หลายท่านเมื่อได้อ่านเสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน หรือแม้แต่ได้ฟังเรื่องราวผ่านหูก็อาจชวนให้สงสัยได้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะฉากภายในเรื่องล้วนมีอยู่จริงทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อให้ชวนสงสัยว่าเป็นแต่เพียงเรื่องราวที่ถูกผูกขึ้น จึงทำให้เกิดแนวคิดที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้น แต่ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งนั้นคือ ถ้าเป็นเรื่องจริงจะมีบทบาทอย่างไรต่อสังคมสมัยอยุธยา และเช่นกันถ้าเป็นเรื่องแต่งจะมีบทบาทอย่างไรต่อสังคมสมัยอยุธยา             

ถ้าหากมองว่าเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผนเป็นเพียงเรื่องเล่าในลักษณะตำนานมิใช่เรื่องจริง สถานที่และบางเหตุการณ์กวีได้ผูกขึ้นมาเพื่อให้มีความสมจริง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนก็จะกลายเป็นวรรณกรรมที่ใช้เป็นสื่อกลางในการปลูกจิตสำนึกเรื่องชาตินิยมให้แก่คนในสังคมที่คนทั่วไปในสมัยนั้นเข้าถึงได้ง่ายไม่ถูกจำกัดกรอบ มีผลต่อความคิดของคนในสังคมโดยที่คนในสังคมไม่รู้สึกตัว ด้วยว่าเสภานั้นสามารถเล่นกันได้ทั่วไปทุกชนชั้น โดยการให้คนในสังคมยึดเอาพลายแก้วเป็นตัวอย่างของบุคคลที่มีความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อให้“อยุธยาไม่สิ้นคนดี” อาสาสมเด็จพระพันวษาไปรบกับเชียงใหม่ในขณะที่ขุนนางคนอื่นไม่กล้า                        

ในขณะเดียวกันยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยปลุกใจเหล่าทหารในยามสงครามให้ฮึกเหิมห้าวหาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับเชียงใหม่ ไม่เกรงภยันตรายใด ๆ ด้วยการสร้างมโนภาพความอ่อนแอของกองทัพและเหล่าทหารของเชียงใหม่ เนื่องด้วยอยุธยาและเชียงใหม่มักมีความสัมพันธ์กันในลักษณะรัฐคู่สงคราม ต้องรบกันอยู่เนือง ๆ นับแต่รัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ในพ.ศ. 1933 เรื่อยมาจนสงครามครั้งสุดท้ายคือรัชสมัยพระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (สมเด็จพระเจ้าตากสิน) แห่งกรุงธนบุรี พ.ศ. 2317  (ศรีนิล น้อยบุญแนว, 2551) ดังปรากฏในตอนที่พลายแก้วเข้าประจัญหน้ากับแสนบาดาลทหารของเชียงใหม่ว่า

                        

พลายแก้วแววไวใจกล้า                   รีบเร่งอาชากระทืบส่ง                                  

มือถือดาบประทานผลาญณรงค์         ตรงใส่สันบาดาลที่นำกอง                                 

ฟันฉับลาวรับด้วยปลายทวน             แทงสวนหลบได้ด้วยไวว่อง               

ลาวไพล่พลาดถลานัยน์ตาพอง         ร้องหมาซี้แม่แร่เข้ามา                        

พลายแก้วฟาดฟันสนั่นฉับ                คอพับตะพายแล่งตลอดบ่า                        

ฟ้าลั่นแลเห็นเข่นอาชา                    ตรงเข้าฟันพระยากำแพงเพชร                      

ฉับเปล่าไม่เข้าพลัดตกม้า                พลายแก้ววางร่ามาระเห็จ                              

ฟันถูกฟ้าลั่นหันขี้เล็ด                      หัวเด็ดตกม้าลงมาดิน                              

ไพร่เห็นนายตายก็แตกหนี               ไทยไล่ตามตีเตลิดสิ้น                                       

บ้างป่วยเจ็บไปเลือดไหลริน             บางล้มดิ้นตายยับไม่นับตัว                                            

ทัพไทยไล่ลามตามพิฆาต                ลาวหนีเกลื่อนกลาดไม่เห็นหัว                

ปล่อยช้างม้าอาวุธด้วยความกลัว       ครอบครัวทิ้งขว้างตามทางไป                                                                             

(ตอนที่ 9 พลายแก้วยกทัพ)

และเป็นการชี้ให้เห็นชะตากรรมเจ้าเมืองประเทศราชที่อยู่ใต้อาณัติของอยุธยาที่คิดแข็งขืนไม่ยอมอ่อนน้อมต่ออยุธยาต้องถูกหมิ่นเกียรติยศ ทำลายขัตติยมานะจนหมดสิ้น ดังในตอนที่ขุนแผนและพลายงามจับพระเจ้าเชียงใหม่ว่า

                                                                                                                   

ครานั้นเจ้าเชียงใหม่ครั้นได้ฟัง           อุระดังเพลิงไหม้ประลัยผลาญ                     

สุดฤทธิที่จะคิดประจัญบาน               ด้วยทหารกรุงไทยอยู่ใกล้ตน                                      

จะต่อตีก็ไม่มีอาวุธสู้                        เป็นสุดรู้สุดฤทธิติดขัดสน                                              

จะผุดลุกหนีไปก็ไม่พ้น                    ให้อั้นอ้นจนจิตคิดเสียใจ                                 

กลัวตายคลายมานะละทิฐิ                ดำริแล้วดำรัสตรัสปราศรัย              

นี่แน่ะท่านสองทหารอันชาญชัย        ข้อยก็ได้พลั้งจิตผิดเสียแล้ว                                                              

(ตอนที่ 30 ขุนแผนพลายงามจับพระเจ้าเชียงใหม่)

ซึ่งท้ายที่สุดต้องถูกจับเป็นเชลย แม้จะได้กลับไปครองเชียงใหม่ดังเดิม แต่ก็ต้องดำรงพระสถานะเป็นเพียงเจ้าประเทศราช พระราชบุตรีต้องตกเป็นบำเหน็จรางวัลแก่พลายงาม และชาวเมืองต้องถูกกวาดต้องลงมาอยุธยาและยังมีข้อที่น่าพิจารณาอยู่ประการหนึ่งคือ ตัวละครหญิงฝ่ายเชียงใหม่โดยส่วนใหญ่ที่กวีได้ผูกขึ้นมานั้นมีลักษณะอยู่สองประการคือ มีลักษณะเป็นตัวละครฝ่ายปฏิปักษ์ เช่น นางลาวทอง นางสร้อยฟ้า นางไหม(พี่เลี้ยงนางสร้อยฟ้า) และลักษณะที่ถูก “ลดค่า” ให้ด้อยกว่าตัวละครหญิงฝ่ายอยุธยา เช่น นางลาวทองที่ต้องตกเป็นอนุภรรยาของขุนแผน และนางสร้อยฟ้าที่แม้จะทรงเป็นพระราชบุตรีของพระเจ้าเชียงอินทร์เจ้าเมืองเชียงใหม่ที่ต้องตกเป็นอนุภรรยาชายสามัญชนอย่างพลายงาม                                                            

ถ้าหากยึดตามข้อสันนิษฐานที่ว่าเรื่องราวที่ปรากฏในเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งอาณาจักรอยุธยา  ทรงครองราชย์อยู่ในระหว่าง พ.ศ. 2034 – 2072 ด้วยการจับเค้าเงื่อนที่ว่าสถานที่ต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่องมีอยู่จริงและจากคำให้การชาวกรุงเก่าที่ว่าสมเด็จพระพันวษาเป็นพระราชบิดาของพระบรมกุมาร ต่อมากล่าวว่า พระบรมกุมารเมื่อได้เสวยราชสมบัติ มีมเหสีชื่อศรีสุดาจันทร์ แลนางนี้เมื่อพระราชสามีสวรรคตแล้ว ชิงราชสมบัติให้แก่ชู้ เทียบกับพระราชพงศาวดาร พระบรมกุมารก็คือสมเด็จพระไชยราชาธิราช สมเด็จพระพันวษานั้นก็คือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และการจดบันทึกศักราชมีการตกหล่นไปจาก“ร้อยสี่สิบเจ็ดปี” เป็น“แปดร้อยสี่สิบเจ็ดปี” และในระหว่างนั้นอาณาจักรอยุธยากมีก็มีการทำสงครามกับเชียงใหม่ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของอาณาจักล้านนา 2 ครั้ง แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยอาจผิดแผกไปจากในเนื้อเรื่องในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนบ้าง กล่าวคือในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พระเมืองแก้ว กษัตริย์เมืองเชียงใหม่แห่งอาณาจักรล้านนา ยกทัพมาตีกรุงสุโขทัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้ทรงออกทัพขึ้นไปป้องกันทางเหนือ จนกองทัพเชียงใหม่แตกกลับไป พระองค์ได้ทรงยกกองทัพขึ้นไปตีล้านนาอีกหน คราวนี้ทรงตีเมืองลำปางได้        

จากการรบทั้งสองครั้งล้วนเป็นฝ่ายอยุธยาที่มีชัยชนะเหนือเชียงใหม่ทั้งสิ้น เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผนจึงกลายเป็นพื้นที่ถูกใช้ในการประกาศชัยชนะของอำนาจอยุธยาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แสดงถึงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของอาณาจักร ดังเช่นวรรณกรรมวรรณคดีไทยหลายเรื่องทั้ง หลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่กล่างถึงสงครามยุทธหัตถีระหว่างพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มีชัยเหนือขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ลิลิตตะเลงพ่าย ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเป็นบทสดุดีเฉลิมพระเกียรติวีรกรรมของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ซึ่งทรงทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2135 (หอสมุดวชิรญาณ, ม.ป.ป.) และลิลิตยวนพ่ายซึ่งเป็นเรื่องพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครั้งเมื่อพระเจ้าติโลกราชเมืองเชียงใหม่ลงมาชิงหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทรงพยายามทำสงครามจนมีชัยชนะเอาหัวเมืองเหล่านั้นคืนมาได้ (หอสมุดวชิรญาณ, ม.ป.ป.)  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังสามารถทำหน้าที่ในแง่ของการปลูกฝังแนวคิดเรื่องชาตินิยมให้แก่คนในสังคมสมัยอยุธยา เป็นเครื่องมือที่ช่วยปลุกใจเหล่าทหารของอยุธยาในยามสงครามให้ฮึกเหิมห้าวหาญ และ “ขู่” เจ้าเมืองอื่น ๆไม่ให้คิดแข็งข้อต่อกรกับอยุธยาได้เช่นเดียวกัน

อ้างอิง

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา.  (2544).  เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน. (พิมพ์ครั้งที่       8).  กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร.                                                                                          

ศรีนิล น้อยบุญแนว.  (2551).  พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี : แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 (สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช) ฉบับหมอบรัดเล. (พิมพ์ครั้งที่ 3) กรุงเทพฯ : โฆษิต.                                                

ศิลปาบรรณาคาร. (2544).  เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน. (พิมพ์ครั้งที่ 8) กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร.  

หอสมุดวชิรญาณ.  (ม.ป.ป.).  ลิลิตตะเลงพ่าย. ค้นเมื่อ 20 กันยายน 2562. จาก https://bit.ly/2T2xfE5.  

_______.  (ม.ป.ป.).  ลิลิตยวนพ่าย. ค้นเมื่อ 20 กันยายน 2562. จาก https://bit.ly/