วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มีการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ที่มีวาระสำคัญคือ ให้ความเห็นชอบข้อเสนอโครงการในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ที่ฝ่ายบริหารเสนองบประมาณรวม ๒๕๘.๒๕ ล้านบาท ดำเนินการในโรงเรียน ๗๒๗ แห่งอย่างเดิม คือรุ่นแรก ๒๘๕ โรงเรียน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ภาค ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ มีทีมโค้ชภายนอก ๕ ทีม รุ่นที่สอง ๔๔๒ โรงเรียน มีทีมโค้ชภายนอก ๑๑ ทีม
ที่จริงเราอนุมัติหลักการ ไปแล้วในการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ โดยมีคำแนะนำให้ปรับปรุงมากทีเดียว เมื่อฝ่ายบริหารนำไปเสนอบอร์ด กสศ. ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงตั้งคำถามว่า เป็นการใช้เงินอย่างเหมาะสมคุ้มค่าหรือไม่ มีรายละเอียดของการตั้งข้อสงสัยและคำแนะนำมากมาย ทำให้ฝ่ายบริหารต้องจัดประชุมหารือกับผู้ทรงคุณวุฒินอกรอบเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เพื่อปรับโครงการมาเสนอคณะกรรมการ steering ในวันนี้
ผมชอบมากที่ บอร์ด กสศ. ตั้งคำถามสร้างความปั่นป่วนให้แก่การดำเนินการของ กสศ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักครูฯ เพราะนี่คือเส้นทางสู่นวัตกรรม คือ chaos เป็นจุดเริ่มต้นของ new order ผมมองว่า กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนพัฒนาตนเอง ๗๒๗ โรงเรียน กำลังเคลื่อนเข้าสู่ “ภพภูมิใหม่” (new order)
ผมตีความว่า เดิมโครงการนี้ทำงานแบบเส้นตรง (linear) มีระบบจัดการเป็นส่วนๆ ที่ดีมาก คือทีมจัดการโครงการนำโดย อ. เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ทีมวิจัยติดตามประเมินผล นำโดย รศ. ดร. พิณสุดา สิริธรังศรี ทีมโค้ชภายนอก ๑๑ ทีม ทีมจัดพัฒนาและให้บริการระบบสารสนเทศ นำโดย ทีมงานจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ทีมพัฒนาเครื่องมือวัดผล CLO (core learning outcome) จาก ทีดีอาร์ไอ ดำเนินการมา 1 ½ ปีการศึกษา คือโรงเรียนรุ่น ๑ ดำเนินการมา 1 ½ ปีการศึกษา โรงเรียนรุ่น ๒ ดำเนินการมา ๑ ปีการศึกษา ในโรงเรียนที่ดำเนินการจริงจัง ได้ผลต่อ CLO อย่างชัดเจน ราวๆ หนึ่งในสามของโรงเรียนในโครงการ
ย้ำว่า โครงการนี้ดำเนินการมา 1 ½ ปีการศึกษา ให้ผลดีต่อนักเรียนในระดับที่น่าพอใจ
แต่เป้าหมายของเราไปไกลกว่าโรงเรียน ๗๒๗ โรงเรียนนี้ มุ่งไปที่ กลุ่มโรงเรียนขนาดกลางที่ให้การศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลที่ทั้งประเทศมีประมาณ ๘,๐๐๐ โรงเรียน และโรงเรียนทั้งประเทศกว่า ๓.๕ หมื่นโรงเรียน ให้ดำเนินการเพื่อผลยกระดับ quality และ equity ด้านการศึกษา
โครงการนี้จึงต้องดำเนินการมาตรการสู่การสื่อสารสังคม และการเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้กำหนดนโยบาย ผ่านการสร้างข้อมูลหลักฐาน ว่าวิธีการของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มีผลดีต่อคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างไร ดีขนาดไหน เพื่อกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบใหญ่ ที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ของ กสศ.
โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองในช่วงปี ๒๕๖๔ จึงต้องไม่ดำเนินการอยู่ในโรงเรียนเท่านั้น ต้องหาวิธีดำเนินการสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมไทย ผ่านกิจกรรมการสื่อสารสาธารณะ และผ่านการเสนอแนะเชิงนโยบาย
โชคดี ที่ทาง สำนักครูฯ เชิญคุณผลิพร ธัญญอนันต์ผล ผอ. สำนักสื่อสารสาธารณะและระดมความร่วมมือ เข้าร่วมประชุมด้วย ผมจึงหาทางให้การประชุมในวันนี้มีมติให้มีกิจกรรมด้านการทำ rapid appraisal เพื่อหาข้อมูลหลักฐานจากโรงเรียนนำร่องในโครงการนี้ นำออกสื่อสารสังคม โดยให้ไปทำแผนร่วมกันมาเสนอคณะกรรมการ steering ในการประชุมคราวหน้า
โชคดียิ่งขึ้นไปอีก ที่เมื่อผมตื่นขึ้นมาตอนตีห้า ก็ได้รับอีเมล์จาก ดร. ไกรยส ภัทราวาส รองผู้จัดการ กสศ. ว่าระบบข้อมูล iSEE ของ กสศ. ช่วยให้สารสนเทศเรื่องนักเรียนยากจนพิเศษ ที่อยู่ในรอยต่อของระดับการศึกษา (อนุบาล - ประถม, ประถม - มัธยมต้น, มัธยมต้น - มัธยมปลาย) ที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา เปิดโอกาสให้สามารถทำ rapid appraisal เพื่อพิสูจน์ว่า นักเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองมีอัตราหลุดออกจากระบบฯ น้อยลงหรือไม่ ซึ่งหากน้อยลง ก็จะเป็นข้อพิสูจน์ผลกระทบของโครงการที่มีความหมายมาก หากไม่น้อยลง เราก็จะได้คิดอ่านกันต่อไป ว่าทำอย่างไรจึงจะลดลง
สถานการณ์แวดล้อม รวมทั้งผลงานในช่วง 1 ½ ปีการศึกษา เอื้อให้เราก้าวสู่ “ชาลาที่ซับซ้อนและปรับตัว” (complex-adaptive platform) ของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หลุดพ้นจากกับดัก linear platform ที่เราคุ้นเคย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราไม่คุ้นเคย แต่หากเราไม่คว้าโอกาสนี้ โอกาสใหญ่ที่จะช่วยกัน transform ระบบการศึกษาไทย ก็จะหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย
ในการประชุม สมาชิกของคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการได้ช่วยกันออกความเห็นอย่างมีพลัง โดยคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ได้เสนอให้ติดตามเด็กยากจนพิเศษในโรงเรียน TSQP ที่จบ ป. ๖ และต้องออกจากโรงเรียนเดิม ไปเรียนชั้น ม. ๑ ในโรงเรียนนอกโครงการ TSQP ว่าเขาออกไปเผชิญสภาพความยากลำบากอย่างไร มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบโรงเรียนหรือไม่ นี่ก็เป็นประเด็นวิจัยได้ โดยผมคิดว่าหากโรงเรียนในโครงการ TSQP สร้างคุณลักษณะที่ดีและครบถ้วนให้แก่เด็ก ป. ๖ อายุ ๑๓ ปีที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น เขาจะเป็นวัยรุ่นที่มีแรงบันดาลใจ มีจินตนาการ มีความมุ่งมั่นและมานะอดทน (self-determination) เข้าใจคุณค่าของการศึกษา ไม่ท้อถอยง่ายเมื่อเผชิญความยากลำบาก
มีการตอกย้ำความหมายของ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” “PLC พัฒนาวิชาชีพครู” “เครื่องมือในการพัฒนาตนเองของครู”
ผศ. ดร. เลขา ปิยะอัจฉริยะ เสนอให้ค้นหานวัตกรรมเล็กๆ ที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นเอง ที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการแสดงออกของมิติความเป็นตัวของตัวเอง คือความสร้างสรรค์ ในยุคนี้โรงเรียนต้องเป็นแหล่งบ่มเพาะความสร้างสรรค์ของศิษย์ และความสร้างสรรค์ของครู และบรรยากาศสร้างสรรค์ของโรงเรียน คือพลังบ่มเพาะที่ดีที่สุด คือนักเรียนได้เรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใหญ่และบรรยากาศรอบข้าง
เท่ากับว่า เมื่อโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองย่างเข้าปีที่สาม การจัดการโครงการมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ จากจัดการแบบ linear เปลี่ยนไปจัดการแบบ complex-adaptive ที่มีเป้าหมายหลักชัดเจน (คือโรงเรียนเป็นตัวของตัวเอง มีกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้) เพื่อจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑
มีการเตรียมสร้างความยั่งยืนให้แก่โรงเรียน ให้เป็น “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” ได้แม้เมื่อโครงการ TSQP จบไปแล้ว
มีการเตรียมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานกำกับดูแล ในการร่วมกันถอดบทเรียน โดยเฉพาะเพื่อสร้างความรู้ว่าหน่วยต้นสังกัดและหน่วยกำกับดูแลควรหนุนโรงเรียนพัฒนาจนเองอย่างไร ซึ่งเวลานี้รู้แล้วว่า หน่วยเหนือที่ทำตัวเป็นนาย คอยควบคุมสั่งการ เป็นอุปสรรคต่อโรงเรียนพัฒนาตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๒๘ พ.ค. ๖๔