“เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง” เป็นผลงานจากปลายปากกาของแดนอรัญ แสงทอง หรือชื่อจริงคือ เสน่ห์ สังข์สุข เจ้าของฉายา “ขบถวรรณกรรม” นักเขียนผู้มีผลงานล้ำเลิศแห่งยุค ด้วยว่ามีวิธีการใช้ภาษาที่น่าหลงใหล ถ้อยคำไพเราะก่อให้เกิดความประทับใจ สมารถถ่ายทอดพลังและจินตนาการผ่านภาษาได้
เสน่ห์ สังข์สุขมีชื่อเสียงในวงวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศ ปีพ.ศ.2553 ได้รับรางวัล ศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี พ.ศ. 2557 จากผลงานรวมเรื่องสั้นเรื่องชุด “อสรพิษและเรื่องอื่น ๆ” นอกจากนี้ผลงานนวนิยายเรื่อง “เงาสีขาว” ทำให้เขาได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์ศิลปศาสตร์และอักษรศาสตร์ชั้นอัศวิน (Chevalier del'Ordre des Arts et des Lettres) จากกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลนี้พร้อมกับ บ็อบ ดีแลน นักร้อง นักดนตรีที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน โดยถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้
นวนิยายเรื่องเดียวดายใต้ฟ้าคลั่งเคยได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการรอบคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนให้เข้ารอบ Longlist รางวัลซีไรต์ ประจำปีพุทธศักราช 2555 ทั้งยังได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษอีกด้วย
เดียวดายใต้ฟ้าคลั่งนับเป็นผลงานศิลปะเชิง “โลกุตรศิลป์” คือ ศิลปะเพื่อการหลุดพ้นจากโลก คือหลุดพ้นไปจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เล่มที่ 2 ในชุดวิมุตติคีตาของผู้เขียน เนื้อเรื่องเป็นการนำประวัติพระกีสาโคตรมีเถรีมาเล่าใหม่ด้วยชั้นเชิงทางภาษาและการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน โดยอิงจากหลักฐานที่มีกล่าวถึงเรื่องราวของพระกีสาโคตรมีเถรีคือพระไตรปิฎก เล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 25 ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 2
โดยเนื้อหาของนวนิยายเรื่องเดียวดายใต้ฟ้าคลั่งกล่าวถึงเรื่องราวชีวิตของพระกีสาโคตมีเถรี นับแต่ยังไม่ได้บรรพชา เดิมท่านมีชื่อว่ากีสาโคตมีเป็นหญิงที่เกิดในครอบครัววรรณะแพศย์ ต่อมาได้แต่งงานกับ “ไพที” หนุ่มเจ้าของคณะละคร ทายาทของครอบครัววรรณะพราหมณ์ฐานะร่ำรวยแห่งแคว้นโกศล ด้วยวรรณะที่แตกต่างและวัฒนธรรมของอินเดีย สถานะของนางกีสาโคตรมีจึงไม่แตกต่างไปจากนางทาส กระทั่งเมื่อนางตั้งครรภ์นางจึงได้รับการเอาใจใส่บำรุงบำเรอให้สะดวกสบายจากครอบครัวสามีและสามีของนาง และยิ่งเมื่อนางคลอดลูกชายคือ “เวฬุ” สถานะภรรยาทาสของนางก็สิ้นสุดลงตามวัฒนธรรมอินเดีย กลายเป็นภรรยาที่ถูกยกไว้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของสามี
ด้วยอุบัติเหตุแห่งชีวิตเวฬุซึ่งอยู่ในวัยซุกซนถูกงูกัดอาการสาหัส จนแพทย์ประจำตระกูลของไพทีไม่อาจเยียวยารักษาได้ กีสาโคตรมีไม่อาจยอมรับความจริงได้ว่าลูกของนางไม่มีทางรอดชีวิต อาการของนางจึงคล้ายคนเสียสติ วิ่งกระเซอะกระเซิงออกจากบ้านตามหาผู้ที่จะสามารถช่วยชีวิตลูกของนางได้ แต่ผู้ที่นางไปขอความช่วยเหลือต่างลงความเห็นว่าลูกของนางตายแล้วไม่อาจทำให้กลับฟื้นมามีชีวิตได้ดังเดิม กระทั่งนางได้มาเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบอกโอสถที่จะช่วยชีวิตลูกของนางได้ ซึ่งโอสถนั้นจะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ผักกาดในการปรุง นางจะต้องไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาให้พระองค์ แต่มีข้อแม้ว่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องมาจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย นางออกค้นหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจนทั่วทุกหมู่บ้านในกรุงสาวัตถี แต่ทุกบ้านที่มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดล้วนเคยมีคนตายทั้งสิ้น ท้ายที่สุดนางจึงฉุกคิดได้ว่าความตายเป็นของธรรมดา และได้ตัดสินใจออกบรรพชาเป็นภิกษุณี บรรลุอรหัตผลไม่กลับมาเกิดอีกในภพสาม
เนื้อเรื่องทั้งหมดหากจะเปรียบเป็นอวัยวะในร่างกายก็คงจะเป็นส่วนเนื้อหนังมังสา ดังนั้นสิ่งที่เปรียบเสมือนโครงกระดูกให้เนื้อหนังยึดโยงคือโครงเรื่อง โดยโครงเรื่องของเรื่องนี้แสดงให้เห็นชีวิตของหญิงที่เกิดในตระกูลชนชั้นรากหญ้า ต่อมาเมื่อเจริญวัยจึงแต่งงานเข้าตระกูลสามีที่มั่งคั่งและสูงส่ง นางตกอยู่ในฐานะภรรยาทาสกระทั่งนางคลอดลูกชาย ฐานะอันต่ำต้อยของนางจึงกลับกลายเป็นสูงส่ง มีชีวิตที่สุขสบาย ในฐานะภรรยาเอก แต่ทว่าความหวานชื่นในชีวิตของนางกลับเปลี่ยนเป็นรสขมขื่นเมื่อลูกของนางเสียชีวิตอย่างกระทันหัน นางเที่ยวหาผู้ที่จะช่วยชีวิตบุตรของนางด้วยจิตอันทุกข์ระทม และยังไม่ยอมรับความจริงว่าลูกของนางยังตายแล้ว แต่ก็หามีผู้ใดช่วยได้ไม่ กระทั่งนางได้พบผู้เพียบด้วยปัญญาเตือนสติด้วยกุศโลบายว่าลูกของนางตายแล้ว นางจึงระงับความโศกเศร้าลงได้
เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าโดยตัวละครภายในเรื่องคือพระกีสาโคตรมีเถรี ซึ่งเป็นการเล่าประวัติชีวิตของตนให้บรรดาศิษยานุศิษย์ฟัง ทำให้ผู้อ่านคล้ายกำลังร่วมอยู่ในวงสนทนานั้นด้วย โดยผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยการบอกสถานที่ที่พระกีสาโคตรมีเถรีเล่าประวัติชีวิตในเพศฆราวาส (ตั้งแต่เป็นนางกีสา) กระทั่งเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์คือ เชตวันมหาวิหาร เมืองสวัตถี แคว้นโกศล ชมพูทวีป ซึ่งสถานที่ทั้งหมดล้วนปรากฏมีอยู่จริงในปัจจุบัน และบอกเวลาที่เล่าพระกีสาโคตรมีเถรีเล่าเรื่องคือ รัชสมัยพระเจ้าปเสนทิ หรือประเสนทิโกศลในยุคพุทธกาล ซึ่งหมายความว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดในห้วงเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่
จากนั้นผู้เขียนจึงขยายภาพสถานที่ที่พระกีสาโคตรมีเถรีเล่าเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพฉากและบรรยากาศชัดเจนด้วยการพรรณนาเชตวันมหาวิหาร และกุฎีของพระกีสาโคตรมีเถรี ในคืนที่พระกีสาโคตมีเถรีมีอาการเพียบหนักด้วยอาพาธอันมีเวทนากล้า ซึ่งทั้งหมดเป็นการนำเสนอฉากหลักที่เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้น อันเป็นการทำความเข้าใจเบื้องต้นกับผู้อ่านเกี่ยวกับสถานที่และเวลาของเรื่อง และยังช่วยให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพเห็นอดีตอันใกล้โพ้นเมื่อเกือบ 2,600 ปีที่แล้วจากการพรรณนาฉากของผู้เขียน และจึงดำเนินเรื่องโดยการเล่าย้อนถึงเรื่องราวความเป็นไปชีวิตในเพศฆราวาสของพระกีสาโคตมีเถรี นับแต่แต่งงานกับนายไพทีและอยู่ในฐานะภรรยาทาส กระทั่งฐานะภรรยาทาสสิ้นสุดลงเมื่อคลอดลูกชาย
โดยลูกชายของนางนี่เองคือผู้ที่ทำให้เกิดปมความขัดแย้งหลักของเรื่อง นับแต่เขาถูกงูกัดและมีทีท่าว่าจะต้องตาย ซึ่งก็คือปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ กล่าวคือนางกีสาพยายามต่อสู้ผัดเพี้ยนกับพญามัจจุราชที่กำลังจะฉุดคร่าเอาชีวิตลูกของนางไป ซึ่งในความเป็นจริงตามธรรมชาติไม่มีใครสามารถจะต่อรองหรือห้ามไม่ให้ใครตายได้ เพราะความตายเป็นของประจำโลก อยู่คู่กับโลกและสิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่งเสมือนเงาตามตัว
นอกจากนี้ภายในเรื่องยังมีปมความขัดแย้งอื่น ๆ อีก เช่น ปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือ ในระหว่างทางที่นางออกเสาะแสวงหาผู้ที่จะช่วยชีวิตลูกของนาง นางได้ปะทะคารมกับบุคคลมากมาย ทั้งผู้ที่นางได้ไปขอความช่วยเหลือ เช่น คุรุเวชแพทย์ ตาพรานเฒ่า นักพรต ด้วยว่าบุคคลเหล่านี้ไม่สามารถช่วยเหลือนางได้ รวมถึงชาวบ้านที่ถูกครอบครัวนายไพทีเอารัดเอาเปรียบ โดยชาวบ้านได้รุมกลั่นแกล้งนาง เพราะโกรธเกลียดครอบครัวนายไพที ปมความขัดแย้งทั้งหมดมาถึงจุดสุดยอด เมื่อนางกีสาออกเสาะหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากครอบครัวที่ไม่เคยมีคนตายเพื่อนำมาปรุงโอสถแก้พิษงูตามพระดำรัสของพระพุทธองค์จนทั่วกรุงสาวัตถี ซึ่งนางถือว่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย และนางก็พบว่าไม่มีครอบครัวใดไม่เคยมีคนตาย นางจึงเกิดสำนึกรู้ว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาและยอมรับว่าบัดนี้ลูกของนางได้จากนางไปแล้ว จากนั้นผู้เขียนจึงปิดเรื่องด้วยบทสนทนาของพระกีสาโคตมีเถรีที่สนทนากับบรรดาภิกษุณี และนางสิกขมานาที่เฝ้าคอยปรนนิบัติ หลังจากที่เล่าเรื่องราวของตนจบลง ด้วยถ้อยคำและท่วงท่าอันอาจหาญกอปรด้วยสติสัมปชัญญะไม่ครั่นคร้ามต่อมัจจุมาร
เมื่ออ่านจนจบจะทำให้ทราบว่าแก่นเรื่องหลักหาใช่ความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีต่อลูก ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตของลูกไว้ไม่ แต่แท้ที่จริงแก่นเรื่องหลักที่ผู้เขียนพยายามจะนำเสนอคือเรื่องเนื้อแท้ของมนุษย์ที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อการรักษาสถานะที่ตนมีความสุข มีลาภ ซึ่งนับเป็นความแยบยลของผู้เขียนในการอำพรางแก่นเรื่องหลักโดยเครื่องมือที่ท้าทายชุดความคิดเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูก ผู้อ่านจะต้องวางชุดความคิดดังกล่าวลงชั่วคราวจึงจะเห็นการเปลือยแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ที่รักตัวเองเหนือสิ่งอื่นใดที่ผู้เขียนสำแดงให้เห็น
อย่างไรก็ตามเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูกก็ยังคงเป็นแก่นเรื่องรองของนวนิยายเรื่องนี้ เพราะตามสถานการณ์ภายในเรื่องใช่ว่านางกีสาจะวิปลาสไปเพียงเพราะความกลัวที่จะต้องตกเป็นภรรยาทาสอีกครั้ง แต่นางก็ยังคงมีความรักต่อบุตร ไม่ปรารถนาความพลัดพรากตามวิสัยสามัญของ “ความเป็นแม่”
ตัวละครเอกภายในเรื่องคือนางกีสาหรือพระกีสาโคตรมี นับว่าเป็นตัวละครที่แสดงถึงลักษณะความกลมของตัวละครอย่างเด่นชัด กล่าวคือมีความสมจริงตามลักษณะของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่เมื่อต้องประสบกับความพลัดพรากก็ต้องโศกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา และมีทัศนคติผันแปรไปตามสถานการณ์โดยสะท้อนให้เห็นผ่านพฤติกรรมการแสดงออก กล่าวคือจากเบื้องแรกที่ไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงได้ว่าลูกของตนจากโลกนี้ไปแล้ว ต่อเมื่อได้ฉุกคิดจากพระกุศโลบายที่พระบรมศาสดาประทานให้ จึงทำให้ให้สงบและยอมรับความเป็นจริงได้ ตัวละครประกอบอื่น ๆ ทั้งที่ผู้เขียนสร้างขึ้นอย่าง ไพที เวฬุ และที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างพระปฏาจาราเถรี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนมีส่วนเกี่ยวพันโดยตรงกับนางกีสาและทำให้ชีวิตของนางกีสาหักเหมาสู่ชีวิตในเพศบรรพชิต
บทสนทนาภายในเรื่องโดยส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องหมายอัญประกาศกำกับไว้ชัดเจน หรือแยกออกมาจากส่วนที่ผู้เขียนบรรยายเรื่อง หากแต่ผสมกลมกลืนอยู่กับส่วนที่ผู้เขียนบรรยายเรื่อง ส่งผลให้แต่ละย่อหน้ามีขนาดยาว ซึ่งถือเป็นกลวิธีการอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้เขียนที่ต้องการให้ผู้อ่านมีอารมณ์ดื่มด่ำกับเหตุการณ์ภายในเรื่องโดยไม่สะดุด นอกจากนี้ภายในเรื่องยังมีการสอดแทรกคำอธิบายตามหลักพุทธธรรมถึงเหตุที่นางกีสาโศกเศร้าคล้ายคนเสียสติ ในบทสนทนาระหว่างพระปฏาจราเถรีกับนางกีสา
“...การได้พบกับสิ่งที่ไม่น่ารักใคร่ น่าพอใจ ก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่น่ารักใคร่ น่าพอใจก็เป็นทุกข์...” (หน้า 26)
และบทสนทนาที่ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญที่สุดภายในเรื่องคือบทสนทนาระหว่างพระพุทธองค์และนางกีสา เนื่องจากเป็นบทสนทนาที่นำไปสู่การคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด โดยพระพุทธองค์ได้ประทานพระธรรมเทศนาแก่นางกีสาว่าความตายนั้นเป็นของธรรมดาประจำโลก แต่มิได้แสดงตรง ๆ ทว่าทรงแสดงพระธรรมเทศนาในลักษณะที่เรียกว่า “กึ่งสำเร็จรูป” กล่าวคือเป็นพระธรรมเทศนาที่ผู้รับฟังจะต้องนำไปปฏิบัติก่อนจึงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และทำให้ผู้รับฟังเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากได้ลงมือทำจริงไม่ใช่ฟังอย่างดายไป
“...ตถาคตรู้วิธีประกอบโอสถชำระพิษงู แต่โอสถนั้นต้องประกอบไปด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากหมู่บ้านที่ไม่เคยมีตนตาย เธอจงไปแสวงหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่ว่านั้นมาให้ตถาคตให้ได้เสียก่อน...” (หน้า 100-101)
ฉากที่เป็นสถานที่ที่ผู้เขียนใช้ในเรื่องคือเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล และฉากที่เป็นห้วงเวลาที่เรื่องราวเกิดขึ้นคือรัชสมัยพระราชาพระนามว่าปเสนทิ แห่งแคว้นโกศล ซึ่งเป็นสถานที่และเหตุการณ์ล้วนปรากฏมีอยู่จริงตามเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น พระไตรปิฎก แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาก็ล่วงพ้นมาแล้วกว่า 2,600 ปีการที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพสังคม วิถีความเป็นอยู่ ตลอดจนธรรมชาติในยุคนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากพอสมควร แต่ผู้เขียนก็สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพตามด้วยกลวิธีการบรรยายและพรรณนาด้วยสำนวนภาษาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จากข้อมูลที่ผู้เขียนได้ศึกษามาอย่างดีจากคัมภีร์ต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นร่วมยุคสมัยนั้น
นอกจากนี้ผู้เขียนยังใช้ทุ่งแห่ง “ตาลวันนาปเทโส” (แปลว่า ถิ่นอันมากไปด้วยต้นตาล) ซึ่งก็คือทุ่งที่เต็มไปด้วยต้นตาลของจังหวัดเพชรบุรี เป็นฉากหลังแห่งการเร่ร่อนเซซังของนางกีสา ซึ่งถือว่าเป็นฉากที่ใช้ในการดำเนินเรื่องยาวนานที่สุด เพื่อทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการตามได้ง่ายเนื่องจากเป็นลักษณะสภาพทางภูมิศาสตร์ในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉากขาดความสมจริงแต่ประการใด
ผู้เขียนสร้างบรรยากาศในเรื่องให้มีความผันแปรไปตามอารมณ์ของนางกีสา ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือช่วงที่นางกีสามีอาการสติวิปลาสไปจากความกลัวที่จะสูญเสียลูก ผู้เขียนได้สร้างบรรยากาศให้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอบอ้าวในช่วงแรกที่นางออกจากบ้านให้เข้ากับสภาวะอารมณ์ของนางกีสาที่ยังไม่สูญเสียสติสมประดี มีเพียงความขึ้งโกรธ และเสียใจ แต่เมื่อสภาวะอารมณ์ผันแปรไปเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเกรงกลัวว่าตนจะต้องกลับไปเป็นภรรยาทาสอีก ผู้เขียนจึงสร้างบรรยากาศให้นางต้องประสบกับพายุฝนอันร้ายกาจ สภาวะแวดล้อมมีลักษณะมืดครึ้ม เย็นเยือก ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเดินทางพาบุตรไปรักษา และท้ายที่สุดเมื่อนางกีสาได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ผู้เขียนก็ได้ใช้บรรยากาศที่สงบเยือกเย็นแห่งเชตวันมหาวิหารและความสว่างไสวแห่งธรรมสภาที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ท่ามหมู่ภิกษุและภิกษุณี เพื่อขับเน้นให้เห็นถึงอารมณ์ของนางกีสาที่เริ่มจะสงบลง
จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ปรากฏในเรื่องคงจะสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้อ่านโดยทั่วไปไม่มากก็น้อย ด้วยว่าเกิดอารมณ์ร่วมกับนางกีสาที่ต้องสูญเสียบุตรชายและซาบซึ้งกับความรักระหว่างสองแม่ลูก แต่อย่างไรก็ตามหากใคร่ครวญให้ดีจะเห็นว่าพฤติการณ์ของนางกีสาที่น่าเวทนาโดยตลอดทั้งเรื่องนั้น เป็นนาฏกรรมที่เปลือยให้เห็นธาตุแท้ของความเป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างชัดเจน กล่าวคือเป็นการแสดงให้เห็นตัวตนของมนุษย์ในด้านมืดในตัวนางกีสาที่มุ่งรักษาความสุขและสถานะอันน่าพอใจของตนไว้อย่างแน่นเหนียว ดังที่กล่าวไว้แล้วในส่วนแก่นเรื่อง โดย “เครื่องมือ” ที่ยึดเหนี่ยวความสุขและสถานะอันน่าพอใจนั้นก็คือลูก ทรรศนะเช่นนี้อาจมีลักษณะที่รุนแรงไปบ้าง หากมองในมุมที่ว่านางกีสาเป็น “แม่คน” แต่ถ้าหากมองว่านางกีสาก็เป็น “มนุษย์ปุถุชน” (คือคนสามัญทั่วไป) คนหนึ่งจะเห็นว่าทรรศนะดังกล่าวไม่ได้รุนแรงไปเลย ขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิที่มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถกระทำได้
การประเมินเรื่องราวตามทรรศนะนี้ข้าพเจ้าหาได้ทำไปโดยปราศจากหลักฐาน หากแต่มีหลักฐานประจักษ์พยานที่ปรากฏอยู่ในตัวบทอย่างชัดเจนว่านางกีสารักตัวกลัวทุกข์ ดังเช่นเบื้องแรกที่นางวิ่งออกจากบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วมีหญิงผู้หนึ่งกล่าวกับนางว่า
“...แม่กีสา เธอต้องยอมรับความจริงว่าลูกชายของเธอกำลังจะตาย และเธอจะต้องกลับไปเป็นนางทาสเหมือนเดิม จนกว่าเธอจะมีลูกชายคนใหม่...” (หน้า 42)
หลังจากคำพูดดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อจิตใจของนางกีสา แม้ว่าผู้เขียนไม่ได้บอกตรง ๆ แต่ทว่ารับรู้ได้ผ่านพฤติกรรมที่แสดงออกว่านางเกิดความสะเทือนใจอย่างมากจากคำพูดดังกล่าว กระทั่งมีอาการขาดสติ หากจะกล่าวว่าเป็นเพราะนางเสียใจเพราะกลัวสูญเสียลูกก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้อาการของนางคือร้องไห้ฟูมฟาย และโกรธเคืองตาเฒ่าคุรุเวช แต่พอได้ฟังคำกล่าวข้างต้นนางก็มีอาการคล้ายคนไม่รู้สึกตัว จึงอาจตีความได้ว่าห้วงความคิดของนางกำลังถูกความหวาดหวั่นว่าจะต้องประสบกับความทุกข์ที่ต้องกลับกลายไปเป็นภรรยาทาสเช่นเดิมครอบงำ จนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดังปรากฏว่า
“ดิฉันถลันโครมลงไปในคลอง เปียกปอนมะลอกละแลก รองเท้าแตะดิฉันหาย น้ำมากไหลแรง ดิฉันแทบจะจมน้ำตาย”(หน้า 43)
และหลังจากนั้นสภาะอารมณ์ที่เลื่อนลอยในลักษณะดังกล่าวก็ครอบงำจิตใจของนางไปจนตลอดทั้งเรื่อง อาจมีอารมณ์อื่นจรเข้ามาบ้าง เช่น โกรธ หรือกลัวภัย แต่ก็เป็นไปในลักษณะชั่วคราว ในทางพระพุทธศาสนายังมีเหตุผลที่สามารถยกมาสนับสนุนทรรศนะของข้าพเจ้าได้อีกด้วย ในแง่ที่ว่านางกีสายังเป็น มนุษย์ปุถุชน หมายถึง คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส, คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคล หรือพระอริยะ ดังนั้นเมื่อเป็นผู้ที่ยังหนาแน่นไปด้วยกิเลสก็ย่อมเป็นของธรรมดาที่จะยังมีความกลัวว่าตนจะต้องประสบความทุกข์ยากในการที่ตนจะต้องกลับไปเป็นภรรยาทาส ทำงานหนักหาความสุขสบายไม่ได้ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
“นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ” แปลว่า ความรักอื่น เสมอด้วยตน ไม่มี (สํ.ส. 15/9)
และยังสามารถยกหลักการทางจิตวิทยามาสนับสนุนได้อีกว่า พฤติการณ์หรือนาฏกรรมของนางกีสาโดยตลอดทั้งเรื่องนั้นเป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดหรือปกป้องตนเองจากสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นภัย นำมาซึ่งความทุกข์ยากลำบากกาย-ใจ ในที่นี้คือการกลับไปสู่ฐานะภรรยาทาสตามเดิม ซึ่งนางรู้ดีว่ามีความทุกข์ยากขมขื่นเพียงใด เพราะนางก็เคยได้ประสบมาแล้ว
ข้าพเจ้าคิดว่าหากผู้อ่านไม่พิจารณาไตร่ตรองโดยละเอียดเสียแล้ว อาจจะไม่เห็นนาฏกรรมการเปลือยธาตุแท้ของความเป็นปุถุชนที่ผู้เขียนพยายามแสดงให้เห็นก็เป็นได้ ซึ่งนับว่าเป็นความแยบคายของผู้เขียน ทำให้ผลงานเรื่องนี้ไม่ไร้ค่าในแง่ที่ “มองปราดเดียวก็รู้ไส้รู้พุง” หากแต่ทำให้ผู้เขียนได้ขบคิด ใช้พลังทางปัญญาอย่างหนักหน่วงเพื่อจะวิ่งให้ทันความคิดของผู้เขียน ถือว่าเป็นงานเขียนที่ดีเสมือนหินลับปัญญาให้แววไว
สิ่งที่โดดเด่นในนวนิยายชิ้นนี้คือความแพรวพราวในการใช้ถ้อยคำในการดำเนินเรื่องที่มีความไพเราะสละสลวย และการพรรณนาที่ก่อให้เกิดจินตภาพอย่างชัดเจน และสิ่งที่เพิ่มความสมจริงให้แก่เรื่องราว ไม่กลายเป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์อันเชื่อได้ยากคือ การเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของนางกีสาที่มีลักษณะสามัญธรรมดาที่สุด ปราศจากอิทธิปาฏิหาริย์ นับว่าเป็นการนำเรื่องเก่ามาปัดฝุ่นและแต่งสีฉวีวรรณได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้สอดแทรกข้อคิดคติธรรมในทางพระพุทธศาสนาในเรื่องการคลายความยึดมั่นถือมั่น เพื่อไม่ให้จิตใจเป็นทุกข์ และสัจธรรมประจำโลกคือความตาย ที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถเลี่ยงพ้นได้ กล่าวได้ว่านวนิยายเรื่อง “เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง” มีความสมบูรณ์แบบทั้งในแง่ความสมจริง ความเป็นเอกภาพและสัมพันธภาพ ตลอดจนมีข้อคิดเตือนใจผู้อ่านอีกด้วย
อ้างอิง
แดนอรัญ แสงทอง. (2555). เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สามัญชน.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : เอส อาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลัย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.