ในการประชุมสภา มช. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔    มีการนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินการบริษัทอ่างแก้วโฮลดิ้ง จำกัด ที่ มช. ก่อตั้งในปี ๒๕๖๐ 

การอภิปรายของกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิทำให้ผมตาสว่าง    ว่าในอดีตผมเข้าใจผิดในเรื่องที่มหาวิทยาลัยตั้งบริษัททำธุรกิจเพื่อนำทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยออกสู่ตลาด  หรือออกทำประโยชน์แก่สังคม    โดยผมเข้าใจผิดแบบดับเบิ้ลทีเดียว    คือผิดทั้งเป้าหมายของการลงทุน   และผิดในความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นเป้าหมายของกิจการนี้   

ฟังการอภิปรายทั้งหมดแล้ว ผมตีความว่า บริษัทอ่างแก้วฯ ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ทำงานในชีวิตจริง” (real sector) ให้แก่นักวิชาการในมหาวิทยาลัย     ทั้งที่เป็นอาจารย์ และนักศึกษา   ให้ได้ฝึกวิทยายุทธในการเชื่อมโยงความสร้างสรรค์ และสมรรถนะทางวิขาการ เข้าสู่การทำมาหากิน   และการทำประโยชน์ให้แก่สังคม

เป็นกลไกอุดช่องโหว่ ที่มหาวิทยาลัยล่องลอยอยู่ในความก้าวหน้าทางวิชาการ ชีวิตวิชาการที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (safety zone)   เท่ากับบริษัทอ่างแก้วฯ ทำหน้าที่ “พื้นที่เสี่ยงสูง” (high risk zone) ให้คนมหาวิทยาลัย (คณาจารย์และนักศึกษา) ได้ทดลองวิทยายุทธ  เป็นกลไกดึงคนมหาวิทยาลัยให้ได้ลองทำงานวิชาการในชีวิตจริง    สำเร็จจริง หรือเจ๊งจริง   

กิจกรรมที่บริษัทอ่างแก้วฯ สนับสนุนคืองาน start-up  และ scale-up   โดยระดมทุนและระดมปัญญาจากภายนอกมาร่วมกันหนุนกิจกรรมธุรกิจเชิงสร้างสรรค์    ที่กรรมการสภาฯ บอกว่า หากสำเร็จ รอดชีวิต และยกระดับธุรกิจ (scale-up) ได้ ประมาณร้อยละ ๓ ก็พอใจแล้ว     เท่ากับพอใจสภาพที่ธุรกิจที่ริเริ่มภายใต้บริษัทอ่างแก้วฯ เจ๊งร้อยละ ๙๗    และสำเร็จจริงจัง รอดชีวิต และเติบโต ร้อยละ ๓   แค่นี้ถือเป็นความสำเร็จในการที่ มช. ตั้งบริษัทอ่างแก้วขึ้น   

ที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔ บอกว่า เป้าหมายหรือมาตรวัดความสำเร็จไม่ใช่ผลกำไรของบริษัทอ่างแก้วฯ   แต่เป็นผลสำเร็จที่การได้ทำหน้าที่สร้างพื้นที่เรียนรู้แก่นักประกอบการรุ่นใหม่ ที่สร้างตัวจากสถาบันวิชาการ คือมหาวิทยาลัย   โดยที่หลายคนเป็นอาจารย์ และหลายคนเป็นนักศึกษา 

เท่ากับบริษัทอ่างแก้วฯ ทำหน้าที่ “ถังทราย” (sandbox) ให้นักวิชาการงอกงามสู่วงการธุรกิจ    ซึ่งย่อมเป็นธุรกิจ ๔.๐  ซึ่งหมายความว่า เป็นธุรกิจเชิงนวัตกรรม หรือธุรกิจความรู้   

มองใหม่ บริษัทอ่างแก้วฯ ทำหน้าที่ละลาย “พรมแดน” ระหว่างภาควิชาการกับภาคธุรกิจ   ให้คนในภาควิชาการกับภาคธุรกิจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและ transform ตนเองได้ตามความใฝ่ฝันและความถนัดของตน     เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างโลกวิชาการกับโลกธุรกิจ     

ในที่ประชุม มีการพูดชัดเจนว่า คนในวงการวิชาการมักมีมุมมองว่า “กำไรเป็นบาป”    หากนักวิชาการจะข้ามพรมแดนสู่ภาคธุรกิจ ต้องเปลี่ยนใจเป็น “กำไรไม่บาป”   

ในที่ประชุมเช่นเดียวกัน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านบอกว่า การกำกับดูแลบริษัทอ่างแก้วฯ มิติสำคัญที่สุดคือมิติจริยธรรม    ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องไม่เน้นที่กำไรสูงสุด     แต่เน้นทำประโยชน์แก่สังคมสูงสุด     ท่านอดีตผู้ว่า ธปท. ดร. วิรไท สันติประภพ ถึงกับเสนอให้พิจารณาดำเนินการเป็น ธุรกิจเพื่อสังคม  

เท่ากับบริษัทอ่างแก้วฯ ต้องเน้นลงทุนในบริษัท start-up ที่ทำธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อสังคม    ไม่เป็นโทษต่อสังคม    ไม่สนับสนุนแนวคิด greed is great    แต่สนับสนุน social/public good is great   

มองใหม่ บริษัทอ่างแก้วฯ ทำหน้าที่ “เป็นสะพาน” ให้ IP – Intellectual Property ของมหาวิทยาลัย ไหลออกไปทำงานในภาคชีวิตจริง     ออกไปทำประโยชน์เชิงธุรกิจและสังคม    สร้างการเติบโตพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ให้แก่ประเทศ   

ผมตีความใหม่ว่า IP ในที่นี้ ไม่ได้หมายความแคบเฉพาะผลงานวิจัยและพัฒนาเท่านั้น   แต่หมายความรวมถึงตัวคน คืออาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา    ที่บริษัทอ่างแก้วฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานให้คนเหล่านี้เคลื่อนที่ข้ามพรมแดนวิชาการ ออกไปสู่ภาคชีวิตจริงของการประกอบการ    หลังจากฟังการอภิปรายในสภาในวันนี้แล้ว ผมเชื่อว่า IP ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่อยู่ในคน    ไม่ใช่อยู่ในกระดาษ หรือในการจดทะเบียน   

ผมมีความสุขมาก ที่ได้ “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (transformative learning) จากการเข้าร่วมประชุมสภา มช. ในวันนี้   เปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยมหาวิทยาลัย ๔.๐   และว่าด้วย IP ของมหาวิทยาลัย

วิจารณ์ พานิช

๓๐ พ.ค. ๖๔