หนังสือ ธุรกิจรถโดยสารในภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๖๐  เขียนโดย พิมพ์อุมา  ธัญธนกุล   เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยชุด ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศประวัติศาสตร์   ที่มี ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร เป็นหัวหน้าโครงการ   เป็นเอกสารลำดับที่ ๒๓ 

เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ชาวบ้าน   ที่ผมเองก็มีส่วนสัมผัสบ้างสมัยยังเด็กอายุน้อยกว่า ๑๐ ปี ยังเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดใกล้บ้าน  เพราะพ่อผมนอกจากทำสวนแล้วก็ยังทำธุรกิจรถโดยสารด้วย    ชื่อรถพรทิพย์พ่นสีแดง    วิ่งระหว่างตลาดท่าตะเภา (ตัวจังหวัด) กับปากน้ำชุมพรตรงหัวถนน ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร     มีรถพรทิพย์ ๑ ถึง ๔  โดยหุ้นกับลุงรูญ (จรูญ) ที่บ้านอยู่ปากน้ำ     ตอนแรกๆ พ่อผมและลุงรูญขับรถเองคนละคัน    เมื่อมีรถมากขึ้นก็จ้างคนขับ ที่จำได้ก็มี ตาหวง (สวง)    พี่นันต์ (อนันต์)    พี่นุ้ย (ไม่ทราบชื่อจริง)   และยังมีเด็กท้ายรถคอยเก็บเงินและยกของขึ้นลงจากรถ และบอกให้รถจอดให้ผู้โดยสารลง    งานเหล่านี้ผมโตไม่ทันที่จะทำ   และเข้าใจว่าพ่อแม่คงจะไม่ให้ทำแม้ธุรกิจจะยังอยู่  เพราะเป็นงาน “หยาบ”    ในช่วงนั้นผมได้ยินแม่บ่นพ่อบ่อยเรื่องใจดีกับลูกน้อง    โดยลูกน้องยักยอกเงินก็ไม่ว่ากล่าว    ผมเดาว่าพ่อผมคงคิดว่านิดๆ หน่อยๆ รักษาน้ำใจกันไว้    ต่อมาได้ยินว่าลุงรูญก็บ่นพ่อผมเหมือนกัน    ต่อมาเมื่อผมอายุ ๑๑ ขวบไปเรียนที่ตัวจังหวัด   พ่อผมเลิกทำกิจการรถโดยสาร หันมาทำโรงสีข้าวแทน    และฐานะดีขึ้นตั้งแต่นั้นมา    ประสบการณ์ชีวิตตอนเด็กทำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไปทบทวนความจำของตนเองไป   

นั่นมันเรื่องของภาคใต้ จังหวัดชุมพร    หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของภาคอีสานและภาคเหนือ    ชื่อหนังสือบอกว่าเป็นเรื่องรถโดยสาร ปี ๒๕๐๐ – ๒๕๖๐    แต่ก็เท้าความเรื่องความก้าวหน้าของการคมนาคมสมัยเริ่มมีรถไฟ    สร้างความเจริญแก่ท้องถิ่นมาก    ทำให้ขนส่งสินค้าสะดวกขึ้น    รัฐบาลจึงมีนโยบายสร้างถนนเพื่อขนสินค้ามาขึ้นรถไฟ    อ่านรายละเอียดบางตอนแล้วก็เห็นว่าบ้านเมืองพัฒนาสดวกสบายขึ้นมาก    เช่นที่หน้า ๓๙ – ๔๐ บอกว่าในปี ๒๔๗๙ ถนนโคราช - ขอนแก่น ระยะทาง ๑๘๖ ก.ม. รถยนต์เดินทางใช้เวลา ๒ วัน    หากเดินทางด้วยเกวียนใช้เวลา ๑๐ วัน

ตอนผมยังเล็กมากๆ พ่อผมขับเกวียน บรรทุกของไปขายที่ตลาด ระยะทาง ๖ กิโลเมตร   เป็นเกวียนเทียมวัวสองตัว   ผมจำได้รางๆ    เมื่อผมอายุ ๖ ขวบไปเข้าโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ พ่อทำธุรกิจรถโดยสารแล้ว     ตรงกับในหนังสือ ที่บอกว่ารถโดยสารเฟื่องฟูในช่วงปี ๒๔๙๐ – ๒๕๐๐ โดยซื้อรถเก่าสมัยหลังสงครามมาต่อตัวถังไม้   ตอนนั้นที่บ้านผมเป็นอู่ต่อตัวถังรถโดยสารด้วย    ต่อทีละคัน หนึ่งคันใช้เวลาต่อหลายเดือน    นอกจากนั้นที่บ้านยังมีอู่ซ่อมเครื่องยนต์    มีการยกเครื่อง ถอดลูกสูบ บดวาว (valve)     

ตอนแรกรัฐยังไม่เข้าไปจัดระบบรถโดยสาร จึงมีการแข่งขันแย่งชิงผู้โดยสารกัน   และมีความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย   ช่วงใกล้ๆ พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐจึงเข้าไปจัดระเบียบเพราะเป็นกิจการสาธารณูปโภค   โดยออกกฎหมาย และจัดตั้งหน่วยงานควบคุมคือกรมการขนส่งทางบก  จัดตั้งบริษัทขนส่ง  และบริษัท รสพ. ให้บริการ    โดยให้รถเอกชนเข้าร่วมบริการ    ผลส่วนหนึ่งก็ลดปัญหาลงไป    อีกส่วนหนึ่งก็เพิ่มปัญหามากขึ้น    คือนายทุนรายใหญ่เข้ากันดีกับทางราชการก็เอื้อประโยชน์กัน เพื่อเอาเปรียบรายย่อย    เรื่องการทะเลาะวิวาทแย่งชิงทำลายกันนี้มีระบบในหนังสือหลายที่ เช่นที่หน้า ๑๓๗   อ่านแล้วเห็นสัจธรรมของการทำธุรกิจในประเทศไทย ว่าต้องมีเส้นสายกับทางราชการหรือข้าราชการด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง   

     หลายบริษัทแข่งขันเก่ง เติบโตและพัฒนาปรับตัวเรื่อยมา ที่โด่งดังในขณะนี้คือนครชัยแอร์    สมบัติทัวร์   เชิดชัยทัวร์    มีการปรับปรุงรถให้ทันสมัยให้ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น    เพื่อแข่งขันกับรถตู้โดยสาร  และต่อมา (เริ่มปี ๒๕๔๖) แข่งกับเครื่องบินโดยสารราคาถูก    เรื่องราวการต่อสู้กันระหว่างผู้ให้บริการรถโดยสาร บอกผมว่าภายใต้สภาพสังคมปัจจุบัน ปลาใหญ่กินปลาเล็กเสมอ   เพราะราชการของเราไม่มีแนวคิดปกป้องรายย่อย              

    คู่กับการเติบโตของธุรกิจรถโดยสารคือธุรกิจต่อตัวถังรถโดยสาร เกิดอู่เชิดชัยอุตสาหกรรมในปี ๒๕๐๑ ที่โคราช (หน้า ๑๔๐)    หนังสือไม่ได้เอ่ยถึงอู่ต่อตัวถังรถบัสที่บ้านโป่ง ที่มีหลายอู่ ในขณะนี้    

 ที่จริงมีรายละเอียดเรื่องเส้นทางเดินรถ    เรื่องการจำแนกประเภทของสัมปทานเดินรถ    เรื่องนักธุรกิจใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดที่ทำธุรกิจรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัด    และอื่นๆ อีกมาก    หนังสือเล่มนี้หนา ๒๒๗ หน้า    ก่อนจบผู้เขียนบอกว่าธุรกิจนี้มีข้อมูลที่ไม่เป็นที่เปิดเผยมากมาย   

ขอแก้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นประวัติศาสตร์ธุรกิจรถโดยสาร   จึงเป็นเรื่องของนักธุรกิจ ที่เชื่อมโยงกับราชการ    โดยมีชาวบ้านเป็นผู้รับบริการ            

 ขอขอบคุณ ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ที่กรุณามอบหนังสือเล่มนี้   

วิจารณ์ พานิช

๔ มิ.ย. ๖๔