การดำเนินชีวิตของมนุษย์ มีความหลากหลาย มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกัน...บางครั้งหากพิจารณาดูดี ๆ ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ทางธรรมบอกว่า "มันคือวิบากกรรมของแต่ละคน" ใช่หรือไม่...แต่บางทีก็เกิดจากกรรมปัจจุบันที่ตัวของเราได้กระทำจะด้วยเหตุผลจากตนเองหรือสิ่งแวดล้อม ก็อาจเป็นได้
การใช้ชีวิตของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ภูมิรู้ ภูมิธรรม จะกี่ภพ กี่ชาติ มิมีใครทราบได้ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้กับสิ่งนี้ แต่เรื่องบางเรื่องกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับแรงกรรม คือ การกระทำของตัวเราเองมากกว่า
นับจากชีวิตของผู้เขียนผ่านมาจนใกล้นับถึงวันใกล้อำลาวงราชการ ทำให้ได้เรียนรู้วิชาชีพจริงที่ผู้เขียนได้สัมผัสจริงมามากมายนับไม่ถ้วน...จนค้นพบตัวเองด้วยสองนัยยะ นัยยะแรกคือ การเกิดมาเพื่อเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้จากการเล่าเรียนเพื่อให้เกิดองค์ความรู้เบื้องต้น แล้วนำไปปรับใช้กับชีวิตจริงในการใช้ชีวิตเพื่อให้อยู่บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ทำให้ตนเองและสังคมเกิดความเดือดร้อน หรือเป็นที่เดือดร้อนต่อผู้อื่นและสังคม...อีกนัยยะหนึ่ง คือ การเรียนรู้จากชีวิตจริง ซึ่งนำหลักธรรมมาผสมผสานกันอย่างลงตัวในการใช้ชีวิต เพื่อให้เกิดการกระทำดี ความมีคุณธรรมต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม เพื่อความสงบสุขของสังคมในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
ดีที่มีครอบครัวที่มีความเข้าใจกัน รักกัน มีความอบอุ่นให้กันและกัน...สิ่งนี้เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตคู่ ก็น้อยคู่นักที่จะอยู่เพื่อความรัก ความเข้าใจกันและกันในฐานะชีวิตคู่ จึงทำให้ชีวิตครอบครัว ชีวิตการทำงาน ไม่มีปัญหา ทุ่มเทให้กับคนรอบข้าง ให้กับงานได้อย่างดีเยี่ยม...มีชีวิตที่มีความสุขในระดับหนึ่ง หากเทียบกับบางคู่ เรียกว่า มีความสุขมากกว่าเลยทีเดียว ทำให้เกิดความเข้าใจในชีวิตคู่เป็นอย่างมากว่า คนเราเกิดมามีชีวิตคู่กันนั้นเพื่ออะไร
การเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ การเรียนรู้จากลูก ๆ สำหรับผู้เขียนได้เรียนรู้จากลูก ซึ่งเป็นครูอีกคนที่สอนให้แม่บุษทราบถึงเรื่องของการเกิดมาบนโลกใบนี้ว่า...การศึกษาเป็นปัจจัยหนึ่ง เป็นพื้นฐานของการได้นำภูมิรู้ที่ได้มาใช้กับการดำเนินชีวิตมนุษย์...แม่บุษได้ความรู้เป็น ๒ ปัจจัย ๆ แรก คือ ลูกคนแรกของแม่บุษ (อาจารย์ภัคร) ได้ร่ำเรียนตามวิชาความรู้ที่ตนเองถนัด รัก ชอบ นั่นคือ วิชาภาษาไทย วรรณคดีไทย ไตรภูมิ จากปริญญาตรี-ปริญญาเอก ทำให้แม่บุษได้รู้เรื่องการเรียนรู้ทางทฤษฎี (วิชาการ)...ส่วนลูกชายคนเล็ก คือ เพรียงพล หนูไม่ขอเรียนต่อ เพราะมีปัจจัยมากมายตอนเป็นเด็ก ๆ ทำให้หนูเบื่อสังคม เบื่อคน จึงขอใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ ท้องนาเป็นผืนดินที่เจ้าตัวเล็กรัก ชอบ ถนัด และลงมือทำด้วยตัวของหนูเอง...ทำให้แม่บุษหวนคิดว่า "มนุษย์เราเกิดมาก็เพียงเท่านี้...แม่บุษได้เรียนรู้ทางวิชาการและภาคปฏิบัติด้วยตัวของแม่เอง...จึงเกิดความเข้าใจในการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง และเข้าใจโลก ผสมกับการใช้ทางธรรมมาปรับ ประยุกต์กับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ขอบคุณลูกทั้งสองคนมาก ที่ทำให้แม่ทราบและรู้ความจริงของการเกิดมาบนโลกใบนี้...จนทำให้เกิดความเข้าใจหลักของธรรมชาติ นี่แหละคือ วิชาชีวิตจริงของมนุษย์
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาในบันทึกนี้ค่ะ
บุษยมาศ แสงเงิน
๑๓ มีนาคม ๒๕๖๔
***ภาพด้านล่าง...เป็นเรื่องของการเรียนปริญญาเอกของลูกชายคนโต...ซึ่งเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนว่ามีวิถีชีวิตเช่นไรในการใช้ชีวิตของคนสมัยก่อน ที่ทำให้อยู่รอดได้...และวิชาที่หนูเรียนก็เป็นวิชาที่ขาดแคลนผู้สอน อาจเป็นหนูที่คิดจะย้อนรอยภูมิปัญญาของคนในสมัยก่อนก็เป็นได้...สำหรับภาพท้องนา เป็นฝึมือของเจ้าลูกชายคนเล็กของแม่บุษ ซึ่งใช้กำลังแรงกาย ใจของตนเองในการลงมือทำด้วยตนเองจากผืนนาของครอบครัวของเราเองร่วม ๗๐ ไร่...ซึ่งกำลังออกรวงเต็มท้องทุ่ง...ลูกสองคนทำความสำเร็จให้ตนเองคนละด้าน เป็นด้านวิชาการ (ทฤษฎี) คนหนึ่ง และด้านปฏิบัติคนหนึ่ง ครบสูตรของการดำรงชีวิตของแม่บุษที่ได้เรียนรู้ว่า วิชาการ (ทฤษฎี) ๕๐ : วิชาลงมือปฏิบัติอีก ๕๐...มิเสียแรงที่เกิดมาในชาตินี้ สำหรับการเรียนรู้วิชาชีวิตจริง