“ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากวีรกรรมอันกล้าหาญในการปกป้องคุ้มครองคนหมู่มาก” อาจเป็นความคิดแรกที่ปรากฏขึ้นหากได้ยินการกล่าวสดุดีถึงเหล่าวีรชนผู้กล้ามากมายที่ได้รับการยกย่องนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “วีรชน” อาจเป็นคำที่ใช้ในการยกย่องเชิดชูผู้ที่ทำความดียิ่งใหญ่ด้วยความกล้าหาญชาญชัยและจิตใจรักพวกพ้องอันเป็นที่ประจักษ์ หากแต่ในมุมมองที่ต่างออกไป วรรณกรรมเรื่องสั้น “วีรชน” ของ กำพล นิรวรรณ กลับใช้คำ ๆ นี้ในการเสียดสี ตีแผ่ และสะท้อนความต้องการของผู้เขียนที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. ผ่านกลวิธีการเขียนที่สอดแทรกมุมมองและอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ

เรื่องสั้น “วีรชน” เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากหนังสือ “อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ ” รวมเรื่องสั้นนักเขียนรางวัลยอดเยี่ยม “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” ของ กำพล นิรวรรณ บอกเล่าเรื่องราวของ “ข้าพเจ้า” ที่ธาตุร้อนในตัวเป็นเหตุให้การนอนผิดแผกไปจากผู้อื่น เขาจะนอนหลับได้ในที่ที่อากาศเย็นโดยปราศจากเครื่องนุ่มห่มบนร่างกาย ด้วยเหตุนี้ เมื่อเข้าไปเป็นหนึ่งในนักปฏิวัติและอาศัยอยู่ในป่า จึงทำให้เขาไม่สามารถใส่เครื่องแบบและนอนร่วมกับผู้อื่นได้ เขาแหกกฎมาผูกเปลที่ริมบึงท้ายค่ายเป็นที่หลับนอนท่ามกลางความไม่พอใจของเพื่อนร่วมค่าย จนกระทั่งขณะที่กำลังนอนหลับในดึกคืนหนึ่ง เขาถูกโจมตีจากกองร้อยฝ่ายรัฐบาลที่กำบุกรุกเข้าไปในค่าย เสียงปืนจากการตายของเขาทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในค่ายสามารถรู้ตัวและหนีไปอย่างปลอดภัย ทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรชนตามธรรมเนียมในพิธีฝังศพวันรุ่งขึ้น

แก่นของเรื่องสั้น “วีรชน” เป็นการเสียดสีและตีแผ่เบื้องหลังของ พคท. และในขณะเดียวกันก็สะท้อนสังคมอันโหดร้ายที่หนีไม่พ้นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น แม้ว่าจะกล่าวอ้างอุดมการณ์แรงกล้าในการแสวงหาความเท่าเทียม แต่กลับแสดงท่าทีดูแคลน เอารัดเอาเปรียบ และแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกับผู้คิดเห็นต่าง เห็นได้ชัดจากการกระทำของสมาชิกในค่าย เช่น การแยกที่นอนระหว่างหัวหน้าหน่วยหรือผู้ที่แต่งงานแล้ว การพูดจาถากถางดูถูกว่า “ข้าพเจ้า” เป็นตัวถ่วงความเจริญของคนรัก “ข้าพเจ้า” ถูกเหล่าสมาชิกร่วมค่ายวิพากษ์วิจารณ์และแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรเฉกเช่นเขาเป็น ผู้ร้ายเพียงเพราะความคิดที่สุดโต่งและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ซึ่งการกระทำของเหล่าสมาชิกเป็นการกระทำที่ขัดต่ออุดมการณ์ความเท่าเทียมกันที่ยึดถือ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นค่านิยมการใช้กฎหมู่ในการตัดสินคนส่วนน้อย ความย้อนแย้งเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อ “ข้าพเจ้า” จบชีวิตลง คำครหาต่าง ๆ กลับถูกปฏิบัติราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ฉากการสรรเสริญและการสดุดีถูกสร้างขึ้นจากธรรมเนียมการยกย่องผู้ตายของพรรค “ข้าพเจ้า” ได้รับการยกย่องเป็น “วีรชน” อย่างง่ายดาย โดยการกระทำที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ การกลายเป็น วีรบุรุษ ของเขากลับกลายเป็นการตีแผ่เบื้องหลังของ พคท. ซึ่งผู้เขียนถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในตอนท้ายที่วิญญาณ “ข้าพเจ้า” ได้ยิน “เสียงหัวเราะของใครคนหนึ่งดังขึ้นหลังค้าสดุดี” (กำพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น.๗๖) ซึ่งอาจเป็นสัญญะหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการยั่วล้อและแสดงความขบขันในความย้อนแย้งของ พคท. ก็เป็นได้

การดำเนินของเรื่องสั้น “วีรชน” เป็นไปตามลำดับเวลา โดยมีการเปิดเรื่องแบบแนะนำตัวละคร “ข้าพเจ้าเป็นคนอาภัพ เกิดมาเป็นคนธาตุร้อน ต้องนอนแก้ผ้าแทบทุกค่้าคืน” (ก าพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น.๖๕) เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความน่าสนใจ เกิดความสงสัยในการกระทำของตัวละคร และอยากติดตามพฤติกรรมของตัวละครต่อไป ผู้เขียนเริ่มผูกปมของเรื่องโดยใช้ลักษณะนิสัยของ “ข้าพเจ้า” ที่กล่าวมาข้างต้น ให้เป็นสาเหตุที่ทำให้อาศัยอยู่กับผู้อื่นได้ยาก อันนำไปสู่ความขัดแย้งกับสังคมที่สมาชิกร่วมค่ายต่างไม่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์การกระทำต่าง ๆ ของเขา ทั้งการแยกตัวออกมานอนข้างนอกหรือการมีความเชื่อที่แตกต่างอย่างเช่นการไม่เชื่อในการวิจารณ์ตนเองของประธานเหมา เจ๋อตง จุดวิกฤตของเรื่องเกิดขึ้นในตอนที่กองร้อยของฝ่ายรัฐบาลบุกเข้ามาในความมืดเพื่อปราบปรามคอมมิวนิสต์และได้สังหาร “ข้าพเจ้า” ที่นอนหลับอยู่ริมลำธารท้ายค่าย ผู้เขียนได้คลี่คลายเรื่องราวลงหลังจากนั้น โดยให้เสียงปืนจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของ “ข้าพเจ้า” ทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในค่ายหนีไปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งผู้เขียนใช้ตัวละครเหนือธรรมชาติอย่างผีและวิญญาณ มาทำให้ร่างที่ถูกกระสุนของ “ข้าพเจ้า” มีลักษณะน่ากลัวราวกับเป็นภูตผี ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเองก็หนีไปโดยไม่ได้บุกไปในค่าย ในส่วนของการกล่าวสดุดีและยกย่องให้เป็น “วีรชน” ตอนท้าย คล้ายจะเป็นการปิดเรื่องราวลงโดยสมบูรณ์แล้ว หากแต่ผู้เขียนได้มีการหักมุมเล็กน้อย (Surprise ending) โดยให้ดวงวิญญาณของผู้ตายยังคงปรากฏตัวอยู่และได้ยินเสียงหัวเราะจากใครคนหนึ่งหลังการสดุดีสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการสร้างคำถามขึ้นในใจของผู้อ่านและเป็นการกระตุ้นให้ผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์ในการสื่อความหมายของผู้เขียน 

“ส่วนเรื่องตายอย่าได้ห่วงเลยครับ ถึงอย่างไรผมก็คงจะไม่มีวันตายหนักอย่างขุนเขา มีแต่จะตายเบาเหมือนขนนกเท่านั้น” (กำพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น. ๗๑)


ตัวละครสำคัญที่ผู้เขียนใช้ในการดำเนินเรื่องคือ “ข้าพเจ้า” หรือ “สหายดิน” ตัวละครลักษณะเดียว ( Flat Character ) ที่มีนิสัยเด่นชัดในความสุดโต่งและความเสรีทั้งความคิดและการกระทำสม่ำเสมอตลอดทั้งเรื่อง ผู้เขียนสื่อลักษณะนิสัย อารมณ์ และการแสดงออกของตัวละครในบริบทต่าง ๆ ได้สมจริงและสอดคล้องกันเป็นอย่างดีซึ่งจากคำกล่าวที่ยกมาข้างต้น เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนได้สร้างตัวละครให้มีการแสดงออก
ทางความคิดและคำพูดที่ตรงไปตรงมา มีการกล่าววาจาล้อเลียน ยั่วล้อ โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายต่าง ๆ และแม้จะเป็นการกระทำทางด้านลบ แต่ตัวละครก็ไม่เคยคิดสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น การกระทำของตัวละครอาจเป็นเพียงการแสดงจุดยืนเพื่อความสบายใจและความสุขของตน แต่ขัดกับการปฏิบัติตนของคนหมู่มากจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นการสร้างตัวละครให้มีทั้งข้อดีและข้อเสียตามธรรมชาติของมนุษย์
นอกจากนี้ การที่ผู้เขียนสร้างตัวละครให้มีความแตกต่างอย่างเด่นชัดจากผู้อื่นยังเป็นส่วนที่สะท้อนแก่นเรื่องออกมาได้ชัดเจนขึ้น ในการแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและความกลับกลอกของ พคท. 

การแสดงพฤติกรรม “การนอนแก้ผ้า” ของตัวละคร “ข้าพเจ้า” อาจกล่าวได้ว่าผู้เขียนใช้เป็นภาพแทนของความสุดโต่งทางด้านใดด้านหนึ่งที่มากเกินไป จะทำให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ยาก ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปในที่ห่างไกลผู้คน และอาจต้องจบลงด้วยการเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งผู้เขียนใช้ตัวละครเป็นตัวแทนในการสะท้อนสังคมที่การกระทำใด ๆ ที่แปลกแยกมากเกินไป มักจะนำปัญหาหรืออันตรายมาสู่ตนเองได้ โดยเฉพาะสังคมคนหมู่มาก ที่เด่นชัดที่สุดที่สะท้อนจากเรื่องและปรากฏในสังคมอันดับแรกคือการถูกติฉินนินทา บ่อยครั้งที่คำติฉินนินทาเหล่านั้นอาจดูเป็นเรื่องปกติและเล็กน้อยแต่กลับแฝงไปด้วยความเหลื่อมล้ำและทำให้เห็นค่านิยมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปของสังคม ดังเช่นคำกล่าวของสมาชิกในค่ายที่กล่าวถึงข้าพเจ้าว่า “พวกลัทธิเสรีไม่รู้จักใช้ชีวิตรวมหมู่ ไม่น่าเข้าป่าให้เป็นภาระของคนอื่นเล้ย” (กำพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น. ๖๙) ซึ่งเป็นการใช้คำติฉินนินทาตัดสินคนอื่นโดยไม่วิเคราะห์ถูกผิดหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน และสะท้อนสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

“ป่า” เป็นฉากส ำคัญของเรื่องที่ผู้เขียนเลือกใช้ ซึ่งเป็นสถานที่ในการดำเนินเรื่องเกือบทั้งหมด ป่าเป็นที่ตั้งค่ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถูกเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่เคยเข้าร่วมกับ พคท. ในช่วงเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ด้วยเหตุนี้ ฉาก “ป่า” ที่ผู้เขียนใช้จึงมีความสมจริงในทุกด้านทั้งลักษณะภูมิประเทศ บริบทแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ต้นไม้และแม่น้ำ หรือเหตุการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์และ
การปฏิบัติตนที่เกิดขึ้นใน พคท. ด้วยผู้เขียนประกอบองค์ประกอบต่าง ๆ ขึ้นอย่างแนบเนียนในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างฉากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง โดยสร้างฉากและบรรยากาศให้สอดรับกับความรู้สึกของตัวละครในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี เช่น ฉากที่ “ข้าพเจ้า” กำลังนอนหลับรับลมอย่างสบายใจในเปลที่ผูกไว้บรรยากาศของเรื่องมีการพรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกไปกับตัวละครอย่างสมบูรณ์ “เหม่อมองแสงดาวระยิบระยับที่ระบายแผ่นฟ้าให้ใสกระจ่างจนดูต่ำเตี้ยเรี่ยยอดไม้ ดื่มด่ำกับเสียงพลอดรักของสายน้ำกับแก่งหิน เสียงนกละเมอเพ้อพกในราวไพร ปล่อยใจให้ล่องลอยตามหาคนรักที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในแนวหน้า” (กำพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น. ๗๓) และในขณะเดียวกันฉากที่เกิดการบุกรุกและมีการสังหาร “ข้าพเจ้า” บรรยากาศของเรื่องก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์และมีการพรรณนาให้เกิดภาพความคิดแก่ผู้อ่านในอารมณ์ที่แตกต่างออกไปได้ “ไม่ทันไรน้ำในลำธารก็แดงฉานไปทั่วบริเวณ และเริ่มแดงเข้มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกระเพื่อมเป็นริ้วคลื่นพัดตัดกระแสน้ำพุ่งข้ามฝั่งไปยังฝ่ายศัตรูที่ส่องไฟฉายสาดจับศพข้าพเจ้าด้วยความจังงัง” (กำพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น. ๗๕)

มุมมองการเล่าเรื่อง เป็นมุมมองของตัวละคร “ข้ำพเจ้ำ” ที่ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ตามลักษณะนิสัยของตัวละครที่ปรากฏ มีการใช้น้ำเสียงที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถรับรู้และเข้าถึงได้ ตัวอย่างการใช้น้ำเสียงประชดประชัน เช่น “ที่พวกคุณออกไปวิจารณ์ตนเองตอนค่ำ ๆ พวกคุณพูดจากใจจริงกันหรือเปล่า ถ้าเปล่ามันก็คือลมตูดดี ๆ นี่เอง” (กำพล นิรวรรณ, ๒๕๖๒, น. ๗๓)

เรื่องสั้น “วีรชน” มีกลวิธีการเขียนที่ค่อนข้างเข้าใจง่าย ด้วยความที่มีการดำเนินเรื่องไปตามลำดับเวลา ใช้ภาษาพูดที่มีความเป็นธรรมชาติและมีความสมจริงตามการใช้ทั่วไปในสังคม และสะท้อนความรู้สึกที่หลากหลาย แม้ตอนท้ายจะให้ความความรู้สึกน่ากลัว หดหู่ และประชดชัน แต่เนื้อเรื่องก็ได้มีการแฝงความตลกขบขันของตัวละครที่อาจทำให้ผู้อ่านขบคิดได้ว่า เหตุใดตัวละครจึงเลือกไปอยู่ในที่ที่ตนไม่ได้มีความศรัทธาแต่แรกจนทำให้ต้องประสบความลำบาก และการกระทำของตัวละครบางอย่างก็อาจสร้างรอยยิ้มให้แก่ผู้อ่านได้อีกด้วย

ผู้เขียนมีการใช้เรื่องราวเหนือธรรมชาติในการถ่ายทอดเรื่องราว ตามแนวการเขียนของหนังสือ “อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ” ที่ผู้เขียนใช้เรื่องราวอาถรรพ์ต่าง ๆ สะท้อนภาพสังคมปัจจุบันโดยในเรื่องนี้ผู้เขียนได้ใช้ภูตผีและวิญญาณเป็นอาถรรพ์หนึ่งในการเล่าเรื่อง เช่น เหตุการณ์ที่ “ข้าพเจ้า” กลายเป็นผีขณะที่ถูกยิง ทำให้ฝ่ายรัฐบาลกลัวและหนีไป หรือการเล่าเรื่องที่ในฉากปิด ที่จิตวิญญาณของ “ข้าพเจ้า” ที่เสียชีวิตกลับมาเล่าเรื่องราวของตนเอง ทั้งนี้ อาจเข้าใจได้ว่าผู้เขียนต้องการให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างชื่อเรื่องและเนื้อหาของเรื่องคือ “วีรชน” ซึ่งการที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นวีรชนนั้นมักจะเกิดขึ้นหลังความตาย การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครเองจึงต้องให้วิญญาณของตัวละครเล่าเรื่องของตนตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งการเขียนเรื่องในลักษณะนี้ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครได้ทั้งสองมุม ทั้งขณะยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต เป็นส่วนช่วยเพิ่มอรรถรสและความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่องมากขึ้น

เรื่องสั้น “วีรชน” ของ กำพล นิรวรรณ สะท้อนความต้องการตีแผ่มุมมองของผู้เขียนที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. ออกมาได้อย่างกลมกลืน ตั้งแต่การเลือกใช้ชื่อเรื่องที่สื่อถึงความย้อนแย้งของ พคท. ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน การวางโครงเรื่องอ่านง่าย เป็นไปตามลำดับเวลา เรื่องราวเหนือธรรมชาติสะท้อนมุมมองที่หลากหลายได้ตามความคิดของผู้อ่าน แก่นของเรื่องมีส่วนสะท้อนสังคมแสดงความเหลื่อมล้ำและค่านิยมล้าหลังเกี่ยวกับการแบ่งชนชั้นที่แฝงอยู่อย่างเปลี่ยนแปลงได้ยากในสังคมตัวละครมีความสมจริงในด้านลักษณะนิสัยและมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมไปตามบริบทต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ การใช้ฉากและบรรยากาศมีความสอดคล้องกับอารมณ์ของตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องทำให้ผู้อ่านเกิดภาพตามและรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร มีการใช้กลวิธีที่สามารถดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ขบคิดในการนำวิญญาณกลับมาเล่าเรื่องราวของตนเองซึ่งมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่องและเพิ่มอรรถรสในการอ่าน จึงถือว่าเป็นเรื่องสั้นที่คนทั่วไปสามารถอ่านได้เพื่อความบันเทิง และรับประสบการณ์ที่หลากหลายในการอ่าน ทั้งนี้อาจต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เล็กน้อย เพื่อให้การอ่านมีความราบรื่นมากขึ้น

ที่มาภาพ :
 http://www.mowojo.com/product/...

อ้างอิง

กำพล นิรวรรณ. (๒๕๖๒). อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ. กรุงเทพฯ: ผจญภัย.
อาทิตย์ ศรีจันทร์. (๒๕๖๒). อำถรรพ์ภาพวาดเสือดำ: อดีต ปัจจุบัน และการจัดการความทรงจำ.
       สืบค้นเมื่อ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓, จาก https://www.the101.world/the-mystery-of-the-blackpanther-kampol/