ข้อสอบปลายภาค

 

โจทย์ : ไฟไหม้กับธุรกิจจะทำอย่างไร

ตอบ : ในการประกอบธุรกิจใดๆ ก็ตาม สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องทำคือ การทำประกันภัย ซึ่งหนึ่งในการทำประกันภัยจะต้องมีการทำประกันภัยอัคคีภัยอยู่อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเมื่อธุรกิจที่เราประกอบการอยู่เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นกับกิจการที่เราประกอบการอยู่นั้น ในความคิดส่วนตัว คิดว่าสิ่งแรกที่จะต้องทำ คือ การประสานงานกับตำรวจในท้องที่ที่กิจการตั้งอยู่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบและสรุปสำนวนของการเกิดเหตุไฟไหม้ ผู้ประกอบกิจการก็จะต้องนำสำรวจที่สรุปนั้นประสานงานต่อกับบริษัทประกันภัยที่กิจการได้ทำประกันภัยไว้

         

เมื่อเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยได้รับสำนวนที่สรุปแล้วนั้น บริษัทฯประกันก็จะส่งเจ้าหน้าที่ประเมินความเสียหายมาตรวจสอบความเสียหายของกิจการ โดยอาจจะมีการถ่ายรูปความเสียหายของสถานที่เก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ประกอบการเองก็จะต้องมีการตรวจสอบระยะเวลาการประกันว่าอายุการประกันภัยสิ้นสุด ณ วันใด และจะต้องตรวจสอบดูว่าในกรมธรรม์ได้ระบุไว้หรือไม่ว่าเหตุของการเกิดไฟไหม้นั้นได้ระบุไว้หรือไม่ในกรมธรรม์ เช่น การเกิดไฟไหม้สาเหตุมาจากไฟฟ้าลัดวงจร เป็นต้น ซึ่งหากจะขยายความเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ประกอบการจะต้องกระทำสิ่งต่อไปนี้ เมื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือ

1. ผู้ประกอบการจะต้องแจ้งให้บริษัทประกันและมอบหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับบริษัทประกันภายใน 30 วัน(ตามแต่ละบริษัทประกันกำหนด) โดยนับตั้งแต่วันเกิดความเสียหาย

2. ผู้ประกอบการจะต้องจัดเตรียม/จัดหา และมอบพยานหลักฐานและรายการเพิ่มเติมต่อบริษัทประกันภัย เช่น แผนผัง รายละเอียด ต้นฉบับ คู่ฉบับ ข้อพิสูจน์และข้อความที่เกี่ยวกับการเรียกร้องหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดอัคคีภัยแต่บริษัทประกันภัย

3. ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการและยินยอมให้บริษัทฯหรือตัวแทนกระทำการใดๆ ที่เหมาะสมในการป้องกันความเสียหายที่อาจเพิ่มขึ้น

 

          หากการเรียกร้องค่าสินไหมกับประกันภัยมีการผิดพลาดขึ้น เช่น บริษัทประกันภัยจ่ายเงินค่าเสียหายไม่ครบตามวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ เป็นต้น ผู้ประกอบกิจการสามารถที่จะฟ้องร้องค่าเสียหายส่วนต่างที่ไม่ได้รับตามสิทธิที่ควรจะได้ต่อศาล โดยในทางกฏหมายแล้วนั้นการเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่ได้รับตามสิทธินั้นอายุความจะอยู่ที่ 1 ปี หรือตามแต่ที่แต่ละบริษัทประกันจะกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย

 

          มีอีก 2 หน่วยงานที่มีความสำคัญที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องหากธุรกิจเกิดปัญหาไฟไหม้ คือ สำนักการโยธาที่ประจำอยู่ตามสำนักงานเขตต่างๆ และ กรมสรรพากร สำหรับสำนักการโยธาที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้สถานประกอบการในพื้นที่ที่ดูแลอยู่ในแต่ละเขต สำนักการโยธาจะมาประเมินพื้นที่ของสถานประกอบการว่าโครงสร้างสถานที่ของสถานประกอบการนั้นตั้งอยู่ จะสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่เมื่อได้รับความเสียหาย ส่วนกรมสรรพากรจะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเจ้าของกิจการ ก็คือ เมื่อสถานประกอบการประสบเหตุไฟไหม้    เจ้าของกิจการก็จะต้องติดต่อกับสรรพากรในพื้นที่ เพื่อแจ้งและขอลดหย่อนภาษีและ/หรือคำนวณรายได้ในปีนั้นๆ ใหม่ให้กับธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย เพราะหากเจ้าของกิจการไม่ไปแจ้งต่อสรรพากรพื้นที่ สรรพากรก็จะคิดคำนวณภาษีเต็มตามที่ประเมินรายได้ของกิจการประจำปีนั้น ซึ่งคิดว่าส่วนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ผู้ประกอบกิจการไม่ควรจะละเลย

           อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรจะกระทำ คือ การแจ้งให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้ร่วมลงทุนในการกิจการทราบถึงภาวการณ์ ณ ปัจจุบันของกิจการเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ขึ้นในกิจการ โดยอาจจะต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกันถึงอนาคตว่าจะมีการเปิดกิจการต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ก็อาจจะต้องขึ้นอยู่กับความเสียหายที่ได้รับ หากจะเปิดดำเนินกิจการต่อไปก็จะต้องรีบดำเนินการแก้ไข/ซ่อมแซมสถานประกอบการโดยเร็ว ซึ่งจะต้องทำการติดต่อกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ให้บริการ/จำหน่ายสาธารณูปโภคต่างๆ(ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์),ผู้รับเหมาตกแต่ง,บุคลากรผู้ให้บริการ เป็นต้น เพื่อไม่ให้สูญเสียจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ไป โดยอาจจะมีการกำหนดโอกาสและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับกิจการเพิ่มเติม ทั้งนี้อาจรวมถึงการทำการประชาสัมพันธ์ของกิจการเพิ่มเติมหลังจากที่ได้มีการเปิดกิจการต่อจากการเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ เพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเหมือนเดิม