วัยผู้สูงอายุ หรือวัยเกษียณ คือ 60 ปีขึ้นไป ในการดำรงชีวิตแบบสงบเรียบง่าย พอเพียง จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า เพราะวัยนี้ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชนแล้ว การดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุ ย่อมนำมาซึ่งความสุข

จะดำรงชีวิตอย่างไร เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ?

ดร.ถวิล อรัญเวศ

     คำว่า “วัยสูงอายุ” หรือ วัยชรา หมายถึง มนุษย์ที่มีอายุอยู่ในช่วงปลายของชีวิต นิยามของผู้สูงอายุ แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่ามองผ่านความรู้สาขาใด เช่น ทางชีววิทยา ประชากรศาสตร์ การจ้างงาน และทางสังคมวิทยา เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้สูงอายุคือบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในขณะที่ ประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งประเทศสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา

                การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของมนุษย์ ตลอดมาและตลอดไปโดยที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบัน มนุษย์เรากำลังถูกภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดหนัก ไทยเรามียอดผู้ติดเชื้อเกือบตกวันละ 1000 คน แล้ว โดยยอดผู้ติดเชื้อเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นวันประชากรโลก มีผู้ติดเชื้อถึง  9.539 คน

         มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม จึงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง ต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ตั้งแต่แรกเกิดไปจนตาย การเป็นอยู่ปัจจุบัน นับแต่จะยากลำบาก เพราะภัยจากโควิดคุกคามชาวโลก มีประเทศใหญ่ ๆ ทั่วโลกที่ถูกเชื้อไวรัสแพร่ระบาดติดโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา  อินเดีย 

 

         มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม จึงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง ต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ตั้งแต่แรกเกิดไปจนตาย

        เมื่อยังเป็นเด็ก พ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่ เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม อบรมสั่งสอน

ให้รู้ดีรู้ชั่ว มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ให้กระทำในสิ่งที่ดี ละเว้นสิ่งที่ชั่วร้าย ให้มีพฤติกรรมเป็นที่พึงประสงค์ของสังคม เมื่อถึงวัยเรียนท่านก็ส่งให้เรียนในโรงเรียนที่ดี หวังให้ลูกมีชีวิตที่ดีมีความรู้พอที่จะไปประกอบสัมมาอาชีพได้

     หน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก เป็นวงจรชีวิตที่ไม่รู้จบ ทุกคนถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญ เมื่อเด็กได้เติบใหญ่เป็นผู้มีการศึกษา หารายได้เลี้ยงชีพได้แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องมีคู่ครอง พ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดยังต้องทำหน้าที่ช่วยเลือกคู่ครองที่เป็นคนดีมาเป็นคู่ชีวิต

     เมื่อพ่อแม่เข้าสู่วัยชรา ลูกๆ ยังมีความหวังในการเลี้ยงดูหลานเหลน ผู้สูงอายุจึงเป็นบุคคลที่เป็นความหวังของลูกหลานตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่

 

สภาพประชากรไทยปัจจุบัน 

         ตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2563  ประชากรประเทศไทย

วันที่ 11 กรกฎาคม 2530 (องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ วันที่ 11 กรกฎาคม

ของทุกปีเป็น “วันประชากรโลก”) 

       กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยแพร่จำนวนประชากรไทยตามทะเบียนราฎรทั่วราชอาณาจักร จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2562 มีทั้งสิ้น 66.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เฉียด 1 ล้านคน ไม่ได้สัญชาติไทย

      สำนักงานทะเบียนกลาง ออกประกาศเรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค.2562 โดยแยกเป็นกรุงเทพฯและจังหวัดต่าง ๆ รวม 77 จังหวัด พบว่า ประชากรทั่วประเทศมีสัญชาติไทย ทั้งสิ้น 66,558,935 คน เป็นผู้ชาย 32,110,775 คน ผู้หญิง 33,503,382 คน ส่วนที่ไม่ได้สัญชาติไทย 944,778 คน เป็นผู้ชาย 494,325 คน ผู้หญิง 450,453 คน

     ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 3 ต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2573 คาดว่าจะมีจำนวนประชากรสูงอายุมากถึงประมาณ 1.4 พันล้านคนและจะเพิ่มขึ้นถึง 2 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2593 ทวีปเอเชียจะมีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก โดยคาดว่าสัดส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในทวีปเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลกและถือเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว (Super-aged Society)

 

      สำหรับประเทศไทยนั้น จำนวนผู้สูงอายุมีตัวเลขเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตเป็นอันดับ 3 ในทวีปเอเชีย รองมาจากประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้เข้าใกล้สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548

 

ขณะที่ตัวเลขของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ วันที่31 ธันวาคม พ.ศ.2562 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 66.5 ล้านคน เฉพาะผู้สูงอายุมีมากถึง 11.1 ล้านคนหรือคิดเป็น 16.73%

 

ส่วนข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปัจจุบัน พ.ศ.2563 ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน หรือราว 18% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มเป็น 20% ในปี พ.ศ.2564 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว และกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี พ.ศ.2565 และในปี พ.ศ. 2573 จะมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 26.9 ของประชากรทั้งประเทศ

        ในส่วนของรัฐบาลไทย ได้กำหนดให้สังคมสูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ และได้สานต่อแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ (พ.ศ.2545-2565) เตรียมพร้อมสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2564 ซึ่งจากการประเมินผลแผนปฏิบัติการ ยังพบการดำเนินงานบางด้านที่ต้องปรับปรุง เช่น การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ และการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ

       จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเรา กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรครั้งสำคัญ คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนประชากรในวัยทำงานและวัยเด็กลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลง ประชากรไทยโดยเฉลี่ยมีอายุยืนยาวขึ้นซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยก็ดำเนินไปเช่นเดียวกับนานาประเทศ กล่าวคือ การดำเนินนโยบายด้านประชากรและการวางแผนครอบครัวที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้คนไทยมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาวขึ้น และมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น มีความรู้และทักษะในการป้องกันและดูแลสุขภาพ ตลอดจนการวางแผนครอบครัวที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

จะดำรงชีวิตอย่างไร เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ

     วัยผู้สูงอายุ หรือวัยเกษียณ คือ 60 ปีขึ้นไป ในการดำรงชีวิตแบบสงบเรียบง่าย

พอเพียง จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า เพราะวัยนี้ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชนแล้ว

การดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุ ย่อมนำมาซึ่งความสุข วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขในผู้สูงวัย 

 

  1. ทำจิตใจให้สงบปล่อยวาง 

โดยอาจใช้เวลาทำสมาธิ สวดมนต์ทำจิตให้สงบสดใสเบิกบานตอนเช้าหลังตื่นนอน

และตอนเย็นก่อนนอน

  1. เดินออกกำลังกาย

ควรหาเวลาออกกำลังกายบ้าง โดยผู้สูงอายุไม่ควรออกำลังกายหักโหม

ไม่ควรวิ่งเร็ว หรือออกกำลังกายรุนแรงเพราะอาจจะทำให้การทำงานของหัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบและอาจถึงตายได้ง่าย

  1. รับประทานอาหารให้เหมาะกับผู้สูงวัย

ผู้สูงอายุ ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ประเภทเนื้อวัวหรือสัตว์ใหญ่ ควรงด

หรือลด หรือเว้น เช่น อาหารดิบๆ สุกๆ เพราะระบบการย่อยอาหารของคนสูงอายุอาจ

จะทำหน้าที่ไม่ปกติ ควรทานผักผลไม้เพื่อช่วยในการขับถ่าย ไม่ให้ท้องผูก

  1. หาเวลาร่วมกิจกรรมกับผู้สูงวัยด้วยกันเป็นครั้งคราว

ควรหาเวลาสังสรรค์กับผู้สูงอายุด้วยกัน โดยการทำกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะ

พักผ่อนหย่อนใจ เที่ยวงานบุญตามเทศกาล เข้าชมรมผู้สูงอายุด้วยกัน

  1. เข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันธรรมสวนะหรือวันพระ

การไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม ถือว่าได้มีโอกาสพบกันกับคนสูงอายุด้วยกันและ

สนทนาธรรมตามกาล พูดคุยแต่เรื่องสนุก สร้างสรรค์

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ

ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับสนิท ก่อนนอนทำสมาธิ ปลดปล่อย

ทำใจให้สดใส ไม่คิดฟุ้งซ่าน ทำใจให้สงบก่อนนอนและนอนให้หลับลึกหลับสนิท ตัดความวิตกกังวลให้หมดไป

 

 

 

------------------