รวมเรื่องสั้น “ไร้สัญชาติ” และตัวละครอื่น ๆ ตอนความฝันสามเดือนกับสิบเจ็ดวัน ผลงานการเขียนของบัญชา อ่อนดี รวมเรื่องสั้นที่ ผ่านรอบคัดเลือก Short List รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ.2563 และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ จากเวทีเซเว่น บุ๊คอวอร์ด“ความฝันสามเดือนกับสิบเจ็ดวัน” หนึ่งในรวมเรื่องสั้นจากหนังสือไร้สัญชาติ และตัวละครอื่น ๆ เป็นเรื่องราวความฝันของอาจารย์ประวัติศาสตร์หนุ่ม ที่มักฝันเห็นเหตุการณ์เดิมต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน 17 วัน โดยเหตุการณ์ดำเนินต่อเนื่องกัน ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวนายทองดีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ การเปิดเรื่องผู้เขียนใช้การตั้งคำถาม เชิงวาทศิลป์ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามแต่มิได้หวังคำตอบแต่อย่างใดสาเหตุที่ ผู้เขียนใช้คำถามเชิงวาทศิลป์อาจเพื่อเร้าอารมณ์ ให้ผู้อ่านอยากทราบเรื่องราวในตอนต่อไป เปรียบเหมือนการตกเบ็ดตกปลาที่หย่อนให้ผู้อ่านติดกับ และกระหายใคร่รู้ในเรื่องราวความฝันที่กำลังดำเนินต่อไป เพราะตัวละคร “ผม” มีความฝันต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน 17 วัน ซึ่งกลวิธีนี้เป็นกลวิธีที่ผู้เขียนผูกปมชวนให้ผู้อ่านร่วมกันไขปริศนาที่ผู้เขียนผูกไว้โดยใช้ความฝันของตัวละคร “ผม” ตรึงผู้อ่านไว้อย่างมหัศจรรย์สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นกลวิธีการเล่าเรื่องของผู้เขียนที่แสดงถึงความสามารถด้านวรรณศิลป์ หรือการสร้างสรรค์งานเขียนอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือผู้เขียนใช้กลวิธีในการดำเนินเรื่องหรือแม้กระทั่งการเปิดเรื่อง โดยใช้ “ความฝัน” ในการเล่าเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ เมื่อผู้เขียนเปิดเรื่องด้วย “มนุษย์ทุกคนล้วนมีความฝัน” ทำให้ผู้อ่านเดาได้ว่าเนื้อเรื่องต้องมีความเกี่ยวโยงกับความฝัน และสาเหตุที่ผู้เขียนใช้ “ความฝัน” ในการดำเนินเรื่อง อาจเป็นเพราะผู้เขียนต้องการจะสื่อว่า ในบางครั้ง เรื่องราวความฝัน อาจมีความจริงของจิตใต้สำนึกของคนซ่อนอยู่ ก็เป็นได้ ดังทฤษฎีความฝันของซิกมันด์ ฟรอยด์ (1856-1939) แพทย์และนักจิตวิทยาชาวออสเตรียบิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับความฝันไว้ว่า “คนเรามักจะฝันถึงสิ่งที่ตนต้องการ แต่ไม่อาจครอบครองได้” ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เพราะเรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านความฝันของชายหนุ่มที่ต้องค้นหาตัวตนของตนเอง ด้วยตัวเขานั้นคิดว่าตนคือ “ทองดี” หรือที่ผู้คนรู้จักกันดีในชื่อ“พระยาพิชัยดาบหัก” ผู้เขียนนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละคร “อาจารย์หนุ่ม” โดยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านความฝันที่เป็น เรื่องราวปะติดปะต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน กับ 17 วัน ผู้เขียน ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของทองดีผ่านชิ้นงานโดยมีเนื้อหา ที่อิงประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ตามเรื่องราวที่ประวัติศาสตร์ได้ถูกจารึกไว้ “โบสถ์วิหารถูกไฟผลาญไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม กลุ่มชายฉกรรจ์นุ่งโสร่งหลายสิบคนต่างกุลีกุจอช่วยกันสุมฟืนใส่ไฟใต้ฐานพระพุทธรูป” (หน้า 135) ทำให้เรื่องราวมีความสมจริงน่าติดตาม ผู้เขียนใช้กลวิธีในการ บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ เมื่ออ่านครั้งแรกอาจจะ สับสนกับเรื่องราวแต่เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ จะสามารถปะติดปะต่อ เรื่องราวทั้งหมดได้เองผู้เขียนนำเสนอภาพ “พระภิกษุจีวรแดง” ให้เห็นถึงความเป็นพระอย่างแท้จริง พระที่มีแต่ความเมตตากรุณา ใช้หลักศาสนาในการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ ชาวบ้านยึดเป็นที่พึ่ง และศูนย์รวมใจ ผู้เขียนกล่าวถึงตัวละคร “นายทองดี” นายทองดี มีลักษณะนิสัยชอบการชกมวยตั้งแต่เด็ก จนได้มาฝึกฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเที่ยง จนกลายเป็นศิษย์รัก วันหนึ่งนายทองดีถูกกลั่นแกล้ง ต่างๆ นานา จนนายทองดีออกจากบ้านของครูเที่ยงแนะนำทองดีไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเมฆ เป็นเรื่องราวก่อนที่นายทองดี จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาพิชัยดาบในเรื่องมีฉากกรุงศรีอยุธยาถูกทัพพม่าที่เข้าล้อมกรุงจนกระทั่งเกือบกรุงศรีอยุธยาจะแตกมี การใช้พรรณณาโวหารในการเล่าเรื่องราวทำให้ผู้อ่านรู้สึก ถึงความสมจริงอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจให้ ผู้รับสารเกิดภาพพจน์ เกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย ดังตัวอย่าง “เศษขี้เถ้าถูกแรงลมพัดโหมฟุ้งกระจายเดี๋ยวม้วนเหนือไปใต้ เดี๋ยววนออกจากตะวันออกไปตะวันตก นกใหญ่เล็กบินหลงไม่รู้ทิศทาง” (หน้า 129) นอกจากนั้นแล้ว ผู้เขียนซ่อนสัญลักษณ์ไว้ในเนื้อเรื่องโดยใช้ “พระนุ่งจีรวรแดง” เพื่อบ่งบอกถึงการใส่ร้ายป้ายสีหรือ หากวิเคราะห์อีกนัยอาจเป็นพระนิกายหนึ่งของทางพม่าที่ห่มจีวรสีแดง แต่หากพิจารณาอย่างลุ่มลึกแล้วนั้น จะเห็นถึงการแฝงสัญลักษณ์นี้ ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองของผู้เขียนด้านศาสนาผ่านตัวละคร “พระนุ่งจีวรรแดง” ที่ถูกใส่ร้ายว่าก่อตั้งกบฏ ทั้งที่ความเป็นจริง พระไม่ได้กระทำผิดความผิดวินัยด้านนั้น แต่อย่างใด ดังตัวอย่าง “อำมาตย์และขุนนางบางคนเที่ยวไปกราบทูลใส่ร้ายพระอาจารย์ กุเรื่องว่าพระอาจารย์เป็นอลัชชีซ่องสุมกำลังเตรียมยกทัพ ไปยึดพระนคร และสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์แทน” (หน้า 132)

จากตัวอย่างจะเห็นว่า ประเด็นที่ผู้เขียนแฝงไว้อย่างแนบเนียนนี้ เป็นประเด็นที่สะท้อนสังคมไทยในปัจจุบันอย่างชัดแจ้ง ปัจจุบันข่าวเรื่องศาสนามีให้พบเห็นอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีกากับพระ หรือพระทำผิดวินัย
ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทำให้กรอบแห่งศีลธรรมเสื่อมความศรัทธาของผู้คนลง เพราะรากฐานความคิดของผู้คนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันย่อมให้ความเคารพศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจจิตใจ และเป็นคำสอนที่บริสุทธิ์แต่ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ทำให้ศาสนาเสื่อมความศรัทธาทั้งที่ศาสนามีหน้าที่ขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้คิดดีทำดี
แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ที่มีความเทาในชีวิตกับฉุดรั้งให้ศาสนาเสื่อม ทั้งที่ศาสนาก็มิได้ทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา
แต่เป็นที่ตัวมนุษย์ต่างหาก ซึ่งผู้เขียนเล็งเห็นปัญหาทางสังคมอย่างเฉียบแหลม ผู้เขียนนำประเด็นความเสื่อมของศาสนามาเขียนให้ภาพลักษณ์ของศาสนาดีขึ้น เพื่อเพิ่มความศรัทธาในศานา ผู้คนจะได้กลับมามองคำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าตัวบุคคล ดังในเรื่อง “ภิกษุจีวรแดง” เป็นพระที่ผู้คนให้ความนับถือเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ขุนนางในเมืองหลวงมองว่า ภิกษุจีวรแดงซ่อนสุมกองกำลังเพื่อก่อกบฏ และจะสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ หากแต่ความจริงแล้วท่านไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย” จากเหตุนี้จะเห็นได้เลยว่าเหตุของความเสื่อมเกิดจากคน จากสัญลักษณ์ที่ผู้เขียนแฝงไว้นั้นจะเห็นถึงความลุ่มลึกและสายตาที่กว้างไกลของผู้เขียนที่กำลังถักทอเรื่องราวไว้ให้ผู้อ่านภายในเรื่องอย่างเหมาะสมกลมกลืน ในความฝันนายทองดีมีลักษณะนิสัยชอบการชกมวยตั้งแต่เด็ก จนได้มาฝึกฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเที่ยง จนกลายเป็นศิษย์รัก วันหนึ่งนายทองดีถูกกลั่นแกล้งต่าง ๆ จนนายทองดีออกจากบ้านของ ครูเที่ยง แนะนำให้ทองดีไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเมฆ เรื่องราวความฝันของอาจารย์หนุ่มเหมือนเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของนายทองดีก่อนที่จะได้เป็น “พระยาพิชัยดาบหัก” เรื่องราวทุกอย่างในเรื่องที่ผู้แต่งนำมาใช้ในการประกอบเรื่องราวมีเค้าโครงความเป็นจริง และอิงประวัติศาสตร์จึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความสมจริง แม้จะใช้การเล่าผ่านความฝัน แม้ผู้เขียนเล่าเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ แต่เรื่องราวที่เล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ซับซ้อน และไม่ได้ผูกปมอะไรให้ผู้อ่านได้ขบคิดมากมาย แต่ที่น่า แปลกใจคือกลวิธีการแบบนี้กลับทำให้ผู้อ่านกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เพราะอยากทราบเรื่องราวความเป็นไปของนายทองดีให้แจ่มแจ้งว่าสุดท้ายแล้ว สิ่งใดเป็นความฝัน และสิ่งใดเป็นเรื่องจริง? นับว่ากลวิธีที่ผู้เขียนใช้นั้นประสบความสำเร็จ เพราะทำให้ผู้อ่านสับสน และเร้าความสนใจได้เป็นอย่างดี และในตอนท้ายเรื่องผู้เขียนได้ทิ้ง ปมปัญหาให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยว่าเหตุใดตัวละครอาจารย์หนุ่มถึง กล่าวว่า “ผมเกิดในตัวจังหวัด แต่บรรพบุรุษเป็นชาววิชัย” (หน้า 149) คำถามนี้ทำให้เกิดคำถามในใจผู้อ่านว่าเหตุใดตัวละครอาจารย์หนุ่มถึงกล่าวอย่างนั้น หรือจริง ๆ ตัวละครอาจารย์หนุ่มค้นพบว่าจริง ๆ แล้วตนคือใครผ่านเรื่องราวความฝัน อาจเป็นการปิดเรื่องแบบเปิดก็ว่าได้ กล่าวคือ เป็นการเปิดให้ผู้อ่านตีความตามความคิดของตนได้อย่างอิสระ ผู้เขียนเองก็ไม่กำหนดเรื่องราวในตอนจบว่าต้องลงเอยแบบใด นับว่าเป็นการปิดเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าโครงเรื่องนั้นมีกลวิธีในการนำเสนอได้อย่างสมเหตุสมผล เนื้อหาในเรื่องน่าติดตาม มีความสมจริงถึงแม้ว่าจะใช้ความฝันในการเล่าเหตุการณ์ แต่ความฝันก็ทำให้เหตุการณ์ในเรื่องดูมีอะไรมากขึ้นและทำให้ผู้อ่านไม่เบื่อหน่ายกับเรื่องราว นับว่าผู้เขียนใช้กลวิธีในการปิดเรื่องได้อย่าง เหมาะสม

ตัวละคร “อาจารย์หนุ่ม” ผู้เขียนเน้นแสดงพฤติกรรมของตัวละครเป็นสำคัญ โดยผู้เขียนมุ่งให้ผู้อ่านได้เห็นถึง
ความหมกมุ่น และความเพ้อฝันของตัวละคร เนื่องจากตัวละครผม หรือ อาจารย์หนุ่ม คิดว่าตนนั้นคือพระยาพิชัยดาบหักจึงทำให้เกิดภาพความฝันที่ตนปรารถนา อย่างไรก็ตามผู้เขียนอาจต้องการสะท้อนให้เห็นว่าในเรื่องราวของความฝันอาจมี ความจริงซ่อนอยู่ และผู้เขียนต้องการถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงผ่านงานเขียน และใช้กลวิธีในการเล่าผ่านความฝันเพื่อให้เนื้อหาดูน่าติดตาม มีความซับซ้อน ทำให้ผู้อ่านกระหายคำตอบของ ความฝัน แต่ก่อนที่จะหาคำตอบได้นั้นผู้เขียนจะต้องมีประสบการณ์ ในการอ่านให้มากพอ ต่อการไขปมปริศนาที่ผู้เขียนได้ผูกไว้

อ้างอิง
บัญชา อ่อนดี. (2563). ไร้สัญชาติและตัวละครอื่น ๆ. กาญจนบุุรี: สํานักพิมพ์บ้านแม่น้ำ
ManoshFiz. (2561).จิตวิทยาของ “ความฝัน.สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2564