ความทรงจำของผมต่อบรรพบุรุษ 1. ย่ารด : Generation แรกของตระกูลเรา



     ผมจำได้ว่า ผมเริ่มได้ใกล้ชิดกับ ย่ารด เมื่อตอนเรียนชั้นประถมปลาย โดยคนที่อยู่ใกล้ชิดกับย่ารดมากที่สุดตอนนั้นคือพี่วงษ์กับพี่ติ่ง(สนอง) ผมจะเลือกเวลาขออนุญาตพ่อกับแม่ไปหาย่าในช่วงที่รู้ว่าพี่ทั้งสองคนไม่อยู่ ไปอยู่กับย่าครั้งละสองสามวัน โดยให้เหตุผลว่า "ไปดูแลย่า" แต่ที่จริง "ไปให้ย่าดูแลมากกว่า"

    ตอนนั้นย่ารดน่าจะอายุ 80 กว่าๆ แต่่ท่านยังมีเค้าหน้าของความสวยในวัยสาวให้เห็น รูปร่างย่าสันทัดไม่อ้วนไม่ผอม ชอบยิ้มและจ้องมองผมแล้วทำหน้าย่นๆ ท่านคงสายตาไม่ค่อยดี ย่ามองผมด้วยแววเมตตาที่ผมรับรู้ได้  ท่านเดินหลังค่อมๆ แต่ก็ไม่ใช้ไม้เท้า เดินคล่องแคล่ว และยังดูกระฉับกระเฉงแข็งแรงดี ผมของย่าเป็นสีดอกเลาไม่หงอกทั้งหัว หนังเหี่ยวย่นและตกกระ ทั้งที่ใบหน้า ที่คอ ที่แขน ผมชอบดึงท้องแขนย่าแล้วปล่อยให้หลุดมือ ดูหนังย่าที่หย่อนยานแกว่งต่องแต่งไปมา แล้วหัวเราะ สนุกดี ย่าก็พลอยหัวเราะไปด้วย "แก่แล้วมันก็เป็นยังงี้ละหลาน" ย่ายิ้มสวยแล้วลูบหัวผมอย่างเอ็นดู  ที่ผมชอบดูย่ามากที่สุดคือตอนย่ากินข้าว ย่าไม่มีฟันทั้งปาก ดังนั้นกับข้าวที่ย่าชอบกินมากที่สุดคือน้ำพริก ผักต้มจนเปื่อย รวมทั้งมะม่วงสุกด้วย ไม่รู้ย่ากินมะม่วงสุกเป็นกับข้าวได้ยังไง ย่าจะใช้มือเปิบข้าวเข้าปากและเคี้ยว ผมชอบตอนย่าทำกรามขยับไปมาเร็วๆแล้วเคี้ยวอาหารด้วยเหงือกมากที่สุด เวลาย่าตะบันหมากแล้วเคี้ยวก็เหมือนกัน ดูตลกที่สุด

     ย่าเคยเล่าให้ฟังว่า ปู่ของเราชื่อปู่ยัน เป็นกำนัน พื้นเพเดิมเป็นคน บ้านสร้าง สามเรือน อยุธยา อยู่เลยวังน้อยไปหน่อย  ผมเคยไปแถวนั้นในภายหลังก็ทราบว่าแถวบ้านสร้าง สามเรือนตอนนี้ก็ยังมีคนนามสกุลขำเกิดอยู่เยอะ  ตอนเด็กๆผู้ใหญ่แถวนั้นก็เคยไปมาหาสู่กันกับพวกเรา ผมจำชื่อได้คนเดียวคือลุงเมล์ แต่มารุ่นหลังๆเราก็เหินห่างกันไป ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

    ตอนผมรับราชการได้เดินทางไปต่างจังหวัดทั่วประเทศ มีคนหลายจังหวัดมาแนะนำตัวว่าเขาและคนแถวนั้นนามสกุลขำเกิดเหมือนกัน เช่น ที่จังหวัดพิษณุโลก สมุทรปราการ ชุมพร นครศรีธรรมราช เป็นต้น เคยมีผู้บริหารโรงเรียนที่อำเภอหัวไทร นครศรีธรรมราชคนหนึ่งบอกผมว่าที่โรงเรียนเขามีนักเรียนนามสกุลขำเกิดหลายคน เขาถามผมว่า "เป็นญาติกับผมรึเปล่า"  ผมก็ไว้เชิง ถามกลับไปว่า "แล้วเด็กเหล่านั้น เรียนหนังสือเก่งไหม" ก็ได้รับคำตอบว่า "เกเรสุดๆเลยครับท่าน" ผมก็เลยตอบ ผอ.ท่านนี้ไปว่า "คงไม่ได้เป็นญาติกันหรอก เพราะสมัย ร.6 ตอนประกาศให้มีนามสกุลกัน ชาวบ้านก็ตั้งกันเอง ง่ายที่สุดคือเอาชื่อบรรพบุรุษมามาต่อกัน เช่น ปู่ชื่อขำ ย่าชื่อเกิดก็เอามารวมกันเป็นนามสกุลขำเกิด ซึ่งชื่อและนามสกุลโหลๆแบบนี้ในเมืองไทยเรามีเยอะ" ผมอธิบาย(แก้ตัว)เสียยืดยาวก็ไม่รู้ว่า ผอ.ท่านนั้นจะเชื่อไหม  แต่ก็ไม่วายฝากให้ ผอ.ดูแลเด็กขำเกิดเหล่านั้นให้ดีๆด้วย  ที่จริงพวกเขาอาจเป็นเครือญาติเราจริงๆก็ได้ ซึ่งกระจายกันไปอยู่ทั่วประเทศ จึงเป็นข้อเตือนใจให้ลูกหลานสกุลขำเกิดทุกคนได้รักษาชื่อเสียงความดีงามของวงศ์ตระกูลเราเอาไว้  เราเรียนประวัติศาสตร์กันมาคงจำได้ว่า สมัยก่อนถ้าใครทำความผิดมหันต์เจ้าเหนือหัวจะสั่งลงโทษให้ประหารชีวิตถึง 7 ชั่วโคตรและริบทรัพย์สมบัติด้วย

    ย่าบอกว่าปู่ยันหรือกำนันยันพอได้เสียกับย่ารดก็มาอยู่กันที่ตำบลห้วยทราย สระบุรี  ได้เป็นกำนันที่ตำบลห้วยทรายนี่แหละ  มีฐานะดี มีไร่นาสาโทมากโขอยู่ทีเดียว สังเกตจากบ้านย่ารดตอนที่ผมเห็น เป็นบ้านหลังใหญ่ทีเดียว  ไม้กระดานทั้งหลังเป็นไม้มะค่าทั้งต้น หนาเกือบ 2 นิ้ว แผ่นใหญ่และยาวมาก เป็นเงาวับ  ปูไม่กี่แผ่นก็เต็มบ้าน  กระดานไม้มะค่านี้ตอนหลังเมื่อลูกย่ามีครอบครัวก็ถูกรื้อแบ่งกันไปหลายบ้าน  ตกมาถึงพ่อถนอมของเราแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ปลูกบ้านได้เป็นหลัง  ตอนนี้ยังเหลือร่องรอยให้เห็นอยู่บ้างไม่กี่แผ่นที่บ้านชูศรีน้องสาวคนเล็ก

   ปู่ยันกับย่ารดถือเป็นต้นสกุลขำเกิด ของพวกเราที่ตำบลห้วยทราย ท่านมีลูกชาย 3 คนคือลุงโต(สิงห์โต)  พ่อหนอม(ถนอม) และอาม่อม(ละม่อม) ต่างก็แตกลูกแตกหลานออกไปมากมาย(ดูตามแผนภูมิเทือกเถาเหล่ากอ)

   ปู่ยันเสียชีวิตไปตั้งแต่พวกเราทุกคนยังไม่เกิด พวกเราจึงเห็นบรรพบุรุษรุ่นแรกคือย่ารดคนเดียว  จำได้ว่าบ้านย่ารดเป็นบ้านแบบโบราณ น่าจะเคยเป็นบ้านหลังใหญ่แต่เมื่อลูกๆแต่งงานแยกเรือนก็ถูกรื้อแบ่งให้ลูกๆไปปลูกบ้านของตนเอง บ้านย่ายังอยู่ในที่ดินดั้งเดิมณ หมู่ที่1ตำบลห้วยทราย ทิศตะวันออกใกล้กับบ้านอาม่อม ทิศเหนือติดกับบ้านป้าเรียน (พี่แถวและพี่เราะ)ซึ่งเกี่ยวดองเป็นญาติห่างๆกัน ทิศใต้ติดบ้านพี่แป๊ะ(บัญญัติ) ทิศอื่นๆก็เป็นสวนของลูกพี่ลูกน้องกัน ถือเป็นละแวกบ้านที่อบอุ่นแวดล้อมไปด้วยเครือญาติทั้งนั้น  บ้านของพี่แป๊ะกับบ้านย่ามีที่ดินพอๆกัน น่าจะสักไร่กว่าๆ และมีต้นไม้ผลต้นใหญ่ๆขึ้นรอบๆบ้านจนเต็มสวนเหมือนกัน    

      บ้านย่ามีมะม่วงหลายต้น แต่ละต้นมีขนาดใหญ่โอบไม่รอบ ทั้งอกร่อง พิมเสน แก้ว มีต้นมะม่วงต้นหนึ่งอยู่ชิดกับบ้านย่า คือมะม่วงกะล่อน ลูกคล้ายมะม่วงเบาแต่โตกว่าเล็กน้อย กลิ่นหอมจนฉุน ย่าปล่อยให้สุกคาต้นแล้วร่วงลงมาเกลื่อนดินแบบไม่มีค่า ผมชอบเก็บมากิน แค่เอามือปัดๆฝุ่นออกกัดกินทั้งลูกเลย อร่อยมาก แต่ก็ถูกยางกัดจนปากเจ่อบ่อยๆ  ติดๆกันคือต้นจัน(ลูกเล็ก) กับต้นอิน(ลูกใหญ่่)อย่างละต้น แต่เราก็เรียกลูกจันเหมือนกัน เวลาสุกจะมีกลิ่นหอมมาก ตอนกลางคืนค้างคาวชอบมากินทั้งมะม่วงและลูกจันที่สุก มีทั้งค้างคาวแม่ไก่และค้างคาวตัวเล็ก เวลามันกระพือปีกบินและเสียงร้องของมันฟังแล้วน่ากลัวชะมัด  แต่ผมก็ชอบแอบดูจากบนบ้าน เช้าขึ้นมาจะเห็น ลูกอิน ลูกจัน และมะม่วงทั้งลูกที่ดีและลูกที่ถูกค้างคาวกัดแล้วหล่นเกลื่อนรอบต้น ผมชอบไปเลือกเก็บลูกจันที่ดีๆมาดมและบิกินมากกว่าลูกอินที่มีรสฝาด ย่าปล่อยให้มันกองทับถมอยู่ใต้ต้นยังงั้น และไม่ใช้ให้ผมเก็บกวาดด้วย หลายวันเข้าแมลงหวี่ก็บินมาตอมกันเป็นฝูงส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ไปรอบบ้าน

   นอกรั้วหน้าบ้านออกไป เข้าใจว่าเป็นที่ดินของย่าเหมือนกัน มีต้นมะขามเทศมัน(เราเรียกว่าขามเทศ)อยู่ 2 ต้น ต้นหนึ่งใหญ่มากแต่ต้นเอียงลงมาคล้ายเคยโดนลมพายุแต่ไม่โค่น ทำให้ง่ายที่จะปีนขึ้นไปเก็บฝักขามเทศมากิน อีกต้นขนาดเล็กกว่าหน่อยเป็นขามเทศมันเหมือนกัน เป้าหมายสำคัญที่ผมไปบ้านย่าจริงๆแล้วคืออยากไปปีนเก็บขามเทศมากินนั่นแหละ เพราะมันอร่อยมาก และฝักจะดกเกือบทั้งปี แม้ต้องปีนฝ่าดงหนามที่ต้นขึ้นไปจนเป็นแผลริ้วรอยหนามข่วนทั่วตัวก็ตาม  เวลาเก็บฝักขามเทศ ผมไม่ต้องใช้ไม้สอย แค่เอื้อมไปเด็ดใส่ย่ามก็ได้แล้ว ย่าเตือนบ่อยๆไม่ให้ปีนขึ้นไปสูง แต่พอเห็นฝักดกๆก็ลืมตัวกลัวตก แต่ก็ปลอดภัยทุกครั้ง ผมกินขามเทศจนท้องอืดเพราะรู้สึกอร่อยมาก และเผลอผายลมเสียงดังพร้อมกับกลิ่นที่ฉุนกึกออกมาให้ย่าทำหน้าย่นปิดจมูกบ่อยๆ  ย่าชอบตำเครื่องแกงกับปลาย่างทำแกงเรียงขามเทศให้ผมกินบ่อยๆ อร่อยมาก

    ที่จริงสวนของย่าก็มีผลหมากรากไม้อยู่เยอะ แต่ย่ากลับปล่อยทิ้งขว้างเสียมากกว่า จะสนใจเก็บไปขายก็มีแต่มะม่วงอกร่องที่มีราคาดี แต่ย่าก็ไม่เคยใช้ผมให้ปีนขึ้นไปสอยมะม่วงให้ และผมก็นิสัยไม่ดีที่ไม่ขันอาสาย่า   ย่ากลับเรียกใช้แต่พี่จิตลูกชายอาม่อมมาช่วยสอยและนำไปขายให้ ซึ่งก็ไม่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำอะไร แต่ย่าก็มีเงินใช้ไม่เดือดร้อน เพราะลุงโตลูกชายคนโตของย่าเอาเงินและข้าวปลาอาหารมาให้ย่าเป็นประจำ ผมเคยขอเงินย่าไปซื้อขนมกิน ย่าก็จะบอกว่า "ย่าไม่มีเงินหรอก" พอเราคล้อยหลัง(แต่ผมแอบดู) เห็นย่าลากเก้าอี้ปีนขึ้นไปเอาเงินจากถุงเงินซอกหลังคาและเก็บไว้ที่เดิม แล้วเรียกผมมาหา ยื่นเงินให้ห้าบาท แล้วพูดว่า "ทั้งเนื้อทั้งตัวย่าก็มีแค่นี้แหละ" ผมแอบยิ้มขันย่า แม้รู้ที่ซ่อนแต่ผมก็ไม่เคยปีนไปขะโมยเงินย่าสักครั้ง ผมทราบเหมือนกันว่าพี่ติ่งก็เคยขอเงินย่าและย่าก็ทำแบบนี้เหมือนกัน

    ลุงโตเป็นลูกย่าที่มีฐานะดีที่สุด มีที่นาตั้งแต่ตลาดห้วยทรายเลาะริมถนนพหลโยธินไปจนถึงสะพานวังกะเบา คงเป็นร้อยไร่ทีเดียว แกทำนาเองไม่กี่ไร่ แต่ส่วนใหญ่ให้เขาเช่า ผมทันได้เห็นลุงโต จำได้ว่าแกมักแต่งตัวภูมิฐาน ศีรษะล้าน และใส่หมวกเป็นประจำ ลุงโตใจดีเรียกผมว่า"หลาน"ให้เงินผมซื้อขนมกินบ่อยๆ เมียลุงโตชื่อป้าดม(อุดม) มีลูกสองคนคือพี่ล้วนกับพี่สมบัติ ใจดีกันทุกคน บ้านลุงโตหลังใหญ่มาก เป็นบ้านหลังแรกติดถนนใหญ่อยู่ทางเข้าตลาดห้วยทราย สมัยก่อนตลาดห้วยทรายเป็นตลาดที่คึกคักมีร้านขายของที่หลากหลายยาวเหยียดไปสองฝั่งถนน บ้านและร้านลุงโตใหญ่กว่าร้านอื่นๆ แกขายของสารพัดอย่าง  ต่อมาทุกคนในบ้านลุงโตเสียชีวิตกันหมด ไปพร้อมๆกับความล่มสลายของตลาดห้วยทราย บ้านช่องร้านค้าแถวนั้นหายไปหมด เหลือเพียงบ้านหลังใหญ่ของลุงโตที่ตั้งโดดเด่นริมถนนอยู่หลังเดียว ที่นาสาโทของลุงโตก็ถูกรุ่นหลานๆขายกันไปหมดแล้ว เจ้าของบ้านหลังใหญ่ของลุงโตก็กลายเป็นของรุ่นหลานรุ่นเหลนที่ไม่ผูกพันกับพวกเรากันอีก

    พูดถึงลูกของย่ารดดังที่เคยกล่าวแต่ต้นแล้วว่ามีสามคน คนที่สองคือพ่อถนอม ซึ่งผมจะเล่าละเอียดในตอนต่อๆไป ส่วนคนสุดท้องคืออาม่อม น่าจะเป็นคนที่มีฐานะด้อยกว่าพี่ทั้งสองคน แต่ไม่ถึงกับยากจน  อาม่อมมีเมียสองคนซึ่งปรองดองกันดี เมียคนแรกคืออาเหงี่ยม(เสงี่ยม) อยู่บ้านหลังที่ใกล้ๆบ้านย่า อาเหงี่ยมมีลูกหลายคน เรียงตามลำดับก็มีพี่หงัด(สงัด) พี่หงบ(สงบ) พี่เหมา พี่จบ พี่จิต พี่แดง และป๋อง(วิจารณ์) ลูกของอาม่อมไม่ค่อยเข้ามาคลุกคลีกับย่าเหมือนพวกเรา เมียอีกคนของอาม่อมคืออาเพิ่ม มีลูกสาวคนเดียวชื่อหมาจู อาเพิ่มมีร้านเล็กๆติดกับบ้านลุงโต อาเพิ่มทำขนมหม้อแกงและขนมอีกหลายอย่างอร่อยมาก อาเพิ่มใจดีมาก ยิ้มหวานเสียด้วย ให้ขนมผมกินฟรีบ่อยๆ ตอนนี้ทราบว่าลูกเมียอาม่อมต่างล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว

    รอบๆบ้านย่าปลูกต้นคัดเค้าทำเป็นรั้วเพื่อแสดงอาณาเขตของสวน ผมเคยเผลอเดินไปโดนหนามคัดเค้าตำ เจ็บปวดถึงใจจริงๆ ผมชอบเก็บลูกคัดเค้ามาเป็นลูกปืนยิงกิงโก๊ะเล่น และสังเกตเห็นว่ามีต้นคัดเค้าตายไปหลายหย่อมแล้ว แต่ย่าก็ไม่ได้ปลูกทดแทน รั้วจึงดูไม่เหมือนรั้วเท่าไร สามารถเดินผ่านออกไปในที่ของคนอื่นได้สบาย แต่ก็ดูปลอดภัยเพราะละแวกนั้นต่างเป็นลูกหลานห่างๆที่เคารพนับถือย่าทั้งนั้น  ดังนั้นบ้านย่าจึงไม่ต้องมีประตูรั้วหน้าบ้าน

    บ้านย่าเป็นบ้านใต้ถุนสูงมีบันไดพาดขึ้นไปแบบบ้านสมัยก่อน พอค่ำลงก็ลากบันไดขึ้นมา เอาฝาขัดแตะปิดไว้เหมือนเป็นประตูบ้าน คล้ายปริศนาที่เขาทายกันว่า "อะไรเอ่ย กลางวันยืน กลางคืนนอน"

    บนบ้านย่ากว้างขวางทีเดียว แต่จัดเป็นสามระดับ แค่พอก้าวข้ามขึ้นไปได้  ระดับล่างสุดที่ต่อเนื่องจากบันไดต่อยื่นออกไปเป็นห้องครัว ที่ใช้เตาฟืน ย่าผ่าฟืนเอามาเรียงซ้อนๆกันเป็นตับไว้เพื่อใช้เป็นเชื้อไฟหุงข้าว  ย่าทำชั้นยกขึ้นมาเพื่อวางเตาอั้งโล่และมีหม้อหลายใบ หม้อทุกใบดำปี๋จากไฟฟืน มีกลิ่นเหม็นไหม้ลอยมาติดจมูก

     ถัดจากห้องครัวไปอีกชั้นเป็นห้องโถงยาวตลอดแนว เอากระดานไม้มะค่านี่แหละตีแปะไว้เป็นฝาบ้านทุกด้าน ห้องโถงนี้กว้างยาวเหมือนศาลาวัดที่โล่งโปร่งสบายผมชอบมานอนด้านในสุดของชั้นนี้ ระหว่างชั้นนี้กับชั้นที่สามสูงแค่ก้าวข้ามสบายๆเหมือนกันทุกชั้น มีฝากั้นระหว่างชั้นที่สองกับชั้นที่สามครึ่งหนึ่ง ในชั้นที่สาม ย่ากั้นเป็นห้องมิดชิดหนึ่งห้องเป็นห้องนอนของย่า หน้าห้องนอนเป็นหิ้งพระที่ย่าจัดไว้ใหญ่โตทีเดียว มีพระพุทธรูป กระถางธูป-เทียน แจกันดอกไม้  ไม้ขีดไฟ ย่าจัดเตรียมไว้พร้อมทุกอย่าง ย่าจัดดอกพุดที่เก็บจากหน้าบ้านใส่แจกันและเปลี่ยนใหม่ทุกวัน

   ก่อนนอนย่าจะชวนกึ่งบังคับให้ผมไปนั่งหน้าหิ้งพระที่ไม่เคยปัดกวาด    จึงมีทั้งก้านธูปทั้งขี้เถ้าหกอยู่เลอะเทอะกับพวกหยากไย่ระโยงระยางเต็มไปหมด ย่าจุดธูปเทียนจนควันโขมงนำผมกราบบูชาพระรัตนตรัยพร้อมนำสวดมนต์บทต่าง ๆ อย่างยาวนาน เสียงดังไปทั้งบ้าน บทสวดมนต์ที่ย่าสวดประจำทุกคืน ก็เริ่มจากบทบูชาพระรัตนตรัย พาหุง มหากา และบทต่างๆที่มาจากหนังสือบทสวดมนต์สิบสองตำนาน และยังมีคาถาอีกสารพัด ที่ย่าสวดอยู่เป็นประจำ เช่น คาถาป้องกันภัยสิบทิศของพระอาจารย์ฝั้น คาถาชินบัญชร เป็นต้น  ผมค่อนข้างจดจำอะไรได้แม่น  ฟังย่าอยู่บ่อยๆ และอยู่ที่บ้านก็ถูกพ่อบังคับให้นั่งสวดมนต์กับพ่ออีก ซึ่งพ่อก็ได้รับการถ่ายทอดจากย่านั่นแหละ โดยเนื้อหาบทสวดก็เหมือนกันต่างกันที่ย่าจะสวดทำเสียงราบเรียบธรรมดาๆ แต่พ่อ พ่อจะมีลีลาการเอื้อนเสียงเป็นจังหวะจะโคน หนำซ้ำยังทำเสียงสั่น  แถมลงลูกคอเหมือนกับพระตอนขึ้นธรรมาสน์ ไม่รู้ว่าพ่อจงจะใจโชว์เสียงอวดแม่และลูกๆรึเปล่า  แต่ผมก็จดจำได้ทั้งสองเวอร์ชั่น  ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอุปสมบทเรื่องการสวดมนต์จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับผมเลย

    ย่าจากพวกเราไปเมื่ออายุ 93 ปี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร อยู่ๆก็นอนหลับๆไปไม่ตื่น ไม่ทรมานอะไร เขาจึงลงความเห็นว่า ย่าถึงแก่กรรมด้วยความชรา ผมบวชเณรให้ย่าด้วย จำได้ว่าวันเผาย่าที่วัดห้วยทราย คนมาเผากันเยอะมาก ไม่ต้องบอกใครเขาก็มากันเอง ผู้ใหญ่เขาพูดกันว่า ถ้าเป็นคนแก่อายุมากเท่าไร่คนก็จะมาเผากันมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่าเป็นคนที่ชาวห้วยทรายเคารพนับถือ คนจึงมาเผากันมากเป็นพิเศษ วันเผาย่าผมร้องไห้สะอึกสะอื้นทั้งที่เป็นเณรโดยไม่อายใครเลย

    จนถึงวันนี้ผมก็ยังคิดถึงย่าไม่เคยลืม

      -----------------------------

หมายเลขบันทึก: 691750เขียนเมื่อ 1 สิงหาคม 2021 01:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 สิงหาคม 2021 01:04 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (1)

เมื่อเราย้อนถึงความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านมาในอดีต แม้จะผ่านมานานแค่ไหนบางช่วงบางตอนก็ทำให้เรามีความสุขได้เสมอ และอดที่จะระลึกถึงคนที่เรารักได้อย่างไม่มีวันลบเลือนไปได้เลยนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี