สามเดือนอารมณ์สองขั้ว โดย ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์

สามเดือนอารมณ์สองขั้ว โดย ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์

ศ. ดร. นพ. สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์ ส่งข้อความช้างล่างมาให้ผมพิจารณาลง บล็อก   ผมคิดว่ามีประโยชน์ต่อคนที่ต้องเผชิญสภาพนี้   และมีโอกาสน้อยมากที่คนทั่วไปจะได้อ่านเรื่องจากประสบการณ์ตรงเช่นนี้    โดยเฉพาะจากคนที่มีความรู้ดีมาก เพราะเป็นหมอ   

ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมจนถึงปัจจุบันเป็นช่วงที่ผมได้อยู่กับตัวเองและรับรู้ความปรวนแปรทางอารมณ์ของตนเองอย่างชัดเจน เริ่มจากกลางเดือนธันวาคมผมเริ่มรู้สึกถึงเมฆหมอกในอารมณ์ตนเอง ตอนแรกผมนึกว่าเกิดจากการที่จะต้องส่งลูกชายกลับไปอยู่หอทำให้เกิดอารณ์ดังกล่าว ถึงขนาดที่วันอาทิตย์ที่ครอบครัวผมไปส่งลูกชายที่หอและแวะกินร้านอาหารที่บรรยากาศเหมือนอยู่ต่างประเทศก็ไม่ได้ทำให้ผมสดชื่นขึ้น ยิ่งช่วงปีใหม่เกิดเหตุการณ์กระทบจิตใจผมอย่างมากทำให้อารมณ์เศร้าปรากฎขึ้นอย่างชัดเจน

หลังจากนั้นมาอารมณ์เสร้านั้นยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เรียกว่าเด่นชัดมากที่สุดตั้งแต่ผมหายจากอาการซึมเศร้าตอนสมัยเรียนมา วันหยุดผมจะดูหนัง ดู series ใน Netflix เพื่อให้ผ่านวันหยุดไปได้ ถึงขั้นเลือกดูรายการที่ผมไม่เคยคิดที่จะดูมาก่อน ตรงนี้กลับเป็นจุดดีที่ทำให้ผมได้เข้าถึงหนัง series ประเภทที่ผมไม่เคยชอบและเห็นว่าโอ้การเปิดโลกใหม่ ๆ นอกเหนือจากความจำเจของตัวเองเป็นอย่างนี้นี่เอง ดูมากถึงขั้นที่ภรรยาผมทักว่าดูมากจริง ๆ ช่วงที่ไม่มีรายการดูผมก็จะนอนกลางวัน บางทีนอนตื่นแล้วก็ยังไม่อยากลุกเพราะไม่รู้จะทำอะไร สำหรับวันทำงานผมไม่อยากออกไปเพราะไม่อยากพบเจอผู้คนและที่ผมเป็นกังวลมากก็คือด้วยอารมณ์เศร้าแบบนี้จะทำให้ผมขับรถโดยไม่มีปัญหาได้หรือไม่ ตรงนี้เกิดจากภาพฝังจำในอดีตของผมสมัยที่มีซึมเศร้าตอนเรียนจะมีปัญหาในการขึ้นรถเมล์ ข้ามถนน แต่ปรากฏว่าผมก็ยังขับรถได้เหมือนเดิม

อารมณ์ซึมเศร้าครั้งนี้หนักมาก หนักยิ่งกว่าตอนสมัยที่เรียนอยู่ ถึงขั้นทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมคนที่เป็นซึมเศร้าบางคนถึงเลือกการจบชีวิตตนเอง เพราะคิดว่าคงดีกว่าอยู่กับอารมณ์แบบนี้ แต่สำหรับผมพอเกิดอารมณ์ดิ่งมากขนาดนี้ผมเตือนตัวเองว่าผมต้องผ่านไปให้ได้ จุดหมายหลักคือเอาตัวเองให้รอด จึงทำให้เห็นว่าช่วงดังกล่าวผมรับงานที่ไม่จำเป็นน้อยลง ช่วยเหลือคนอื่นน้อยลง ในเมื่อช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้จะไปช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร ผมเบิกยา amitriptyline มากินเอง (เป็นสิ่งที่ไม่ดีที่แพทย์ไม่ควรทำในการรักษาตัวเอง แต่ผมก็คิดอีกมุมหนึ่งว่าประชาชนทั่วไปยังซื้อยาดูแลรักษาตัวเองได้ แล้วแพทย์ซึ่งเป็นคนธรรมดาทำไมจะทำไม่ได้ อันนี้เป็น dilemma ให้ถกกันได้ต่อไป)

ที่ผมเลือกกินยา amitriptyline เพราะ ปีที่แล้วกิน fluoxetine ก็ไม่เห็นอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างไร ถึงแม้ครั้งนั้นกินตาม guideline พอกินถึงขนาด 75 มก/วัน พบว่าอาการซึมเศร้าลดน้อยลง และอาการปวดตึงต้นคอที่เป็นมานานมากก็เบาลงเวลาตื่นนอนเช้า (ถึงว่ามีคำแนะนำให้ใช้ amitriptyline ก่อนหากไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนไปใช้ gabapentin) แต่ผลข้างเคียงก็ตามมาแบบตามที่เขาบอกกัน ท้องผูก (ไม่เคยท้องผูกมาก่อนเลยยกเว้นเวลาไข้สูงไม่สบายตอนเด็ก ๆ) ชีพจรเต้นเร็ว เวลาลุกเร็ว ๆ จะมีวูบ ความดันเลือดที่เคยคุมได้ดีเริ่มมาสูงขึ้นจากชีพจรที่เร็วขึ้น พอไปตรวจกับ อ ที่รักษาความดันเลือดสูงเล่าให้ อ เขาฟังว่าทำไมช่วงนี้ความดันกลับมาสูงขึ้นทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ คุมอาหารน้ำหนักลดลงมา 4 กก และออกกำลังกายโดยการวิ่งสัปดาห์ละ 4 วัน ๆ ละ 40 นาที ตอนที่คุยกับ อ เขาผมยังนึกสาเหตุไม่ออก จนกระทั่งกลับมาถึงบ้านจึงนึกได้ว่าจากยา amitriptyline นี่เอง จึงตัดสินใจว่าจะไม่ทำตาม guideline ที่ต้องกินยาต่อเนื่อง 6-9 เดือน ผมค่อย ๆ ลด ขนาดยาลงเพราะไม่อยากให้เกิดอาการถอนยาจนถึงตอนนี้กินอยู่ 10 มก/วัน และคาดว่าจะหยุดยาได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า

แล้วมันอารมณ์ 2 ขั้วตรงไหน ปรากฏว่าช่วง 2 อาทิตย์ก่อนพอผมคุมอารมณ์เศร้าได้ดีแล้วปรากฏว่าเกิดการนอนไม่หลับ และมีความคิดโลดแล่นอย่างมาก (flight of idea) ในเวลานอนส่วนมากจะเป็นความคิดเกี่ยวกับงาน และหลาย ๆ อย่างก็เป็นความคิดที่ดี ถึงว่าตอนสมัยผมเรียนอยู่ อ จิตเวชท่านหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็น mania (อารมณ์มีสุขมากกว่าปกติ) หน่อย ๆ เคยบอกว่า mania อย่างเดียวไม่เป็นโรค ผมเห็นด้วยครับว่า mania ไม่มากทำให้เกิดแนวคิดนอกกรอบที่น่าสนใจอยู่หลายครั้ง นอกจากการเกิดความคิดโลดแล่นมากแล้วพบยังสังเกตได้ว่าผมสั่งซื้อของออนไลน์มากขึ้น (โชคดีที่ผมสั่งซื้อของประเภทราคาหลักสิบหลักร้อยและเฉพาะที่จำเป็น ไม่งั้นกระเป๋าผมคงฉีกแน่)

สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง 3 เดือนนี้ ผมยังทำงานประจำตามปกติ โชคดีที่หลาย ๆ งานสามารถพูดคุยประชุมแบบ online ได้ทำให้ไม่ต้องเดินทาง งานจรก็มีรับแพทย์ประจำบ้านอาชีวเวชศาสตร์จากจุฬามาฝึกงาน 1 เดือน ซึ่งผมโชคดีที่มี อ กฤติณ ช่วยในการจัดการการฝึกงานในสถานที่ที่ รพ สนาม และ รพ ธรรมศาสตร์ ในส่วนของผมผมก็ใช้วิธีคุยกันทาง online

อีกงานหนึ่งคืองานขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรื่องสังคมไทยไร้แร่ใยหินที่เงียบหายไปในช่วงการระบาดโควิดรอบแรก พอหลังจากโควิดระลอกใหม่ซาลงก็มีการคุยกันซึ่งก็ดีที่สามารถคุย online ได้ แต่ผมก็มีความวิตกว่าหากมีงานที่ต้องไปคุยกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติผมจะทำได้ในสภาพอารมณ์ผมหรือไม่ แต่ก็เหมือนโชคดีที่งานแรกที่ต้องไปร่วมด้วยเป็นงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมที่เชิญผู้ผลิต brake-clutch ทั้งใช้และไม่ใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกแร่ใยหิน จัดในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งผมเริ่มเข้าสู่ภาวะอารมณ์สุขมากกว่าปกติแล้ว วันนั้นตอนเช้าผมต้องไปออกตรวจผู้ป่วยที่ศูนย์แพทย์ปฐมภูมิฯ คณะแพทย์ มธ คูคต ลำลูกกา ปทุมธานี โดยมีนักศึกษาแพทย์ปี 6 หลักสูตรภาษาอังกฤษออกฝึกตรวจผู้ป่วยนอกกับผมด้วย และวันนั้นผมได้ลองนั่งรถไฟฟ้า BTS จากในเมืองไปสุดสายที่คูคตแล้วนั่ง taxi ต่อ พบว่าค่าเดินทางถูกกว่าขับรถไปเองและไม่ต้องเครียดกับการขับรถ ผมจึงต้องเร่งพอาอน นศ เสร็จตอนเกือบเที่ยงก็เดินทางเข้า กทม ลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ หาข้าวเที่ยงกิน แต่ผมใจเย็นไปนิดนึงเผื่อเวลาไว้น้อยไปนิดและผมเลือกเดินจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปกระทรวงอุตสาหกรรม จึงต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไปทันบ่ายครึ่ง ปรากฏไปถึง 5 นาทีก่อนเวลาเริ่ม ในที่ประชุมรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ผมไปในฐานะตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งนี้ได้เรียนรู้ว่าทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการจัดการประชุมในกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้แร่ใยหิน เช่น brake-clutch กระเบื้องมุงหลังคา เนื่องจก ลักษณะอุตสาหกรรมแตกต่างกัน และรองปลัดฯ เล่าให้ฟังว่ากระทรวงอุตสาหกรรมส่งเสริมการพัฒนาสถานประกอบกิจการไปสู่ BCG economy ในการประชุมมีตัวแทนจากสถาบันที่สนับสนุนการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์มาร่วมด้วย ตัวแทนคนนี้ผมเจอครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนขณะที่ผมเข้าร่วม workshop หนึ่งที่คณะ ปรากฏว่ามี จนท เข้ามาบอกผมว่ามีแขกมาพบ ออกไปพบตัวแทนคนนี้ ตอนแรกเขายังไม่แนะนำตัว แต่เขาบอกว่าผมให้ข่าวเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพของแร่ใยหินไครโซไทล์ระวังจะถูกฟ้องจากบริษัท และยังบอกว่าผมออกไปส่งเสริมการยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์แต่ยังเห็นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังใช้กระเบื้องที่มีแร่ใยหินอยู่เลย ประชุมครั้งนี้พอผมไปถึงที่ประชุมตัวแทนคนนี้ก็แวะเข้ามาทักทาย ในที่ประชุมตัวแทนคนนี้ก็พยายามจะโจมตีตัวบุคคลมาที่ผม เช่น ตัวแทนบอกว่าได้ไปเดินที่ รพ ธรรมศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้เห็นกำลังเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาก็ยังใช้แบบที่มีแร่ใยหินอยู่เลย หากไม่สามารถนำกระเบื้องแร่ใยหินไปทิ้งที่ไหนได้ตัวแทนคนนี้รับจะนำไปกำจัดที่โรงงานกระเบื้องที่ยังใช้แร่ใยหินอยู่ให้ แปลกมากที่อารมณ์ของผมวันนั้นสงบมาก ผมไม่โต้ตอบประเด็นอะไรที่ตัวแทนคนนี้พูดเลย ยกเว้นผมสรุปตอนท้ายถึงข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพจากแร่ใยหินไครโซไทล์ ในระหว่างประชุม ผมก็พยายามใช้การตั้งคำถามถามผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เห็นถึงทางออกหลาย ๆ แนวทาง พอเลิกประชุมตัวแทนคนนี้เดินเข้ามาหาผมบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ผมบอกผมไม่มีอะไรจะคุย และเดินไปคุยกับ จนท กระทรวงอุตสาหกรรมที่เตรียมข้อมูลสำหรับการประชุมครั้งนั้น และได้เห็นถึงความตั้งใจดีของ จนท ท่านนั้น โอ้ เล่าเรื่องอารมณ์ 2 ขั้ว ไป ๆ มา ๆ ความคิดพลุ่งพล่านไปเล่าเรื่องแร่ใยหินซะยาว

อีกงานหนึ่งที่น่าสนใจคืองานร่วมเป็น mentor โครงการ Positive Health Disruptor ของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติที่เปิดโอกาสให้คนที่สนใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับระบบสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคลากรสุขภาพ มาเข้ารับการฝึกอบรมและทำโครงการที่ตนเองสนใจ เริ่มแรกผมได้รับการติดต่อจากผู้จัดให้เป็น mentor เรื่อง transformative learning ของ อ สตางค์ จาก รพศ ขอนแก่น ซึ่งผมภูมิใจมากที่ผมได้รับการแนะนำต่อมาจากท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช แต่ผมแจ้งทางผู้จัดไปว่าผมอยู่ในกลุ่ม transformative learning เดียวกับ อ สตางค์ การเป็น mentor อาจไม่เหมาะสม ทางผู้จัดก็ลองให้ผมเข้าไปร่วมฟังโครงการจากอีกหลาย ๆ คน เป้นโครงการที่น่าสนใจมาก และท้ายที่สุดผมก็ได้มาเป็น mentor ร่มโครงการ อ สตางค์ โดยมี อ บดินทร์ จากศิริราชเป็น mentor หลัก และท่านอาจารย์วิจารณ์เป็นที่ปรึกษา คุยกันบ่ายแก่ ๆ วันจันทร์อาทิตย์เว้นอาทิตย์ ผมได้เรียนรู้จาก อ บดินทร์ อ วิจารณ์ และ อ สตางค์เป็นอย่างมาก

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อารมณ์สุขมากกว่าปกติ จนทำให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับก็มีฝัน (บางครั้งฝันว่าตนเองเดินทางข้ามเวลาและเครื่องเดินทางชำรุดทำให้ไม่สามารถกลับไปได้ อันนี้เห็นชัดว่าช่วงที่ผ่านมาดู series เดินทางข้ามเวลาเยอะทั้งของเกาหลีและของอเมริกา) จนกระทั่งเมื่อคืนพฤหัสที่ผ่านได้นอนหลับจริง ๆ เพียง 1 ชั่วโมง เช้าเมื่อวานก็ต้องขับรถไปที่คณะ เพื่อให้สัมภาษณ์กับ NBT เกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพจากแร่ใยหินและร่วมงานครบรอบ 31 ปีสถาปนาคณะแพทย์ มธ ผมแอบกังวลเล็ก ๆ แต่พอตอนขับรถจริง ๆ ปรากฏว่าไม่ง่วง ไม่มีปัญหาอะไร  อ้อ เรื่องขับรถนี้ผมเป็นประเภทหัวร้อนเวลาขับรถ (road rage) และผมคิดไว้ว่าหากผมฝึกตนเองได้ดีพออาการหัวร้อนเวลาขับรถไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเลย จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้วรวมถึงเมื่อวานนี้ที่ผมขับรถไปทำงาน ปรากฏว่าผมไม่มีอาการหัวร้อนเลย พอเริ่มจะมีอาการผมก็สูดหายใจเข้า ออก ยาว ๆ ลึก ๆ เป็นเรื่องที่ผมดีใจมากเรื่องหนึ่งในครั้งนี้

ตอนแรกผมว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ออกมา เพราะ กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าผมเป็นโรคจิต แต่จริง ๆ แล้ว bipolar ไม่ใช่โรคจิตแต่เป็นโรคทางอารมณ์ หากผมเข้าใจผิดไปเดี๋ยวเพื่อนหมอจิตเวชผมคงส่งข้อความแก้ไขมา แต่ขณะที่ผมวิ่งออกกำลังกายเมื่อเช้าผมก็คิดว่าควรเขียนไว้เพื่อให้คนได้อ่านเพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่คนอื่น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คืออารมณ์เศร้าสามารถเศร้าได้ลึกสุดใจ การจะรับมือกับอารมณ์เศร้าสุดใจตัวเราต้องมีสติคอยรับรู้ เมื่อเศร้าก็รู้ว่าเศร้าและติดตามดูมันไป ไม่ควรไปหักดิบพยายามหาทางกดข่มอารมณ์เศร้า เมื่อมีอารมณ์สุขมากกว่าปกติก็รู้ว่ามีอารมณ์ดีมากกว่าทั่วไป ก็คอยติดตามสังเกตมัน อารมณ์เศร้า สุข เป็นอารมณ์ที่ทุกคนมีเหมือน ๆ กัน แต่จะเศร้าสุขมากน้อยก็เกี่ยวกับสารเคมีในร่างกายเรา สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ที่สำคัญคือครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ผมจะมีอารมณ์ 2 ขั้วดังกล่าว แต่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมันอย่างเด่นชัด ต่อไปผมก็จะอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขบ้างทุกข์บ้างสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือคนรอบข้างที่เป็นผู้คอยช่วยเหลือสนับสนุน ผมโชคดีที่มีภรรยาและลูก ๆ ที่เข้าใจและคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนตลอดมา

อ้อ ขอปิดท้ายด้วยข้อสังเกตที่น่าสนใจ หลาย ๆ ครั้งที่ผมมีความสุขมักจะเจอเหตุการณ์ที่ลดความสุขลง สุดสัปดาห์ที่แล้วก็เช่นกันผมมีความสุขจากการคลี่คลายเรื่องที่อยู่อาศัยหลังจากลูก ๆ เรียนจบแต่ภรรยาผมต้องทำงานในเมืองต่อไป แต่พอสิ้นวันผมก็เกิดบ้านหมุนอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าร่างกายเราคอยบอกเราไม่ให้หลงไปกับสุขหรือทุกข์มากเกินไป รับฟังสิ่งที่ร่างกายและจิตใจเราบอก อย่าไปฝืนมัน ขอบคุณครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)