พุทธศาสน์ จำแนกชีวิตคนเป็น ๕ องคาพยพ (ขันธ์ ๕) แต่ธศ.ขอเพิ่มเป็น ๑๐ ประการ (ขันธ์ ๑๐) ส่วนใหญ่ ธศ.จะลดทอน พศ.ลง เพื่อให้เหลือเท่าที่จำเป็น แต่เรื่องขันธ์๑๐ นี้เป็นการเพิ่มเข้ามา ไม่ใช่เพิ่มน้อยๆ แต่เพิ่มมากเสียด้วย คือ จาก๕เพิ่มมาเท่าตัว เป็น๑๐
ขันธ์ ๕ ตามแนวพศ. คือ รูป/เวทนา/สัญญา/สังขาร/วิญญาณ
๑) รูป คือเนื้อหนังร่างกายของเรานี่เอง เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ขน ผม เล็บ ฟัน เลยไปถึงสมอง
- ๒) เวทนา คือความรู้สึกที่เกิดจาการสัมผัสทางช่องทวารทั้ง ๖ คือ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ
- ๓) สัญญา คือความจำได้ หรือความระลึกได้ ของสิ่งต่างๆในอดีต
- ๔) สังขาร คือการปรุงแต่ง ซึ่งมีสองระดับคือการปรุงแต่งทางกายและทางใจ ในที่นี้ถ้าไม่อธิบายเป็นอื่นให้ถือว่าเป็นการปรุงแต่งทางใจ เช่นปรุงแต่งเวทนาให้เกิดเป็นตัณหาเป็นต้น
๕) วิญญาณ หรือมโนก็เรียก จิตวิญญาณก็เรียก ขวัญก็ได้ คือสิ่งที่รับรู้ปรากฎการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตัวเรา ทำให้เรารู้ตัวว่า นี่เป็นชีวิตของเรา ความสุขของเรา ความทุกข์ของเรา
เวทนา/สัญญา/สังขารนี้รวมกันเรียกันว่า เจตสิก หมายความว่า เป็นเครื่องประกอบจิต เมื่อนำทั้งหมดมาเชื่อมโยงให้เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันก็จะได้วงจรชีวิตที่เรียกกันว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือวัฏฏสังสารก็ได้ หรือสังสารวัฏฏ์ก็ดี หรือหดสั้นเป็นสงสารก็ได้ วัฏฏะ ก็ได้ ถือเป็นหลักในการเกิดขึ้นของตัณหา ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ลึกซึ้งมากที่สุดของพศ.ก็ว่าได้
ส่วนอีก ๕ อย่างที่ธศ.เสนอเข้ามาคือ สติ/ปัญญา/ตัณหา/อุปาทาน/อวิชชา นี่ถือว่าเป็นเจตสิกทั้งสิ้น ที่ต้องเติมเข้ามาก็เพื่อให้สมกับความจริงของชีวิตโดยเฉพาะในเด็กทารกถึงเด็กน้อยรู้ดีชั่วแล้ว
สติมีในเด็กทารกอยู่แต่แรกแล้ว เช่นการเดินตั้งไข่จากการคลานนี้เด็กต้องใช้สติมากในการประคองตนให้เดินแต่ละก้าว เพื่อไม่ให้ตนล้ม เมื่อล้มแล้วมีสติหันกลับมาเดินอีก ดังนั้นถ้าสติไม่ได้มีอยู่ในขันธ์ ๕ (เป็นขันธ์ ๖) เด็กคนนั้นก็จะต้องคลานไปตลอดชีวิต (คล้ายกับการเดินของสัตว์ ๔ เท้า)
ปัญญา/ตัณหา/อุปาทาน/อวิชชา เอาไว้ตอนหน้า ตอนนี้หมดแรงเขียนเพียงเท่านี้
-----คนถางทาง..๑๓ มีค. ๖๔