วันเริ่มต้น..ของเดือนเมษายน ความร้อนอบอ้าวถาโถม ไม่หยุดหย่อน ความร้อนได้พัดพาฝุ่นฟุ้งกระจาย ให้อากาศและผืนดินแห้งแล้ง ปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน...
แสงแดดที่เจิดจ้ามาตลอดหลายวัน แต่วันนี้ดูมืดมัวสลัวลาง เหมือนจะช่วยผ่อนความร้อน.ให้คลายลงบ้าง เพื่อนำร่างอันไร้วิญญาณของคุณครูชญาดา..ขึ้นสู่เมรุ.
แขกเหรื่อมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพคุณครูอย่างมากมาย ทั้งชาวบ้าน ลูกศิษย์ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อนครูและผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต่างมาร่วมไว้อาลัยกันอย่างเนืองแน่นเต็มปะรำพิธี
ผมนำนักเรียนและคณะครู มาช่วยให้บริการน้ำดื่ม ตั้งแต่พิธีสงฆ์บนศาลาการเปรียญ จึงมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาจนจบกัณฑ์ ทำให้ผมนิ่งและนึกได้ด้วยสติ ถึงคุณความดีของคุณครู...
ย้อนไปเมื่อหลายสิบปี ที่เลาขวัญมีความทุรกันดาร การเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในระดับมัธยมศึกษาในตัวเมืองจนจบปริญญาตรี มิใช่เรื่องง่ายเลย แต่คุณครูชญาดา ได้ใช้ความพยายาม และประสบความสำเร็จด้านการศึกษา เป็นแบบอย่างให้น้องๆและลูกหลานในรุ่นต่อมา
คุณครูโชคดีที่บรรจุครั้งแรกในท้องถิ่นบ้านเลาขวัญ ก่อนย้ายมาดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนบ้านหนองผือ ในปี ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นบ้านเกิดที่คุณครูตั้งใจย้ายกลับคืนถิ่นฐาน เพื่อพัฒนาโรงเรียนใกล้บ้านของคุณครู..
จากข้อมูลในทำเนียบครู..บ่งบอกว่า..คุณครูชญาดา ท่านได้อยู่ทำการสอนและพัฒนาโรงเรียนหลายปี ก่อนย้ายติดตามสามี ที่ได้รับแต่งตั้งไปเป็นผู้บริหารระดับสูงในอีกหลายๆจังหวัด
ผมเป็นผู้บริหารรุ่นหลังๆแล้ว จึงได้รับอานิสงส์จากการสร้างสรรค์ของคุณครู โดยเฉพาะอาคาร ป ๑ ก. (อาคารวินเทจ) ที่คุณครูมีส่วนร่วมพัฒนาให้มีความมั่นคงและสวยงาม...
ถึงแม้คุณครูจะมีบ้านอยู่ใกล้โรงเรียน แต่ผมก็ไม่รู้สึกสนิทสนม เพราะท่านเป็นคุณครูอาวุโส ที่ควรค่าแก่การเคารพมากกว่า...หลายคนเรียกท่านว่า “คุณนาย”แต่ผมไม่เคยใช้คำนี้เลย..
เพราะคุณครูไม่เคยทำตัวเป็น..”คุณนาย” เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว คุณครูจะเข้ามาในโรงเรียนบ่อยมาก วันเสาร์อาทิตย์ถ้าเห็นผมทำงาน ท่านจะพูดให้กำลังใจเสมอ....”เธอนี่..ขยันจัง”
ปี ๒๕๕๔ เป็นปีที่ผมจำได้ดี คุณครูถามว่า “กลัวไหม ถ้าจะนำรูปพ่อกับแม่มาติดไว้ที่อาคารเรียนเรียน พ่อกับแม่มีบุญคุณกับโรงเรียนนี้มาก ท่านบริจาคที่ดินเกือบ ๒๐ ไร่”
ผมรีบตอบตกลงทันที รูปคุณพ่อคุณแม่ของคุณครู ผมยกมือไหว้ทุกวัน บอกฝากโรงเรียนไว้กับท่านทั้งสอง จนทำให้โรงเรียนได้รับความปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้...
เมื่อนักเรียนเพิ่มขึ้น..เขตพื้นที่การศึกษาฯ ให้ครูในโครงการ”ครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน”แก่บ้านหนองผือจำนวน ๑ คน ตอนนั้นคุณครูอายุ ๖๓ ปีแล้ว ผมไปกราบขอความอนุเคราะห์ให้ท่านมาช่วยสอนหนังสือเพื่อเด็กๆจะได้รับโอกาสด้านคุณภาพการศึกษา...
คุณครูมาช่วยโรงเรียนด้วยความเต็มใจ ทั้งที่ค่าตอบแทนมิได้มากมายอะไรเลย.. ๒ ปีที่คุณครูอยู่กับผม...ท่านผลิตสื่อการสอนอยู่เสมอ ผมอยากบอกคุณครูว่า ทุกวันนี้สื่อการสอนของคุณครูผมก็ยังใช้อยู่นะครับ
วันจันทร์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๔ คุณครูเดินผ่านผมซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้หน้าอาคารเรียน......”ผอ.รั้วโรงอาหารกับรั้วหน้าอาคารใหม่ ทำได้ดีเลยนะ ฉันชอบจัง” “พี่จะไปไหนครับ” ผมถาม
“ไปกินก๊วยเตี๋ยวหลังโรงเรียนนี่แหละ” “วันนี้เขาไม่ขายนะครับ”
ผมรีบบอกให้ครูธุรการไปตักข้าวพร้อมกับข้าวร้อนๆจากครัวโรงอาหาร ใส่ถุงให้คุณครู เพราะผมรู้ว่าคุณครูชอบทานผัดฟักทอง..คุณครูรับกับข้าวแล้วเดินกลับบ้าน วันนั้นผมรู้สึกดีใจที่มีส่วนได้ดูแลคุณครูบ้าง....
วันพุธที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๔ มีคนมาบอกผมว่าคุณครูถึงแก่กรรมแล้ว...ผมรู้สึกงุนงงสับสนไปหมด จนถึงวันนี้ผมก็ยังรู้สึกคิดถึงคุณครู และคิดว่าคุณครูยังอยู่และเดินมาที่โรงเรียน...ทั้งๆที่ผมก็เห็นว่า มีกลุ่มครูมากมายในชุดปกติขาว ได้มาร่วมส่งคุณครูสู่สัมปรายภพแล้วก็ตาม..... หลับให้สบายนะครับครู
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑ เมษายน ๒๕๖๔





-ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ
เสียใจด้วยนะคะ