ผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเล่าประสบการณ์ที่ตนพานพบมามากมายมาถึงตอนจบเรื่องก็มักจะกล่าวในทำนองว่า “ยังมีแม่น้ำอีกหลายสายที่รอเธออยู่” กับผู้ที่อ่อนวัยกว่า ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าแม่น้ำที่ว่าไม่ใช่แม่น้ำในความหมายที่เป็นรูปธรรม หากแต่มีความหมายในเชิงนามธรรมอันหมายถึงวิถีที่ชีวิตต้องดำเนินไป การเปรียบเทียบดังกล่าวนี้เป็นไปได้ว่าเนื่องจากในสมัยก่อนมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับแม่น้ำ การเดินทางที่เป็นบ่อเกิดของประสบการณ์ก็ทำกันในทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปการคมนาคมทางน้ำเสื่อมความนิยมลง ทว่าแม่น้ำก็ยังคงถูกใช้แทนวิถีหรือทางที่ชีวิตต้องดำเนินไปดังเช่นในเรื่องสั้นเรื่องนี้ “จระเข้ตาขุน”                                                                                                 

“จระเข้ตาขุน” เรื่องสั้นของจเด็จ กำจรเดช จากผลงานรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” โดยผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี 2563  หลังจากเคยคว้ารางวัลดังกล่าวมาแล้วจากผลงานรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ในปี พ.ศ. 2554 จเด็จจึงนับเป็นดับเบิ้ลซีไรต์คนที่ 5 ของไทย                                                             

ผู้เขียนใช้ตัวละครเอกในเรื่องคือ “ผม” เป็นผู้เล่าเรื่อง (the protagonist narrator) ซึ่งแน่นอนการถ่ายทอดเรื่องราวย่อมต้องอยู่ภายใต้บริบทที่ “ผม” ต้องเข้าข้างตนเอง เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่ “ผม” รับชายนิรนามผู้หนึ่งมาร่วมงานด้วย ซึ่งตัว “ผม” เรียกชายคนดังกล่าวว่า “เขา” จากนั้นผู้เขียนจึงบอกที่มาที่ไปของ “เขา” ว่าเดิมมีอาชีพเป็นลูกเรืออวนจับปลา แล้วจึงเล่าถึงลักษณะอาชีพการงานที่ “ผม” ทำอยู่คือรับจ้างติดป้ายหาเสียงทั่วภาคใต้จนกระทั่งไม่มีเวลาให้ครอบครัว ภรรยาขอหย่าขาดและขณะเดียวกัน “ผม” ก็ได้รับข่าวว่าภรรยาของเขาแอบคบชู้ แม้ว่าแรกทีเดียวเขาจะไม่เชื่อ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ปลงใจเชื่อแม้จะไม่แน่ใจนัก เพื่อทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดต่อภรรยา เพราะโดยแท้จริงเขาเป็นฝ่ายนอกใจภรรยา        

จากอาชีพของเขานี้เองทำให้เขาต้องเกือบสังเวยชีวิตให้แม่น้ำพุมดวง เนื่องจากต้องกระโดดลงแม่น้ำน้ำหนีสมุนของนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งตามมาเอาเรื่องจากการที่ตัว “ผม” และ “เขา” ร่วมกันฉีกป้ายขอบคุณคะแนนเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นออกจากโครงไม้ซึ่งเป็นของพวกเขา จุดนี้เองแสดงให้เห็นถึงปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับชะตากรรม (man against super-nature) ที่ตัว “ผม” ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด  นอกจากนี้หากมองเรื่องราวในเชิงสัญลักษณ์ โดยมองว่าสายน้ำที่ไอ้ขุนอาศัยอยู่และ “ผม” กระโดดลงไปนั้นคือสภาวะอารมณ์พยาบาท (ความพยาบาทนี้หากยึดครองหัวใจมนุษย์จะบันดาลให้มนุษย์ที่ถือกันว่ามีสำนึกมโนธรรมสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานไปในชั่วพริบตา เพราะจะจองเวรคู่เวรอย่างไร้ความปรานีและขาดสำนึกมโนธรรม) ก็อาจกล่าวได้ว่าปมความขัดแย้งอีกปมหนึ่งก็คือปมความขัดแย้งภายในจิตใจมนุษย์ (man against himself) เพียงแต่ไอ้ขุนไม่สามารถชนะความพยาบาทในจิตใจของตนเองได้ กระทั่งกลายร่างเป็นจระเข้สัตว์เดรัจฉานที่ดุร้ายอยู่ใน “น้ำ” อย่างถาวร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนผู้หมกมุ่นอยู่กับความพยาบาทขาดธรรมะประโลมใจ ทว่า “ผม” สามารถทำได้ด้วยการช่วยเหลือของ “เขา” ซึ่งตัวเขานี้ก็อาจตีความได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แทนสำนึกผิดชอบชั่วดีหรือ super-ego ที่ฉุดรั้งไม่ให้ชีวิตของ “ผม” ต้องจ่อมจมอยู่กับห้วงความพยาบาทที่มีต่อภรรยา อันเนื่องมาจากไม่พอใจที่เธอขอหย่า และระแคะระคายว่าเธอมีชู้ ความไม่พอใจของ “ผม” แสดงออกผ่านถ้อยความที่แฝงด้วยการเสียดสีว่า

          แต่นั่นแหละ ความรู้สึกของการมีคนโอบกอดใกล้ ๆ คงหาอะไรแทนไม่ได้ นอกจากหาทาวงทำสิ่งนั้น” (จเด็จ กำจรเดช, 2563, น.456)                                                                               

          อย่างไรก็ตามความขัดแย้งทั้งสองประเด็นก็มีจุดสุดยอด (Climax) จุดเดียวกันคือเหตุการณ์ตอนที่ “ผม” กระโดดลงไปในแม่น้ำ และคลี่คลาย (Falling Action) ลงเมื่อ “ผม” รอดชีวิตอย่างทุลักทุเลไม่จมลงไปในแม่น้ำพุมดวง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่จมลงสู่ห้วงความพยาบาทนั่นเอง                                         

การที่ผู้เขียนผูกเรื่องให้มีปมความขัดแย้งถึงสองปมภายในเรื่องสั้นเรื่องเดียวที่ถือว่าท้าทายขนบของการเขียนเรื่องสั้นนั้น อาจเป็นเพราะว่าผู้เขียนต้องการแสดงถึงสภาวะความเป็นจริงในชีวิตของมนุษย์ที่ต้องประสบกับปัญหานานาประการในคราวเดียว ไม่อาจเลือกเผชิญปัญหาใดปัญหาหนึ่งได้เพียงปัญหาเดียวท้ายที่สุดผู้เขียนปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์อำลาอันประทับใจระหว่างตัว “ผม” และ “เขา”                              

เรื่องสั้นเรื่องนี้อาจแสดงให้เห็นแก่นแนวคิดว่า ในวิถีทางที่ชีวิตดำเนินไปต้องมีการเปลี่ยนแปลงและประสบกับปัญหาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเป็นของธรรมดา ไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกลี้ได้ เพราะชีวิตและปัญหาเป็นของคู่กัน เสมือนการที่เราล่องไปในแม่น้ำที่เป็นไปไม่ได้ว่าจะราบรื่นตลอดการเดินทาง ดังเช่นที่ “ผม” ต้องประสบ ทั้งปัญหาที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่แทบเอาชีวิตไม่รอด ปัญหาภายในจิตใจที่ท้าทายต่อการตัดสินใจ                                                                                                                  

ตัวละคร “ผม” นับว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่เมื่อกระทำในสิ่งที่รู้สึกว่าผิดบาป ก็มักจะสร้างชุดตรรกะเข้าข้างตัวเองเพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดบาปของตัวเอง

          “ เธอมีชู้หรือ  นั่นเป็นแค่คำที่ชาวบ้านพูดกัน ผมไม่เชื่อ เธอไม่ใช่คนแบบนั้น เงียบ ๆ ไม่มีปากเสียง แต่นั่นแหละดูจากภายนอกหรือจะทะลุข้างใน  ความจริงเป็นผมเองที่มีคนอื่น ระหว่างเส้นทางที่เลื้อยผ่าน ระหว่างแม่น้ำที่ไหลสายผ่านโค้งคด ต้องมีสักที่ซึ่งผมเลี้ยวผิด อาจเป็นการแหกโค้ง จะเอาอะไรมาก เราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ทุกสถานการณ์ ข่าวลือของผมคงไปถึงหูของเธอ เราเสมอกัน (จเด็จ กำจรเดช, 2563, น.456-457)

          เราอาจมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว แต่แท้ที่จริงเป็นพฤติกรรมตามปกติวิสัยของมนุษย์ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ เพื่อลดสภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยการบิดเบือน ปฏิเสธ และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่าง ๆ (พีธะกัญญ์ สุขโพธารมณ์ และปรัศนี เกศะบุตร, ม.ป.ป., น.122) ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า การปรับตัวโดยการใช้กลไกป้องกันตนเอง  ด้วยการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) เป็นการหาคำอธิบายหรือเหตุผลมาอ้างอิงการกระทำของตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ การหาเหตุผลต่าง ๆ มาอ้างอิงนี้ก็เพื่อลดความเครียด ความวิตกกังวล ความไม่สบายใจและเป็นการรักษาหน้าและศักดิ์ศรีของตนเอง (พีธะกัญญ์ สุขโพธารมณ์ และปรัศนี เกศะบุตร, ม.ป.ป., น.122, อ้างถึงใน วราภรณ์ ตระกูลสฤษดิ์, 2544, น.4-5)                                                                                              

ผู้เขียนไม่ได้เน้นบรรยายฉากที่เป็นสถานที่เสียทุกฉากอย่างหวือหวา เพียงแต่ใช้เป็นที่บ่งว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ใด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการใช้สถานที่เป็นสัญลักษณ์ที่ต้องอาศัยการตีความนั่นคือ แม่น้ำพุ่มดวงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสภาวะอารมณ์พยาบาทที่ตัวละคร “ผม” ต้องเผชิญ ดังได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ “ทำงาน” ได้ดี เพราะสื่อให้เห็นสภาพที่สามารถดูดกลืนได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือแม่น้ำสามารถดูดกลืนทุกสรรพสิ่งที่มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำให้จมลงสู่ก้นแม่น้ำ ในขณะที่ความพยาบาทก็สามารถดูดกลืนจิตใจของผู้ที่อ่อนแอข่มความพยาบาทไม่ได้ให้จมดิ่งอยู่กับความพยาบาท                                           

เห็นได้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้แพรวพราวไปด้วยการใช้สัญลักษณ์ ซึ่งยังมีสัญลักษณ์อื่น ๆ อีกที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกได้แก่ การแหวกว่ายในธารสายอื่น ๆ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เคยทำอยู่เดิม การแหกโค้งในเส้นทางที่คดโค้งที่หมายถึง การไม่สามารถทนต่อความยั่วยวนของแรงปรารถนารักษาความซื่อสัตย์ต่อภรรยาไว้ได้ และทะเลที่เราไม่รู้จักคือ วิถีชีวิตที่คาดคะเนล่วงหน้าไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังปรากฏการใช้ภาพพจน์ชนิดอื่นอีกคือ อุปมาโวหารที่เปรียบว่าผมของตัวละคร “เขา” มีสีเหมือนสนิม           

ในส่วนการผูกรูปประโยคนั้น ผู้เขียนใช้ประโยคที่สั้นกระทัดรัด มีภาษาเรียบง่าย และในบางที่ผู้เขียนยังมีการใช้ภาษาจินตภาพทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตาม แต่ก็มีเป็นส่วนน้อยมิได้ใช้พร่ำเพรื่อได้แก่ การบอกว่าแม่น้ำพุมดวงมีสภาพ “ขุ่นคลั่ก” และ “เย็นเฉียบ” เพื่อให้ผู้อ่านเห็นสภาพแม่น้ำขณะที่ฝนตกหนัก และยังปรากฏการใช้คำภาษาถิ่นของตัวละคร เพื่อแสดงสีสันท้องถิ่น (local color) (วีรวัฒน์ อินทรพร, 2561, น.270) คือคำว่า นายหัว ซึ่งเป็นภาษาไทยถิ่นใต้ ในปัจจุบันหมายถึง เศรษฐีคนมีเงิน (คนโบราณ, 2549) ซึ่งทำให้เข้ากับบริบทเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย                                                                           

กล่าวได้ว่า “จระเข้ตาขุน” เป็นเรื่องสั้นที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงในการดำเนินตามวิถีทางของชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้เป็นอย่างดี และในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นสภาวะปกติสามัญของความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องราวด้วยเครื่องมืออันได้แก่ภาษาที่เรียบง่าย แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนี้ก็มีบางสิ่งบางอย่าง          ให้ผู้อ่านขบคิด ตีความ แล้วหันกลับมาย้อนมองคนในสังคมและเหนืออื่นใดคือกลับมามองตน เพื่อที่จะเข้าใจตนและเข้าใจคนที่ต่างล่องแม่น้ำที่มิได้รื่นมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง

คนโบราณ (นามแฝง).  (2549).  ภาษาไทยถิ่นใต้ (ภาษาใต้) : กรณีศึกษาภาษาสงขลา (หมวด -  น). ค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564. จาก https://bit.ly/3tBrTBm.                                                          

จเด็จ กำจรเดช (นามแฝง).  (2563).  คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.            

พีธะกัญญ์ สุขโพธารมณ์ และปรัศนี เกศะบุตร.  (ม.ป.ป.).  การปรับตัวโดยการใช้กลไกป้องกันตนเอง. ค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2564. จาก https://bit.ly/3oWtyOH.                                                              

วีรวัฒน์ อินทรพร .  (2561).  วรรณคดีวิจารณ์. นครปฐม : คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.