• ชุดรวมเรื่องสั้น :  ในโลกเล่า
  • ผู้แต่ง : วัฒน์ ยวงแก้ว                                              
  • เรื่องสั้น :  ว่าว เรื่องเล่า ชะตากรรม
  • ว่าว เรื่องเล่า ชะตากรรม

          ‘ว่าว เรื่องเล่า ชะตากรรม’ อยู่ในชุดรวมเรื่องสั้น ในโลกเล่า ของ วัฒน์ ยวงแก้ว ซึ่งว่าว เรื่องเล่า ชะตากรรม เรื่องนี้ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ผู้อ่านได้สัมผัสเรื่องราว ประสบการณ์ รวมถึงการเรียนรู้มนุษย์และโลกในมิติมุมมองใหม่ ๆ ก็นับว่าตีโจทย์แตกได้อย่างครบถ้วนทุกแง่มุม คุ้มค่ากับการติดตามอ่านในทุก  ๆ  เรื่อง ทุก  ๆ  ย่อหน้า ทุก  ๆ  บรรทัด ทุก  ๆ  ตัวอักษร

          ซึ่ง วัฒน์ ยวงแก้ว ได้กลั่นออกมาอย่างแสนประณีตบรรจง หากได้อ่านเรื่องสั้นครบทั้ง ๑๑ เรื่องแล้ว  ก็คงจะรู้สึกได้ทันทีว่า วัฒน์ ยวงแก้ว เป็นนักเขียนที่มีฝีมือในการเล่าเรื่องอันเฉียบขาดมาก แม้ตัวละครของเขาจะไม่ได้มีบุคลิกหรือลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากตัวละครในงานวรรณกรรมที่เราเคยอ่านกันทั่วไป แต่ในส่วนของการผูกเรื่อง วัฒน์ ยวงแก้ว ได้นำพาเราเข้าสู่ความซับซ้อนและยอกย้อนของสถานการณ์และชะตาชีวิตของตัวละครที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้เลย ส่งผลให้เรื่องเล่าของเขามีความสดใหม่ ให้รสชาติของการเป็นงานวรรณกรรมร่วมสมัย และเขาก็ไม่เคยทิ้งสาระสำคัญในส่วนเนื้อหาที่สุดท้ายก็นำพาผู้อ่านไปสู่จุดสะเทือนของ  แต่ละเรื่องได้เสมอทำให้ชื่อของ วัฒน์ ยวงแก้ว เป็นอีกหนึ่งนักเขียนเรื่องสั้นฝีมือดีที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลย

ซึ่งผู้วิจารณ์เห็นควรว่าเยาวชนและคนวัยทำงานควรอ่านเพราะมีประโยชน์ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและการศึกษา  เพราะผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นชีวิตและความจริงของคนเราที่ดำเนินชีวิตไปตามวันเวลาและชะตากรรม และเรื่องสั้นเรื่องนี้อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง    การใช้ชีวิตของเราอาจเป็นไปในทางที่ดีมากขึ้นก็ได้

สายลมแห่งชีวิต “ว่าว” ลิขิตชะตากรรม

“ว่าวเรื่องเล่าชะตากรรม” เป็นเรื่องราวของตัวละครชายที่มีชีวิตผูกพันกับว่าวมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ว่าวเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเขาหลากวัยหลายบทบาท เนื้อเรื่องมีทั้งหมดสี่ตอน    ตอนแรก ว่าว (แห่งวัยเยาว์) จะเล่าถึงตัวละครชายในวัยเด็กที่อยากจะได้ว่าวนกสีขาวจึงไปหาชายชราที่ท้ายหมู่บ้าน ให้ทำให้เพื่อที่จะให้ว่าวนั้นขึ้นไปโต้ลมแรงบนท้องฟ้าเปรียบเสมือนตัวเองเป็นว่าวที่สามารถมองเห็นผู้คนบนพื้นดิน ผู้เขียนได้จบตอนที่หนึ่งในวัยเด็กด้วยคำพูดของคนสร้างว่าวว่า “เมื่อเธอส่งว่าวขึ้นบนฟ้ามันไม่ใช่ตัวแทนแต่มันคือชีวิต”

ในตอนที่สอง ว่าว (ในความซ่อนเร้น) ผู้เขียนได้กล่าวถึงอาทิตย์เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา ซึ่งเขาเป็นเด็กที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่มีความฝันว่าจะทำว่าวขายซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก ซึ่งในขณะที่เขากำลังมีความฝันอาทิตย์ได้ถูกยิงเสียชีวิตไป อาจเป็นไปได้ว่าผู้เขียนอาจสื่อความว่าอาทิตย์นั้นเป็นตัวแทนของว่าวหรือสิ่งที่เขารัก และท้ายตอนเขาได้ฝันว่าเขาลงไปในบึงน้ำแห่งความเป็นผู้ใหญ่และได้หมดเรี่ยวแรงก่อนที่เขาจะเจอคนที่ถือว่าวแล้วเรียกเขาให้ขึ้นฝั่ง

ในตอนที่สาม ว่าว (แห่งชะตากรรม) เป็นชีวิตช่วงวัยทำงานของเขา เขาเป็นลูกน้องบริษัทขายรถแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเขามีหน้าที่ให้ไปยึดรถลูกหนี้ที่ไม่ยอมจ่ายค่ารถ ซึ่งถ้าเขายึดรถสำเร็จเขาจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าและไม่ต้องมาทำหน้าที่แบบนี้อีก เขาจึงวางแผนหลอกลูกหนี้โดยการชวนคุยและให้พนักงานอีกสองคนยกรถลูกหนี้ขึ้นรถ แล้วเขาทำท่าออกมาคุยโทรศัพท์แล้วชิ่งรถหนีแต่ลูกหนี้ไหวตัวทันเข้ามาทำร้ายเขา เขาโมโหมากจึงลั่นปืนใส่ลูกหนี้เสียชีวิตแล้วขับรถหนี สักพักเขาเห็นว่าวนกสีขาวลอยอยู่บนฟ้าทำให้เขานึกภาพตอนอดีตที่อาทิตย์ถูกยิงก่อนข้ามบึงแห่งความเป็นผู้ใหญ่ทำให้เขาสงบลงจอดรถและเข้ามอบตัวกับตำรวจ

และตอนสุดท้าย ว่าว (ในสายตาของความเป็นอื่น) ช่วงชีวิตวัยหกสิบของเขา เขาได้อาสาสวมหัวเปรตในงานชิงเปรตเพื่อจะแสดงในงานให้ผู้คนได้ชมทุกปี เพราะการที่เขาได้สวมหัวเปรตนั้น ทำให้เขานึกเข้าใจตอนเขายังเป็นเด็กที่มีความคิดและจินตนาการว่าเปรตคือคนบาป และการที่เขาได้อยู่ด้านในและเฝ้ามองผู้อื่นทำให้เขาจิตใจสงบและเข้าใจความเป็นไปของชีวิต เมื่อเขาแสดงการเชิดเปรตเสร็จเขาก็ได้มองเห็นว่าวนกสีขาวและเขาคิดว่าบางทีอาจมองโดยสายตาของเปรต

โครงเรื่องว่าว เรื่องเล่า ชะตากรรม เป็นโครงเรื่องใหญ่โครงเรื่องเดียวและเป็นโครงเรื่องแบบสลับซับซ้อนและยอกย้อนของสถานการณ์ เล่าเรื่องแบบไล่สลับลำดับกันในแต่ละตอนจะเล่าบทสรุปก่อนจึงจะเล่าย้อนกลับ ไปถึงรายละเอียดของเหตุการณ์จนกว่าจะบรรจบกับเหตุการณ์ต้นเรื่อง และใช้ “ว่าว” เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวละครชายหลากวัยหลายบทบาท เนื้อเรื่องมีทั้งหมดสี่ตอน คือ ว่าว (แห่งวัยเยาว์), ว่าว(ในความซ่อนเร้น), ว่าว(แห่งชะตากรรม), ว่าว(ในสายตาของความเป็นอื่น)

         

ว่าว เรื่องเล่า ชะตากรรม เป็นการเปิดเรื่องด้วยการบรรยายอากัปกิริยาของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่เคลื่อนไหวร่างกายคล้ายกลับว่าวที่กำลังทะยานต้านแรงลมอยู่บนท้องฟ้ากว้าง เฝ้ามองสภาพความเป็นจริงบนพื้นดินซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นการเปิดเรื่องที่ดีทำให้ผู้อ่านมีความอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ว่าทำไมเด็กชายจึงกลายเป็นว่าวและทำไมถึงอยากรู้สภาพความเป็นอยู่ของผู้คน การเปิดเรื่องเช่นนี้สามารถดึงดูดความสนใจให้ผู้อ่านสนใจที่จะอ่านเรื่องนี้พอสมควรและเป็นการเปิดเรื่องที่นำไปสู่การผูกเรื่องแบบเชื่อมโยงกัน ผู้เขียนใช้ว่าวเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวละครชายหลากวัยหลายบทบาทซึ่งแบ่งเป็นสี่ตอนหรือสี่ช่วงวัยที่เกี่ยวร้อยเชื่อมโยงกันตอนว่าวแห่งวัยเยาว์ว่าเป็นการเปิดเรื่องเพื่อบอกจุดกำเนิดของว่าวที่เปรียบเทียบตัวละครของเรื่องที่สะท้อนให้ผู้อ่านเห็นว่าควรส่งว่าวขึ้นไปบนฟ้าคือชีวิตที่ต้องขึ้นไปเผชิญกับชะตากรรมจะต้านลมแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าจะทำว่าวให้มีลักษณะอย่างไรก็เหมือนกับชีวิตจะเป็นไปในทางใดก็ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของเรามีอุปสรรคที่จะค่อยพัดผ่านให้เปลี่ยนทิศ

ผู้เขียนผูกเรื่องด้วยการผูกปมความขัดแย้งหลาย ๆ จุด และในจุดแรกคือตอนว่าวในความซ่อนเร้นที่ให้อาทิตย์เป็นเด็กที่พยายามจะก้าวข้ามไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่แต่ต้องจบชีวิตด้วยกระสุนปืนปริศนาเป็นเหตุให้เด็กชายจดจำความรู้สึกที่มืดดำและติดค้างอยู่ใจจิตใจ ที่ต้องสูญเสียอาทิตย์ไปซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อาทิตย์อาจเป็นว่าวบนท้องฟ้าที่เด็กชายจินตนาการว่าเป็นเพื่อนคนใหม่ของเขา อีกจุดหนึ่งคือการพลิกผันของชีวิตในวัยเด็กหนุ่มมหาลัยที่ชอกช้ำกับการเมืองและและสังคมอันโหดร้ายจนต้องหันไปพึ่งแสงสว่างของพระเยซูพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสอนว่า “จงขอบคุณชีวิตเพราะพระเจ้าเตรียมไว้ให้ทุกคน” ซึ่งเป็นการหนีความเป็นจริงอันโหดร้ายแต่ก็หลีกหนีไม่พ้นเพราะไม่มีใครสามารถหนีชะตากรรมของตนได้ และอีกความขัดแย้งหนึ่งที่นำไปสู่ความมืดดำที่สุดของชีวิตคือการตัดสินใจยิงคนอื่นและได้หลบหนีความผิด

         

ปมขัดแย้งในเรื่องนี้คือ ปมขัดแย้งภายในจิตใจของตัวเอง ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากตอนว่าวในความซ่อนเร้นที่ให้อาทิตย์ต้องจบชีวิตด้วยกระสุนปืนปริศนาเป็นเหตุให้เด็กชายจดจำความรู้สึกที่มืดดำและติดค้างอยู่ใจจิตใจของตน จนนำมาสู่วัยหนุ่มที่ชอกช้ำกับการเมืองจนต้องหาทางออกให้กับตนเองนั่นคือหันพึ่งศาสนา และในวัยทำงานก็ต้องสูญเสียหน้าที่การงานเพราะยิงคนอื่นด้วยความโมโหและตอนที่ยิงเขายังนึกได้ว่าถ้ายิงคนนั้นเขาอาจมีชีวิตรอดแต่ตนก็ตัดสินใจยิงเข้าที่หัว แล้วมาสำนึกผิดทีหลัง จุดคลายปมนี้เป็นตอนที่เขาตัดสินใจยิงคนอื่นและได้หลบหนีความผิด แต่เป็นเพราะเห็นว่าวนกสีขาวลอยอยู่บนท้องฟ้าเขามองเห็นตอนหลบหนี ทำให้เขานึกถึงตัวเองในวัยเด็กและวัยหนุ่มที่ต้องกลับมาวนเวียนกับความจริงอันโหดร้ายเช่นเดิม จึงทำให้เขาตัดสินใจเข้ามอบตัวให้กับตำรวจ

         

ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยการเล่าถึงตัวละครชายในวัยหกสิบปีที่สวมบทบาทเป็นเปรตในการแสดงประเพณีชิงเปรตเพื่อจะแสดงในงานให้ผู้คนได้ชมทุกปี เพราะการที่เขาได้สวมหัวเปรตนั้น ทำให้เขานึกเข้าใจตอนเขายังเป็นเด็กที่มีความคิดและจินตนาการว่าเปรตคือคนบาป และการที่เขาได้อยู่ด้านในและเฝ้ามองผู้อื่นทำให้เขาจิตใจสงบและเข้าใจความเป็นไปของชีวิต เมื่อเขาแสดงการเชิดเปรตเสร็จเขาก็ได้มองเห็นว่าวนกสีขาวและเขาคิดว่าบางทีอาจมองโดยสายตาของเปรต เป็นการปิดเรื่องแบบให้ผู้อ่านได้คิดต่อว่าชีวิตของเขาจะจบลงอย่างไรแล้วทำไมถึงได้ให้ตัวละครชายสวมหัวเปรต และว่าวนกสีขาวจะตามเขาไปทุกที่เพื่อสื่ออะไร

ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นชีวิตและความจริงของคนเราที่ดำเนินชีวิตไปตามเวลาและตามชะตากรรมของตนเอง ซึ่งไม่มีใครสามารถหลีกหนีความจริงและสังคมอันโหดร้ายได้พ้น ในชีวิต ๆ หนึ่ง คนเราต้องประสบกับรูปแบบชีวิตที่หลากหลายขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำและชะตาชีวิตที่เรากำหนดมันขึ้นมาเอง เหมือนกับว่าวที่มีขึ้นมีลงมีแรงคอยต้านลมจะต้านลมแรงได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับลักษณะและองค์ประกอบของว่าวนั้น  ซึ่งที่ผู้เขียนได้ใช้ว่าวเป็นสัญลักษณ์เพราะว่าวเมื่อขึ้นไปอยู่ที่สูงแล้วจะมีแรงลมคอยพัด ว่าวก็ต้องคอยต้านแรงลมให้อยู่ในจุดสมดุลให้ได้ว่าวถึงจะอยู่ต่อบนฟ้าได้ ก็เหมือนกับชีวิตของคนเราที่ถึงมีอุปสรรคมากมายแค่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับชะตากรรมของเราและการใช้ชีวิตของเราเอง เมื่อเราเจออุปสรรคปัญหาเราจึงต้องฝ่าฟันและหาจุดสมดุลของชีวิตเราให้เจอเราจึงจะอยู่ในจุดที่สมดุลและสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อได้