บึงหญ้าป่าใหญ่


บึงหญ้าป่าใหญ่เป็นผลงานวรรณกรรมประเภทนวนิยายของ เทพศิริ สุขโสภา ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้แต่งหนังสือเล่มนี้แล้ว ท่านยังเป็นผู้วาดภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ด้วย บึงหญ้าป่าใหญ่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยถูกตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ลงในนิตยสารสตรีสาร และตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งนอกจากจะมีภาษาสละสลวยและภาพประกอบที่สวยงามแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น ๑ ในหนังสือดี ๑๐๐ เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่านอีกด้วย

เนื้อเรื่อง

      บึงหญ้าป่าใหญ่กล่าวถึงชีวิตในชนบท โดยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมอง “ผม” เด็กชายผู้มีความสนใจและสงสัยในบึงหญ้าใหญ่  ซึ่งการเปิดเทอมวันแรกผมก็ได้พบกับ “โทน” เด็กชายคนหนึ่งที่ถูกผู้อื่นตัดสินว่า เป็นเด็กที่เกเร ก้าวร้าวและห้ามเด็ก ๆ ในหมู่บ้านคบหาด้วย ผมจึงพยายามอยู่ห่าง ๆ โทน แต่เมื่อผมได้ฟังเรื่องเล่าต่าง ๆ จากโทน ได้รู้จักโทนมากขึ้น ผมกลับมองว่าโทนเป็นคนที่กล้าหาญและมีประสบการณ์ สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าเด็ก ๆ ในวัยเดียวกัน ผมจึงเริ่มสนใจโทนและอยากจะกล้าหาญให้ได้เหมือนโทน และโทนเองก็สนใจผมเช่นกัน

          เมื่อผมและโทนได้ใกล้ชิดและสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ผมจึงเข้าใจโทนและสิ่งต่าง ๆ ที่โทนกระทำ อีกทั้งโทนยังช่วยให้ผมกล้าหาญขึ้นและช่วยคลายข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ผมมีต่อบึงหญ้าใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทั้งผมและโทนได้เผชิญร่วมกันนั้น ก่อเกิดมิตรภาพระหว่างผมและโทนขึ้น มิตรภาพดี ๆ เหล่านั้นมันยังคงอยู่ในความทรงจำของผมและโทน ถึงแม้ในตอนสุดท้าย ต่างคนต่างก็ไปมีชีวิตของตัวเองก็ตาม

โครงเรื่อง

          โครงเรื่องใหญ่

          โครงเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพในวัยเด็กของสองตัวละครนั่นคือ “ผม” และ “โทน” ทั้งผมและโทนต่างก็มีชีวิตที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ผมเป็นเด็กดี เพราะ มีพ่อแม่คอยให้ความรักความอบอุ่นอยู่ไม่ขาด ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชนที่ผมสุภาพอ่อนน้อม ในขณะที่โทนนั้นถูกผู้อื่นตัดสินว่าเป็นเด็กเกเร เพราะ โทนไม่ชอบไปโรงเรียน ชอบเข้าป่า และแสดงความก้าวร้าวออกมาในบางครั้ง ซึ่งสาเหตุที่โทนแสดงกิริยาก้าวร้าวออกมา เป็นเพราะเขาเป็นคนที่โดดเดี่ยว เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่คอยดูแล อบรมสั่งสอน โทนจึงต้องดูแลตัวเอง หาเลี้ยงตัวเอง ทำให้ต้องแสดงออกในทางก้าวร้าวเพื่อเป็นกลไกในการป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกใครรังแก ช่วงแรกผมพยายามอยู่ห่าง ๆ โทนเพราะ ผู้ใหญ่เคยห้ามไว้และผมยังไม่ยอมรับในตัวโทน แต่เมื่อผมได้รู้จักกับโทน ก็เหมือนเป็นการเปิดโลกอีกใบที่ผมไม่เคยรู้จัก ผมจึงเปิดใจยอมรับโทน เพราะ โทนได้พาผมไปที่บึงหญ้าใหญ่ สถานที่ซึ่งผมเองก็สนใจและอยากจะไปดูให้เห็นด้วยตา ท้ายที่สุดในความแตกต่างนั้น ทั้งคู่ต่างก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก่อเกิดสายใยแห่งมิตรภาพที่กาลเวลาไม่อาจทำให้สายใยนั้นขาดสะบั้นลงได้ เพียงแต่การดำเนินชีวิตของผมเปลี่ยนไป จึงทำให้ทุก ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง

          โครงเรื่องย่อย  

          โครงเรื่องย่อยเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงเรื่องใหญ่คือทำให้ “ผม” และ “โทน” เกิดความเข้าใจกันและกันมากยิ่งขึ้น เช่น เหตุการณ์ตอนที่โทนพาเด็ก ๆ และผมกลับบ้านในวันที่ฝนตกหนัก เหตุการณ์ตอนที่โทนช่วยผมไม่ให้ถูกเพื่อนรังแก เหตุการณ์ตอนที่โทนยอมรับโทษและถูกตีแทนผม เหตุการณ์ตอนที่ได้เดินทางไปกับปู่พายเรือแล้วพบกับโทนตอนกลับ เหตุการณ์ตอนที่ผมไปร่วมปล้นกับโทน เป็นต้น และยังมีโครงเรื่องย่อยอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมให้เรื่องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การแสดงให้เห็นวิถีชีวิตและค่านิยมของคนชนบท เช่น พ่อแม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูก เพราะคิดว่าไม่ได้มีประโยชน์อะไร เด็กบางคนจึงไม่มีโอกาสได้เรียนหรือเข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์ เพราะ ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน เลี้ยงสัตว์ ทำนา ทำไร่ หรือดูแลน้อง และยังมีค่านิยมที่มองว่าการที่ลูกได้ซ้ำชั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์การเรียนใหม่ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน

          การเปิดเรื่อง

          บึงหญ้าป่าใหญ่ เปิดเรื่องด้วยการพรรณนาหรือบรรยายฉาก ซึ่งเป็นธรรมชาติหรือป่าในหมู่บ้าน โดยแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าและบรรยากาศในบริเวณนั้น เช่น ย่างเข้าฤดูฝน ต้นอะไร ๆ ก็พากันรีบงอก แตกใบอ่อน ๆ ออกมาจนดินไม่มีที่ว่าง หลังจากฝนสาดซัดพื้น ปลุกเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ ที่นอนฝังดินให้ตื่นขึ้นมาโป่งหน่อแตกใบ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยลูกพืชแย่งกันขึ้น พวกลูกมะขามเทศ ทั้งมะขามเปรี้ยวก็เขียวพรึบเป็นลานอยู่เต็มใต้ต้นแม่ของมัน (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๑๓) ข้อความข้างต้นเป็นการพรรณนาธรรมชาติอันเป็นฉากหลัก ๆ ของเรื่องนี้ ซึ่งการเปิดเรื่องโดยบรรยายฉากนั้น นอกจากจะช่วยทำให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพตามที่ผู้เขียนได้บรรยายแล้วยังช่วยเพิ่มบรรยากาศของเรื่อง ช่วยให้สนุกและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

          การผูกปม

          การผูกปมหรือความขัดแย้งหลัก ๆ ในเรื่องนี้ ได้แก่ ความขัดแย้งภายในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งก็คือ ความขัดแย้งภายในจิตใจของ “ผม” เองที่บางครั้งผมก็เกิดความสนใจ “โทน” เพราะเรื่องเล่าต่าง ๆ ของเขาน่าสนใจ และเพราะความกล้าหาญของเขา แต่ผมก็พยายามห้ามใจตนเอง เนื่องจากรู้ว่าโทนเป็นเด็กเกเร เป็นโจร ชอบลักขโมยของของผู้อื่น ซึ่งไม่ควรจะไปคบหา แต่ถึงกระนั้นเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของโทนครั้งใด ผมกลับห้ามใจไม่ได้ อยากจะมีส่วนร่วมกับเขาทุกครั้งไป เช่น ตอนที่โทนเล่าเรื่องก้อนไฟกับเงาฉาย ผมพยายามจะไม่สนใจฟัง แต่ก็ยังเงี่ยหูฟังโทนทุกที “โทนเห็นคนมุงมากก็ยิ่งเล่าเสียงแหลม จงใจจะให้พวกชั้นเตรียมได้ยิน ถึงผมจะไม่อยากฟัง แต่ก็เหมือนเสียงเล่าจะยิ่งดัง ยิ่งอยากห่างไกล ก็ดูเหมือนจะยิ่งได้ยิน ไม่มีใครกล้าคุยกันสักคำ ราวกับว่าสิ่งที่เขาได้ไปดูรู้เห็นล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจเสียจริง” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๕๘)

          ความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคมนั่นก็คือ ความขัดแย้งระหว่าง “โทน” กับผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่ไม่ชอบโทน ซึ่งโทนนั้นก็ถูกสังคมประณามว่า เป็นคนที่ก้าวร้าว เกเร สังคมตัดสินโทนเพียงจากการกระทำที่เขาแสดงออกต่อสาธารณชนเท่านั้น ดังคำพูดที่ว่า “พ่อแม่ก็ไม่รู้จักเอาตาดูหูใส่ นี่พากันหายจากบ้านไปทั้งคู่ ไม่รู้จะไปตายร้ายดีที่ไหน บอกลูก ๆ หลาน ๆ ด้วย อย่าไปคบหา เกเรคนเดียวน่ะไม่สู้กระไร นี่มันพาเด็กอื่นเกเรไปด้วย” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๖) ข้อความข้างต้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวของโทน ซึ่งความจริงแล้ว บางเรื่องก็ไม่ได้เป็นอย่างที่สังคมเข้าใจ แต่เขากลับถูกประณามโดยที่เขาเองก็ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว อธิบาย หรือแสดงข้อเท็จจริงให้ใครฟัง แต่ถึงกระนั้น โทนก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือแก้แค้นที่ถูกสังคมประณาม บางครั้งเขาก็ทำความดีเมื่อมีโอกาส แต่สังคมกลับมองข้าม ทำไมไม่มีใครยกย่องหรือชมเชยความดีนี้เลย ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือ ความขัดแย้งระหว่าง “โทน” กับ “ครูลูกจันทร์” ซึ่งครูลูกจันทร์ไม่ค่อยชอบหน้าโทน สังเกตได้จาก ทุก ๆ ครั้งที่โทนทำผิด มักจะถูกลงโทษหนักกว่าคนอื่น ๆ เสมอ ตัวอย่างเหตุการณ์ ตอน “คดีตีมิ้ม” ทั้ง ๆ ที่โทนไม่ได้เป็นหัวโจกนำเพื่อนคนอื่น ๆ ตีรังมิ้ม แต่ครูลูกจันทร์กลับต่อว่าโทนโดนไม่ไต่ถาม “ใครเป็นคนต้นคิดคนแรกหา นายโทนอีกละสิท่า อะไรที่ดี ๆ แบบนี้เธอมักจะเป็นตัวนำ” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๔๒)

          การหน่วงเรื่อง

          การหน่วงเรื่อง คือ การดำเนินเรื่องโดยให้ตัวละครแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ  ในการแก้ปัญหาหรือต่อสู้กับอุปสรรค พฤติกรรมของตัวละครจะมีความเข้มข้นโดยลำดับ เพื่อนำไปสู่สุดยอดของเรื่อง ซึ่งการหน่วงเรื่องของบึงหญ้าป่าใหญ่ คือ ตอนที่โทนชวนผมไปปล้น แล้วผมเกิดความลังเลว่าจะไปหรือไม่ไป ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนหลาย ๆ อย่าง และจากที่ชั่งใจอยู่สักพักผมตัดสินใจไปปล้นกับโทนด้วย เพราะความอยากรู้อยากเห็น และอยากให้ตนเองมีความกล้าหาญเหมือนโทน การกระทำหลาย ๆ อย่างของโทนในระหว่างการปล้น ทำให้ผมชมเชยโทนอยู่ในใจว่าโทนนั้นกล้าหาญและมีความสามารถ แต่เมื่อปล้นสำเร็จ ได้ผลไม้ และอาหารกลับมามากมาย ผมกลับไม่ยอมกินอาหารของโทน ถึงแม้ผมจะหิวมากก็ตาม นั่นเป็นเพราะความขัดแย้งในใจที่ผมคิดว่าโทนไปขโมยของคนอื่นมา จึงไม่อยากกินให้ท้องเปื้อนของโจร ดังข้อความที่ว่า “ผมกินมันเทศของปู่นิดหน่อยแล้วบ่นว่าไม่ค่อยหิว เอนตัวลงนอนหันหลังให้พวกเขา ของขโมยมา มันเรื่องอะไร ผมจะต้องไปกินให้ท้องตัวเองเปื้อน” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๑๙๑)

          จุดสุดยอด

          สืบเนื่องมาจากการหน่วงเรื่องที่ผมเข้าใจว่าโทนพาไปปล้น เพราะฉะนั้นจุดสุดยอด คือ เหตุการณ์ตอนที่โทนพาผมเข้าไปในป่าเพื่อไปดูสวนสัตว์ของโทน และได้พบกับยายปิ่น ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ทำให้ผมเข้าใจในตัวโทนว่า แท้จริงแล้วโทนไม่ใช่ขโมย สวนที่โทนพาไปปล้นในตอนนั้นคือสวนของยายปิ่น ซึ่งโทนได้รับอนุญาตจากยายปิ่นให้เก็บผักผลไม้ไปแบ่งกันกินได้ เป็นการตอบแทนที่ช่วยหาฟืนไปให้ที่บ้านยายปิ่นอยู่บ่อยครั้ง

          การคลายปม

          การคลายปม คือ การที่ผู้เขียนคลี่คลายข้อขัดแย้งและปมในใจของ “ผม” ที่มีต่อโทน ซึ่งทำให้ผมเข้าใจและยอมรับในตัวของโทนอย่างไม่มีข้อกังขา จึงก่อเกิดมิตรภาพที่ดีระหว่างผมและโทน ในตอนนี้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านตอนที่ “ผม” และ “โทน” ต่างก็ให้คำมั่นสัญญาและแลกเปลี่ยนของสำคัญซึ่งกันและกัน

          “ผม” พูดว่า “ต่อไปนี้ฉันจะอ่านให้แก แล้วก็เขียนให้แก ทุกคำที่ฉันอ่าน ทุกคำที่ฉันเขียนเป็นของแก โทน”(เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๒๙)

          “โทน” พูดว่า “บ้านนี้ฉันยกให้แก ต้นไม้นี้ด้วย สวนสัตว์นี้ด้วยฉันยกให้ เรื่องทุกเรื่องที่ฉันเล่าต่อไปนี้เป็นของแก” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๒๙)

          การปิดเรื่อง

          บึงหญ้าป่าใหญ่ปิดเรื่องด้วยการบรรยายตอนที่ “ผม” ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ซึ่งผมเองก็คิดถึงเพื่อน ๆ ที่นั่น รวมถึง “โทน” ด้วย แต่เมื่อผมได้กลับมาถึงบ้านเก่า ผมก็พบว่าหลาย ๆ สิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างผมกับโทนที่ห่างเหินมากยิ่งขึ้น ผมได้พบกับโทน แต่ผู้เขียนไม่ได้บรรยายว่าชีวิตของผมและโทนหรือความสัมพันธ์ของผมและโทนจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้วผมและโทนต่างก็ไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงไปคือความทรงจำที่มีร่วมกัน  ดังข้อความต่อไปนี้ “ทันใดนั้นผมก็ประจักษ์อยู่ในใจว่าความอบอุ่นเก่า ๆ ของเราได้หมดไปแล้ว” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๓๐๕)

          โครงเรื่องของ บึงหญ้าป่าใหญ่ มีความเป็นเอกภาพ เพราะ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ของโครงเรื่องแล้ว ทั้งการเปิดเรื่อง การผูกปม การหน่วงเรื่อง การคลายปม และการปิดเรื่อง ทั้งหมดล้วนมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียน ไม่มีส่วนใดบกพร่องหรือหลุดประเด็น

แนวคิดหรือแก่นเรื่อง

          เรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่มีแนวคิดหลัก คือ มิตรภาพ ซึ่งเห็นได้ชัดจากมิตรภาพระหว่าง “ผม” และ “โทน” ตัวละครซึ่งมีความแตกต่างกัน ทั้งทางด้านบุคลิกลักษณะ นิสัย ภูมิหลังของครอบครัว การศึกษา ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ เกิดมิตรภาพที่ดีต่อกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ สิ่งที่สำคัญคือ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความเข้าใจในความแตกต่าง และเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน นอกจากจะทำให้เรามีมิตรภาพที่ดีต่อกันแล้ว ยังทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แลกเปลี่ยนสิ่งใหม่ ๆ ให้กันและกันอีกด้วย เพราะฉะนั้น หากทุกคนในสังคมพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เกิดมิตรภาพดี ๆ ระหว่างกันและกันแล้วนั้น เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เพราะคงไม่มีใครอยากทำให้ “เพื่อน” ของตัวเองเสียใจแน่นอน

          นอกจากนี้ ผู้เขียนยังแฝงทัศนะอื่น ๆ อีก ได้แก่ ทัศนะของผู้แต่งที่มีต่อโลกและชีวิตมนุษย์ ที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว” เห็นได้จาก ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของ “ผม” และ “โทน” อันเกิดจากการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของทั้งคู่ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นยากที่จะเปลี่ยนกลับมาให้เป็นอย่างเดิมได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่ได้ลบบางอย่างออกไปอย่างทันที นั่นคือ ความทรงจำที่มีระหว่างกันและกัน  “อย่ามองคนที่ภายนอก”นั่นก็คือ การจะตัดสินว่าบุคคลนั้น ๆ เป็นอย่างไร มีความดีหรือเลวอย่างไร สิ่งที่พึงกระทำคือ การทำความรู้จัก การศึกษาจิตใจของบุคคลนั้น ๆ ให้ชัดเจน รู้ถึงแก่นแท้ หรือเรียกง่าย ๆว่า การมองกันที่จิตใจนั่นเอง

ตัวละคร

          ตัวละครหลักในเรื่องนี้คือ ผม และ โทน ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินเรื่อง

          ๑) โทน เป็นตัวละครเอกของเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องราวของโทนถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมองของ “ผม” ตัวละครหลักอีตัวหนึ่งของเรื่องนี้ ซึ่งตัวละคร “โทน” นั้นเป็นตัวละครแบบกลม หรือ ตัวละครหลายลักษณะ นั่นคือ มีนิสัยอย่างคนทั่วไปในชีวิตจริง ที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี ตัวละคร “โทน” มีลักษณะที่กล้าหาญ มีความสามารถรอบด้าน สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มักจะคอยช่วยเหลือและปกป้อง “ผม” เสมอ อีกทั้งยังมีน้ำใจ เอเฟื้อเผื่อแผ่ ลึก ๆ แล้วเป็นคนใจเย็น ซึ่งอาจจะได้ลักษณะความใจเย็นมาจากการที่โทนนั้นอยู่กับคนแก่ นั่นก็คือ ปู่เรือและปู่บึง อีกทั้งยังมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เห็นได้จากการที่โทนคอยหาฟืนไปให้ยายปิ่นเสมอ เพราะยายปิ่นมีพระคุณ ให้โทนเก็บผักผลไม้ในสวนกินได้ตามใจ “โคน” อาจะแสดงลักษณะที่ก้าวร้าวหรือแก่นโลกออกมาเพื่อทดแทนความโดดเดี่ยวอ้างว้างของตนเอง ซึ่งชื่อตัวละคร “โทน” นั้นมาจาก คำว่า ลูกโทน หมายถึง ลูกคนเดียวของพ่อแม่ซึ่งเชื่อมโยงกับลักษณะของโทนที่ไม่มีพี่น้องและอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว

          ๒) ผม เป็นตัวละครแบบกลม หรือ ตัวละครหลายลักษณะ ซึ่งก็คือ ตัวละครที่ปรับเปลี่ยนนิสัย บุคลิกลักษณะ และทัศนคติไปตามประสบการณ์หรือสภาพจิตใจได้เมื่อมีเหตุผลอันสมควร หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า สิ่งแวดล้อมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บุคลิกภาพของตัวละครเปลี่ยนแปรไปซึ่งมีการพัฒนาลักษณะนิสัยของตัวละคร ซึ่งลักษณะของ “ผม” คือ เป็นเด็กผู้ชายที่เรียนเก่ง มีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดี มีพ่อแม่คอยให้ความรักและความอบอุ่นและอบรมสั่งสอน “ผม” จึงมีลักษณะนิสัยที่สุภาพ เรียบร้อย พูดจาไพเราะน่าฟัง เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ดื้อ ไม่ซน เป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญ มักจะอยู่ในกรอบของพ่อแม่ และไม่กล้าออกนอกกรอบที่พ่อแม่ขีดไว้ แต่เมื่อผมได้รู้จักกับโทน ได้สนิทสนมกับโทน “ผม” ก็มีการพัฒนาลักษณะนิสัยบางอย่างคือ มีความกล้าหาญ กล้าออกนอกกรอบที่พ่อแม่ขีดไว้ แต่ก็ไม่ได้สุดโต่งไปทางเกเรหรือดื้อรั้น แต่เพียงกล้าออกไปทำกิจกรรมหรือออกไปเล่นกับโทนและเพื่อน ๆ ในป่าก็เท่านั้น

          จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่า “ผม”และ “โทน” เป็นภาพแทนของเด็กนักเรียนในเมืองและเด็กนักเรียนในชนบทซึ่งเด็กนักเรียนในเมืองนั้นโดดเด่นในด้านวิชาการ เน้นด้านวิชาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นหลัก ซึ่งจะมีความรู้เพียงในแค่ตำราเรียน แตกต่างจากเด็กนักเรียนในชนบทที่ไม่ได้เน้นวิชาการ หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนัก แต่เด็กนักเรียนเหล่านั้นจะมีความรู้นอกตำรา หรือมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าเด็กในเมืองที่ไม่เคยออกจากตำราเรียนเลย

          ตัวละครประกอบอื่น ๆ เช่น ครูลูกจันทร์ ปู่เรือ ปู่บึง เพื่อน ๆ ชาวบ้าน เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เรื่องมีความสนุกและครบรสมากยิ่งขึ้น ช่วยให้การดำเนินเรื่องมีความน่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ เพราะตัวละครไม่ได้ซ้ำซากหรือมีเพียงตัวละครหลักอย่างเดียวในเรื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดสำคัญที่ควรมีในนวนิยาย

ฉากและบรรยากาศ

          “บึงหญ้าใหญ่” เป็นฉากที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เพราะทำให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งฉากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เพราะ ฉากมีความสัมพันธ์กับตัวละคร “โทน” เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขของโทน ทำให้มองเห็นความเป็นโทนมากขึ้น บ้านของโทนนั้นคือบึงหญ้าใหญ่ และเขาก็ใช้ชีวิตและเติบโตอยู่ที่บึงหญ้าใหญ่ ซึ่งฉากแต่ละฉากจะทำให้ผมได้รู้จักโทนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ฉากยังสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง “บึงหญ้าป่าใหญ่”ซึ่งปรากฏการพรรณนาฉากธรรมชาติหรือป่าไว้ในส่วนเริ่มต้นของทุก ๆ ตอนในเรื่องนี้ เช่น “หญ้ากวาดกำลังออกดอก อุตพิดกำลังงามใบ ดอกไมยราบตูม ๆ สีน้ำตาลเหมือนต้นของมัน ดอกบานเท่านั้นที่กลม ๆ ฟู ๆ สีชมพูชูสลอนเปลี่ยนชายป่าท้ายวัดให้เป็นจุด ๆ สูงขึ้นไปบนต้นสักก็กำลังออกดอกขาวนวล ดูเด่นโปร่งตาไปทั้งต้น แยกตัวออกจากหมู่ไม้ที่เคยเขียวทึบกลืนกัน” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๙๕) แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนให้ความสำคัญกับฉากในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งผู้เขียนสามารถบรรยายฉากได้อย่างสมจริง ช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน และช่วยให้ผู้อ่านเพลิดเพลิน เข้าใจและเห็นภาพได้ตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้

          บรรยากาศเป็นสิ่งที่ผู้เขียนบรรยายควบคู่กับฉาก ซึ่งบรรยากาศในเรื่องทำให้อ่านแล้วสนุกมากยิ่งขึ้น ทำให้รู้สึกได้ตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้ เช่น “ฟ้าอึมครึม เมฆครึ้มดำลอยต่ำมาแต่เช้าตรู่ คล้ายจะมีลมฝนอยู่ไกล ๆ ทำให้รู้สึกอึดอัดกระวนกระวายเหมือนเรากำลังรอคอยอะไรสักอย่างที่น่าหวาดหวั่น” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๕๓)

จึงสรุปได้ว่าทั้งฉากและบรรยากาศ มีส่วนช่วยในการเพิ่มอรรถรสในการอ่าน และเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในหนังสือเล่มนี้

บทสนทนา

          บทสนทนาในเรื่อง บึงหญ้าป่าใหญ่ นอกจากจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจบุคลิกลักษณะของตัวละครแล้ว ยังทำให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ทำให้ดำเนินเรื่องไม่น่าเบื่อเพราะไม่ได้มีการบรรยายเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีบทสนทนาและไม่เพียงเท่านั้นบทสนทนายังช่วยคลายปมขัดแย้งในเรื่องด้วย

          บทสนทนาที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจบุคลิกลักษณะของตัวละคร เช่น “แม่จ๋า บ้านเราอยู่ใต้วัดใช่ไหมจ๊ะ” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๑๘) เป็นบทสนทนาที่ตัวละคร “ผม” กล่าวกับแม่ของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “ผม” มีลักษณะนิสัยที่สุภาพ อ่อนน้อม พูดจาไพเราะน่าฟัง แสดงถึงภูมิหลังของผมที่มีพ่อแม่อบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี “มากับฉันซีแก อีกไม่นาน ฉันจะเอาไฟฉายแหวกกลางคืนให้แกดู อย่างที่พวกคนโต ๆ เขามีใช้กัน แกจะต้องไม่พูดไปนะว่าฉันต้องจับปลา เก็บเห็ด ดักนก แล้วตัวอะไร ๆ อีกตั้งเยอะเอาไปให้เถ้าแก่ที่ตลาด ตั้งเป็นปี ๆ นะกว่าจะได้รับกระบอกไฟฉาย แกไม่รู้หรอกว่าฉันต้องจับปลาอีกเท่าไร ต้องตีผึ้งอีกกี่รัง เอาน้ำหวานไปให้เถ้าแก่กว่าจะได้หลอดไฟอีกหัวหนึ่ง แล้วคงไม่เกินปีหรอก ฉันจะได้ถ่าน ทีนี้ละฉันก็จะมีไฟฉาย” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๖๓) เป็นบทสนทนาที่ “โทน” เล่าเรื่องของตนเองให้เพื่อนฟัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โทนเป็นเด็กที่มีจินตนาการ เปรียบเทียบการส่องไฟฉายว่าเป็นการแหวกกลางคืน แสดงให้เห็นว่าโทนเป็นเด็กที่มีความสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าโทนเป็นคนที่มีความพยายามและเป็นคนมีเป้าหมาย

          บทสนทนาที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร เช่น “ทะ...ถ้า...ถ้ารับเดี๋ยวนี้ ครูไม่ตีแน่นะครับ” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๕๐) เป็นบทสนทนาในตอนที่ครูกำลังสืบสวนว่าใครริอ่านเป็นขโมย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กชายหยูดผู้เอ่ยประโยคนี้ออกมากำลังรู้สึกกดดัน ประหม่าและกลัวจะถูกครูลงโทษจนตัวสั่น “โอ้โฮ กีด แกก็มีบ้านที่นี่ด้วยหรือ” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๒๖) แสดงให้เห็นว่าผู้พูดกำลังรู้สึกตกใจ ตื่นตะลึงกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

          อีกทั้งยังมีบทสนทนาอื่น ๆ เช่น “ก็มันจะไม่หลับได้ไง กลางคืนมัวแต่ไปดักหนูดักนกอยู่ริมบึงหญ้าใหญ่ ... บอกลูก ๆ หลาน ๆ ด้วย อย่าไปคบหา เกเรคนเดียวน่ะไม่สู้กระไร นี่มันพาเด็กคนอื่นเกเรไปด้วย” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๖) “สม ดีแล้ว เห็นฤทธิ์มันไหม” (เทพศิริ สุขโสภา, ๒๕๕๕, น. ๒๗) เป็นบทสนทนาของชาวบ้านที่แสดงให้เห็นทัศนคติที่ชาวบ้านมีต่อโทน ซึ่งทำให้เข้าใจได้โดยไม่ต้องบรรยายซ้ำว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ชอบ “โทน”

          นอกจากนี้บทสนทนายังช่วยคลายปมของเรื่องด้วย เช่น “สวนแถวนี้ยายปลูกทั้งนั้น อยากกินอะไรก็เก็บเอาได้เลยนะลูกนะ ถ้ายายยังอยู่ละก็ไม่ต้องกลัวใครว่า ยายยกให้เอ็งคนหนึ่งก็นานแล้วนี้” จากบทสนทนาที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ช่วยคลายปมในใจของผมที่มีอคติ คิดว่าโทนเป็นขโมย ไปขโมยผลไม้และของต่าง ๆ จากสวนของชาวบ้าน แต่ความจริงแล้วโทนได้รับอนุญาตให้เก็บไปแจกจ่ายเด็ก ๆ กินได้

          เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของเรื่องแล้ว จะเห็นได้ว่าวรรณกรรมประเภทนวนิยายเรื่อง บึงหญ้าป่าใหญ่ นอกจากจะครบไปด้วยองค์ประกอบของวรรณกรรมอันจะได้แก่โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง บทสนทนา

ฉากและบรรยากาศแล้ว ก็ยังมีแนวคิดดี ๆ เกี่ยวกับเรื่อง มิตรภาพ เรื่องการมองโลกและชีวิตมนุษย์ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งนอกจากความเป็นเอกภาพของเรื่องแล้ว ในด้านการใช้ภาษานั้น ผู้เขียนก็สามารถใช้ภาษาที่สละสลวย ทำให้อ่านเข้าใจง่าย จึงเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศทุกวัย

คำสำคัญ (Tags): #วรรณกรรมเยาวชน
หมายเลขบันทึก: 689396เขียนเมื่อ 9 มีนาคม 2021 12:50 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มีนาคม 2021 12:50 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี