสดงกันอย่างนั้น แต่ก็ทำไปด้วยความจำเป็นตามมารยาทสังคมแบบเสียไม่ได้ หรือถูกบังคับให้ทำโดยที่ผู้แสดงมิได้ยินดีด้วยเลย การแสดงออกเช่นนั้นก็หาจัดว่าเป็นการแสดงมุทิตาจิตไม่ เพราะใจไม่ได้เกิดมุทิตาด้วยเลย

       

 

   มุทิตาจิตทางออนไลน์ 

        เนื่องจากปัจจุบันชาวโลกกำลับเผชิญกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก 

       ข้อมูลเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ยอดผู้ติดโควิดสะสมพุ่งสูงกว่า 199 ล้านรายทั่วโลก หลังการแพร่ระบาดผ่านมานานกว่า 1 ปี 7 เดือน ยอดผู้เสียชีวิตสูงกว่า 4.2 ล้านราย อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ราว 2.1% รักษาหายแล้วราว 91% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ขณะนี้มีประเทศที่พบผู้ติดเชื้อแล้ว 187 จาก 193 ประเทศทั่วโลก

       ล่าสุด สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด (35,224,145 ราย) และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมมากที่สุดกว่า 6.14 แสนราย ตามมาด้วย อินเดีย (31,726,507 ราย) บราซิล (19,985,817 ราย) รัสเซีย (6,251,953 ราย) และฝรั่งเศส (6,242,569 ราย) 

        ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 4.14 พันล้านโดส โดยจีนนำเป็นอันดับ 1 ประเทศที่ฉีดวัคซีนต้านโควิดมากที่สุดในเชิงปริมาณขณะนี้ ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1.69 พันล้านโดส ตามมาด้วยอินเดีย 472.22 ล้านโดส สหรัฐอเมริกา 347.37 ล้านโดส บราซิล 142.56 ล้านโดส และเยอรมนี 92.38 ล้านโดส ขณะที่อินโดนีเซียฉีดไปแล้วกว่า 68.62 ล้านโดส ยังคงเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนต้านโควิดมากสุดในย่านอาเซียน

          ยอดติดโควิด-19 ของไทยรอบสัปดาห์ (19-25 ก.ค.) สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก

 

ราย10 อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด 

 

อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 35,136,012 ราย (+49,174) 

อันดับ 2 อินเดีย 31,256,839 ราย (+41,697)

อันดับ 3 บราซิล 19,474,489 ราย (+54,748) 

อันดับ 4 รัสเซีย 6,030,240 ราย (+23,704)

อันดับ 5 ฝรั่งเศส 5,911,601 ราย (+21,539) 

อันดับ 6 สหราชอาณาจักร 5,563,006 ราย (+44,104)

อันดับ 7 ตุรกี 5,554,317 ราย (+8,151) 

อันดับ 8 อาเจนติน่า 4,798,851 ราย (+14,632)

อันดับ 9 โคลัมเบีย 4,679,994 ราย (+11,244)

อันดับ 10 อิตาลี 4,297,337 ราย (+4,254)

        สถิติการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 
ในประเทศสมาชิกอาเซียน

       สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด
ของวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 มีดังนี้

 

      อันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย

      อันดับ 2 ฟืลิปปินส์

      อันดับ 3 มาเลเซีย

      อันดับ 4 ไทย

       อันดับ 5 เมียนมา  (พม่า)

       อันดับ 6 กัมพูชา

       อันดับ 7 เวี่ยดนาม

       อันดับ 8 สิงคโปร์

       อันดับ 9 สปป.ลาว

       อันดับ 10 บรูไน

       อันดับ 11 ติมอร์ เลสเต

       รายงานสถานการณ์จากทั่วโลก จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด 2019 (Novel Coronavirus 2019-nCoV) หรือ COVID-19 ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 64 ดังนี้

•     ดูที่นี่ ยอดล่าสุด ผู้ติดเชื้อโควิด COVID-19 ในไทยรายจังหวัด และอาเซียน วันนี้

 

การแสดงมุทิตาจิตทางออนไลน์ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

        เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 13) ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. - 30 ก.ย.2564

       2 ส.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๐)

 

      ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคมพ.ศ. ๒๕๖๓ และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นคราวที่ ๑๓ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ นั้น

      โดยที่สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด - 19 ยังคงทวีความรุนแรง โดยเฉพาะไวรัสกลายพันธุ์ชนิดสำยพันธุ์เดลตาที่เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายและติดต่อโรคกันได้โดยง่าย ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยฝ่ายสาธารณสุขได้รายงานผลการประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่แสดงผลว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับสูงเพิ่มมากขึ้นหากมิได้ดำเนินมาตรการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางและการรวมกลุ่มของบุคคลอย่างรัดกุม มีประสิทธิภาพเพียงพอแม้ปรากฏว่าผู้ติดเชื้อที่หายป่วยหรืออาการดีขึ้นจนออกจากโรงพยาบาลได้ในแต่ละวันมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยก็ตาม

     ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นต้องบังคับใช้บรรดามาตรการ ข้อห้าม และข้อปฏิบัติต่าง ๆอย่างเข้มงวดกวดขันเพื่อการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องออกไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง และยกระดับบางมาตรการเพื่อให้

การควบคุมการระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันมิให้

การระบาดเพิ่มความรุนแรงขึ้น

      นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลายตามคำแนะนำของศูนย์บริหารสถานการณ์ก่รแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ศบค.) โดยเฉพาะการจัดงาน

ที่มีการรวมคนจำนวนมากเกิน 20 คน ขึ้นไป จะถูกห้ามจัดเพราะจะ

เป็นการเสี่ยงและซ้ำเติมยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดในประเทศไทย 

เพราะข้อมูลเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 รายใหม่ 21,379 คน รุนแรง 4,999 คนเสียชีวิตแล้ว  5,854 คน ยอดผู้ติดเชื้อสะสมถึง 714,684 คน

      สำหรับการแสดงมุทิตาจิตทางออนไลน์สามารถทำได้หลายวิธี

เช่น

  1. ส่งคำอวยพรไปทางไลน์ หรือภาพข้อความยินดีและอวยพร

ไปทางไลน์

  1. ส่งอีการ์ด ไปทางอีเมล์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ไปยังบุคคล

นั้น ๆ  

  1. โอนเงินเป็นค่าของขวัญวันเกษียณแทนช่อดอกไม้
  2. กิจกรรมทางเว็บไซต์ เว็บเพจ ทางไลน์ Video Conference 

(วีดีโอคอนเฟอเรนซ์)

  1. อื่น ๆ ตามความเหมาะสม

สรุป

      การแสดง มุทิตาจิต จึงถือได้ว่า เป็นยาวิเศษที่ทำให้คนเรายิ้มแย้มเข้าหากัน คบกันโดยสนิทใจ มีความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นโซ่ทองที่คล้องใจกันไว้ได้นานเท่านาน ตรงกันข้ามกับความอิจฉาริษยา ซึ่งเป็นอาวุธหรือศาสตราที่คอยประหัตประหาร หรือบั่นทอนมิตรภาพให้หมดสิ้นไป เป็นตัวทำลายทุกอย่างในโลก และก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายกันในสังคม หรือประเทศชาติในที่สุด และก่อให้เกิดโรคมะเร็งทางจิตได้ ถ้าจิตมีแต่ความอิจฉาริษยา ดังนั้น บุคคลเราจึงควรแสดงมุทิตาจิตต่อกันในโอกาสสำคัญต่างๆ ของเพื่อนตามโอกาสอันสมควร เช่น วันคล้ายวันเกิด ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน วันเกษียณอายุราชการ เป็นต้นสำหรับปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดยังคง
รุ่นแรงและมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงมีมาตรการห้ามการรวมคนจำนวนมาก ห้ามจัดงานที่มีคนจำนวนมากมารวมกันการแสดงมุทิตาจิตจึงควรทำตามความเหมาะสมโดยทางออนไลน์ เช่นส่งคำอวยพรไปทางไลน์ หรือภาพข้อความยินดีและอวยพรไปทางไลน์ ส่งอีการ์ด ไปทางอีเมล์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ไปยังบุคคลนั้น ๆ  โอนเงินเป็นค่าของขวัญวันเกษียณแทนช่อดอกไม้หรือของชำร่วยกิจกรรมทางเว็บไซต์ เว็บเพจ ทางไลน์ Video Conference (วีดีโอคอนเฟอเรนซ์) หรืออื่น ๆ ตามความเหมาะสมแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

https://news.thaipbs.or.th/content/306376

https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/index.php

https://bit.ly/3fB4R8D

https://thestandard.co/coronavirus040864-2/

https://www.stou.ac.th/stoukc/elder/main6_25.html

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.345420205547859.78629.332586453497901&type=3

http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=8172.0;wap2

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakE1TURjMU5RPT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBeE1pMHdOeTB3T1E9PQ==

http://www.thaiendocrine.org/]http://www.news.rmutt.ac.th/.http://www.thaiendocrine.org/[/url