หนังสือ ปั้นครู เปลี่ยนโลก (๑)แปลจาก Empowered Educators : How High-Performing Systems Shape Teach Quality Around the World เขียนโดย Linda Darling-Hammond และคณะ
ครูที่ดีคือผู้เปลี่ยนโลก ผ่านการปั้นศิษย์ ผ่านการทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ ซึ่งหมายความว่ามีการฝึกฝนตนเองต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ผ่านระบบการศึกษาที่เกื้อหนุนสูงและคาดหวังสูง
เป็นหนังสือที่เขียนจากงานวิจัย ศึกษาระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ๕ ระบบคือ ออสเตรเลีย แคนาดา ฟินแลนด์ เซี่ยงไฮ้ และ สิงคโปร์ เน้นที่การพัฒนาครู
ปัจจัย ๖ ประการ ต่อคุณภาพครู
- 1. การสรรหา
- 2. การฝึกหัดครู
- 3. ระบบพี่เลี้ยง (mentoring)
- 4. การเรียนรู้ทางวิชาชีพ
- 5. การประเมินและให้ feedback
- 6. การเติบโตในอาชีพ สู่การเป็นผู้นำในการศึกษา
ปัจจัย ๖ ประการเกี่ยวกับครู ผสานกับนโยบายส่งเสริมการเรียนการสอนอีก ๓ ข้อ นำไปสู่การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
- 1. หลักสูตร การประเมินผลการศึกษา และภาระรับผิดชอบของโรงเรียน ที่กำหนดความคาดหวังผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
- 2. การอุดหนุนงบประมาณแก่โรงเรียน เพื่อหนุนการจัดการเรียนรู้ที่ทรงประสิทธิภาพของครู
- 3. การบริหารจัดการโรงเรียนและการจัดสรรตารางเวลา เพื่อให้ครูมีทั้งเวลาสอนและดูแลนักเรียน และมีเวลาเรียนรู้ร่วมกับครูคนอื่นๆ
สรุปลักษณะร่วมของ ๕ ระบบการศึกษาคุณภาพสูงตามในหนังสือเล่มนี้ได้ ๑๐ ประการคือ
- 1. การยกฐานะวิชาชีพทางการศึกษา ทั้งด้านระดับปริญญา และค่าตอบแทน
- 2. การสรรหาบุคคลเข้าสู่วิชาชีพ เข้มงวด ใช้เกณฑ์หลากหลาย การแข่งขันสูง เพราะมีแรงดึงดูดสูง
- 3. การอุดหนุนงบประมาณเพื่อการฝึกหัดครูและการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในหลายประเทศ นศ. ครูได้ทุนเรียน
- 4. มาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดทิศทางการจัดการเรียนรู้ กำหนดมาตรฐานสูงทั้งด้านบุคลิกภาพ สมรรถนะและจริยธรรมความเป็นครู รวมทั้งความรู้ด้านเนื้อหาวิชาที่สอน
- 5. ทิศทางการฝึกหัดและ mentor ครูที่ยึดโยงกับหลักสูตรการศึกษา เนื้อหา และสนับสนุนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู การฝึกหัดและ mentoring นศ. ครู เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถาบันผลิตครูกับโรงเรียนร่วมมือกันฝึกหัดและ mentor นศ. ครู
- 6. การจัดการเรียนรู้แบบยึดโยงกับงานวิจัย หลักสูตรครูมีรากฐานจากงานวิจัย เตรียมครูให้พร้อมทำวิจัย
- 7. วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพแห่งความร่วมมือ การทำหน้าที่ครูเป็นภารกิจที่ซับซ้อน และต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวสูง จึงต้องทำงานและเรียนรู้เป็นทีมในโรงเรียน (PLC – Professional Learning Community) และเป็นเครือข่ายนอกโรงเรียน (PLN – Professional Learning Network)
- 8. การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง ที่เรียกว่าการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งจะต้องดำเนินการไปตลอดชีวิตการเป็นครู และเป็นกิจกรรมที่ครูและผู้บริหารการศึกษาร่วมกันดำเนินการ ส่วนหนึ่งผ่านการวิจัย (ที่อาจเรียกว่า R2R – Routine to Research) รวมทั้งใช้การประเมินการปฏิบัติงานเป็นกลไกเสริม
- 9. โอกาสเป็นผู้นำทางการศึกษา ระบบการศึกษาคุณภาพสูงดึงดูดคนดีมีความสามารถ และมีบุคลิกของผู้ก่อการ (agentic) เข้ามาฝึกและทำงาน แล้วส่งเสริมให้มีการเรียนรู้และก้าวหน้าผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้น และส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไก (๑) เอื้อให้ครูได้รับผิดชอบงานใหม่ๆ ตามความสนใจและความถนัด (๒) มีแนวปฏิบัติให้สามารถค้นพบผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ (๓) มีระบบประเมินที่ช่วยเฟ้นหาทักษะและผลสัมฤทธิ์ (๔) มีตำแหน่งผู้นำทั้งสายบริหารและสายครูผู้นำด้านจัดการเรียนรู้ และครูชำนาญการ ที่เติบโตได้เทียบเท่าศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
โปรดสังเกตว่า เส้นทางและกลไกก้าวหน้าสู่ความเป็นผู้นำ อยู่ในระบบการทำงานนั้นเอง โดยที่ระบบเอื้อให้คนเก่ง ตั้งใจทำงาน และเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนครู ได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นผู้นำ รวมทั้งมีการคัดเลือก (อย่างเข้มข้น) คนมีแววเข้าสู่สถานการณ์ฝึกฝนเพื่อการเป็นผู้นำ มีหลักสูตรเพื่อการนี้ (ของสิงคโปร์ใช้เวลา ๖ เดือน)
ผมตีความว่า ครูที่เก่งและมีความก้าวหน้าสูง จะทำงานใน ๗ มิติไปพร้อมๆ กันอย่างสมดุลคือ (๑) เพื่อการเรียนรู้ของศิษย์ (๒) เพื่อพัฒนาตนเอง (๓) พัฒนาเพื่อนครูในโรงเรียน (๔) พัฒนาโรงเรียน (๕) พัฒนาวิชาชีพครู (๖) พัฒนาระบบการศึกษา และ (๗) พัฒนาชุมชนโดยรอบโรงเรียน
- 10. ระบบการศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และความเสมอภาค ซึ่งหมายความว่านักเรียนทุกโรงเรียน ทุกสภาพเศรษฐฐานะ และทุกสภาพความพร้อม ได้เรียนรู้และบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับที่กำหนดทั่วทุกคน ครูและโรงเรียนช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาการเรียนเป็นพิเศษ มีระบบช่วยเหลือดังกล่าว (ฟินแลนด์มีระบบที่ชัดเจนที่สุด เรียกว่าระบบการศึกษาพิเศษนอกเวลา เด็กที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับ ๙ ปี ร้อยละ ๓๐ เคยได้รับความช่วยเหลือจากระบบพิเศษนี้) โดยมีหลักการและวิธีการต่อไปนี้
- ความเสมอภาคเริ่มต้นที่ความช่วยเหลือที่สนองความต้องการ และนโยบายจัดการศึกษาแบบ inclusive ซึ่งหมายความว่า เด็กที่มีพื้นฐานต่างๆ กัน เรียนร่วมกัน
- ความเสมอภาคนั้น ต้องพึ่งพาความรู้ ทักษะ และเจตคติ ของครูและผู้บริหารโรงเรียนอันละเอียดอ่อน ในทุกประเทศตัวอย่าง มีการพัฒนาศาสตร์ด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อความเสมอภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการเรียนรู้พหุวัฒนธรรม การจัดการเรียนรู้ที่สนองความต้องการที่หลากหลาย และการจัดการเรียนรู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม
- ผูกพันกับการพัฒนาโรงเรียน
- มุ่งสร้างศักยภาพของครูและโรงเรียนให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ ทั้งด้านสมรรถนะในการช่วยเหลือเด็ก และด้านการอุดหนุนทรัพยากร
- มีระบบการเรียนรู้ร่วมกันในประเด็นทักษะช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการความช่วยเหลือพิเศษของครูผ่านการปฏิบัติในโรงเรียน (PLC) และเรียนรู้ร่วมกันเป็นเครือข่ายโรงเรียน (PLN)
คุณลักษณะครูที่พึงประสงค์
- บุคลิกภาพ
- ทักษะและความรู้ ที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนรู้
- ความมุ่งมั่น
- เข้าใจเนื้อหาของวิชาอย่างลึกซึ้ง
- เข้าใจวิธีจัดการเรียนรู้ของวิชานั้นๆ และมีทักษะ
- เข้าใจเด็ก และพัฒนาการ
- ทักษะในการเรียบเรียงและอธิบายเนื้อหา การสังเกตนักเรียนและการวินิจฉัย รวมทั้งทักษะในการจัดการเรียนรู้ในบริบทที่จำเพาะ
- ความเพียรในด้าน (๑) สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน (๒) การจัดการเรียนรู้อย่างเสมอภาคและปราศจากอคติ (๓) ปรับเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้เพื่อผลสำเร็จของนักเรียน (๔) เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ และผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนนักเรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงนักเรียนทั้งโรงเรียน
ระบบการศึกษาที่มีพัฒนาการไม่หยุดยั้ง
ครูคือบุคคลสำคัญที่สุดในการทำหน้าที่พัฒนาศาสตร์ด้านการศึกษา และพัฒนาระบบการศึกษา อย่างต่อเนื่อง ระบบการศึกษาใดเอื้อให้ครูแสดงบทบาทนี้ ระบบนั้นจะก้าวหน้าและส่งมอบผลลัพธ์คุณภาพการศึกษาที่สูงเด่น ระบบการศึกษาใดปิดกั้น หรือไม่ส่งเสริม บทบาทนี้ของครู ระบบนั้นจะถอยหลัง
วิจารณ์ พานิช
๓๑ มี.ค. ๖๔