“ปลดแร้ว” เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากหนังสือ คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่นๆ ของ จเด็จ กำจรเดช นักเขียนรางวัลซีไรต์ปีล่าสุด (๒๕๖๓) ประเภทเรื่องสั้น เป็นรวมเรื่องสั้นของนักเขียนซีไรต์จาก แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ไม่ใช่เพียงมีอรรถรสต่อการรับรู้ในความรู้สึก แต่คือการคิดในแง่ของคนที่เป็นปัญญาชนแล้วในโลกของปัจจุบัน

วุฒิชัย ปรึกไธสง “ปลดแร้ว” เป็นการเล่าเรื่องเพื่อสื่อให้เห็นเรื่องราวของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า ใช่ป่าเป็นที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพ รวมถึงใช้เป็นที่อยู่พักอาศัยของคนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย การล่าสัตว์โดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เห็นปรากฏในเรื่องคือ แร้ว เป็นอุปกรณ์ที่คนใช้ในการจับสัตว์ป่า เล่าเรื่องเล่าโดยแมนซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องสิ่งที่แมนพบเห็นในขณะที่ใช้ชีวิตหลังเรียนจบมหาลัยอยู่ในป่า ในเรื่องกล่าวถึงว่าหลวงกับบังดุลที่เป็นศัตรูกันทั้งสองมีเหตุที่ห้ามไม่ให้เจอหน้ากัน เพราะถ้าพบหน้ากันเมื่อไหร่จะต้องมีการยิงกันเกิดขึ้นเมื่อนั้น ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ในป่าเดียวกันแต่คนละฝั่ง ห้ามมีใครบุกลุกล้ำเขตพื้นที่ล่าสัตว์ของกันและกัน ชาวป่าในพื้นที่นิยมหาน้ำผึ้งไปขายให้นายหน้า ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าเป็นอาชีพหลักของคนกลุ่มนี้ก็ว่าได้ มีหน้าที่หาแต่ไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติของมันเลย วันหนึ่งในขณะที่กำลังหาน้ำผึ้งหลวงกับบังดุลได้พบกันอีกครั้งโดยบังเอิญ หลวงเล็งปืนไปที่บังดุลแต่ไม่สามารถยิงได้เพราะว่าน้องสาวของหลวงท้องกับบังดุล ถ้าหลวงยิงบังดุลก็จะทำให้หลานกำพร้าพ่อ สุดท้ายหลวงก็เป็นฝ่ายที่ปลดแร้วไม่ได้ ถ้าหลวงตัดสินใจยิงตั้งแต่ครั้งแรกเขาก็คงจะปลดแร้วได้แล้ว ไม่ต้องมานอนคิดอยู่ทุกวันคืนแบบนี้ในการเปิดเรื่องผู้เขียนเล่าถึงความหลังของตัวละครอย่างหลวงและบังดุลที่เป็นศัตรูกัน เหมือนเป็นการเล่าเรื่องย้อนกลับไปเพื่อให้ผู้อ่านทราบที่มาของความขัดแย้งและปัญหาของทั้งสองคนที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตในป่า กลายเป็นการแบ่งแย้งพื้นที่อาณาเขตของตนเองที่ใช้ในการล่าสัตว์ ซึ่งก็จะไปสอดคล้องกับฉากของเรื่องที่ผู้เขียนพยายามจะทำให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าในภาคใต้ของไทย บวกกับวิถีชีวิตการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ในป่า ใช้ป่าในการทำมาหากิน หากสังเกตจะปรากฏว่ามีการบอกวิธีการล่าสัตว์แบบเป็นขั้นตอน รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ ก่อนที่จะลงไปถึงปมปัญหาในเรื่องเป็นลำดับต่อไปซึ่งปมปัญหาในเรื่องหากพิจารณาจะพบว่าในเรื่องปรากฏปมปัญหาอยู่หลายอย่างแต่หลัก ๆ ก็คือปมปัญหาเขาระหว่างหลวงกับบังดุล จะเห็นได้ชัดจากการที่ทั้งสองคนต่างคนต่างอยู่ในเขตของตนเอง ทุกครั้งในการล่าสัตว์หลวงจะพบซากสัตว์ป่ามากมายที่ติดกับดักของของพรานล่าสัตว์ที่เรียกว่า แร้ว ซึ่งเป็นของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นศัตรูกันนั่นก็คือบังดุล เขาอยากช่วยสัตว์เหล่านั้นที่ติดแร้วอยู่แต่หากเผลอไปปลดแร้วก็เท่ากับว่าเขาทำร้ายครอบครัวของคนอีกกลุ่มหนึ่ง และอีกปมปัญหาหนึ่งในเรื่องที่ชัดเจนก็คือเหตุการณ์แย่งน้ำผึ้งกัน อย่างที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้การล่าสัตว์ และการหาน้ำผึ้งเป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงชีพและครอบครัว บังดุลชอบใช้อำนาจข่มเหงว่าใครเป็นคนพบก่อนก็จะเป็นเจ้าของน้ำผึ้งต้นนั้น และจะทำเครื่องหมายไว้หากมีใครมาแย้งหรือเอาน้ำผึ้งก่อนก็จะโดดกระสุนของคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เมื่อหลวงไม่เห็นด้วยทำให้ทั้งสองเกิดความคิดที่มันแตกต่างกันและเกิดความรุนแรงขึ้นในที่สุด ซึ่งก็กลายมาเป็นปมปัญหาในเรื่อง ผู้เขียนสร้างปมปัญหานี้ขึ้นมาเพื่อที่จะนำไปสู่สารัตถะของเรื่อง นั่นก็คือการปลดแร้ว ปลดอคติที่เคยมีต่อกันและการใช้ชีวิตหากินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งบางอย่างในปัจจุบันอาจจะไม่มีอยู่แล้วก็ได้ หากพิจารณาจะพบว่าการปิดเรื่องผู้เขียนไม่ได้ปิดเรื่องแบบชัดเจน แต่เป็นการปิดเรื่องแบบให้ผู้อ่านคิดเองว่าตัวละครหรือเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นยังไงต่อไปจะจบอย่างไรไม่ปรากฏ ไม่มีการเล่าถึงหรือบอกว่าจบอย่างไร กล่าวคือเมื่อผ่านปมปัญหาในเรื่องมาแล้วก็จะเล่าถึงตัวละครทีละตัวว่าสุดท้ายแล้วจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรต่อไป บังดุลสุดท้ายก็ไม่สามารถทราบว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง โดนยิงหรือเปล่า สาเหตุที่ผู้เขียนใช้ตัวละครแมนในการเล่าเรื่องเพราะมันจะมาสอดคล้องกับการปิดเรื่อง เพราะไอ้แมนอาจจะไม่เห็นเหตุการณ์ในตอนจบว่าใครเป็นอย่างไร ทำให้การจบเรื่องเป็นไปแบบไหนก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้อ่านจบเรื่องเอง ซึ่งก็สมเหตุสมผล ผู้อ่านก็สามารถคิดหรือจินตนาการตอนจบของเรื่องได้ตามความคิดเห็นของผู้อ่านเองตามเหตุผลที่คิด จากข้างต้นการเปิดเรื่อง ปมปัญหาในเรื่อง รวมถึงการปิดเรื่อง ทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน การเปิดเรื่องเป็นการบอกที่มาหรือเหตุที่ทำให้เกิดปมปัญหาในเรื่อง ซึ่งปมปัญหาในเรื่องก็จะไปสัมพันธ์กับการปิดเรื่องที่ว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครทราบชัดเจนว่าหลวงหรือบังดุลเป็นอย่างไรบ้าง หารพิจารณาจะพบว่าผู้เขียนได้สร้างเรื่องขึ้นมาให้มีความสมจริง เลือกเอาเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ในปัจจุบัน เหตุผลหนึ่งก็เพื่อที่จะให้ผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์นั้น ๆ ได้เลย แก่นหลักหรือสารัตถะของเรื่องที่ปรากฏคือเรื่องของการเอาชนะความแค้นที่อยู่ในใจตัวเอง การยอมปล่อยวางอย่ายึดติดกับอดีตหรือสิ่งที่ทำให้ไม่มีความสุข อย่างที่ปรากฏในเรื่องคือความแค้นระหว่างหลวงกับบังดุลที่ไม่ค่อยจะชอบกันเท่าไหร่พบกันคือต้องมีปัญหาตลอด ครั้งแรกที่มีปัญหากันทั้งสองคนได้เอ่ยวาจาว่าถ้าพบกันอีกจะต้องมีใครคนหนึ่งตาย จนได้มีโอกาสมาพบกันอีกตอนที่ยวนน้ำผึ้งอยู่ในป่า ในตอนนี้ความแค้นของทั้งสองฝ่ายก็ยังมีอยู่แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมีเหตุการณ์ที่ทำให้หลวงไม่กล้ายิงบังดุล จนสุดท้ายก็ต้องฝืนเก็บปืนและจากกันไป แต่สิ่งที่อยู่ในใจและคาใจทั้งสองฝ่ายอยู่ก็คือความโกรธแค้นที่มีต่อกัน ซึ่งผู้เขียนได้นำความแค้นนี้มาเปรียบเหมือน แร้ว ที่เป็นอุปกรณ์ที่พรานใช้ในการดักสัตว์ เมื่อติดแร้วก็ยากที่จะหลุดพ้นถ้าไม่มีใครมาช่วย มีแต่ความตายเท่านั้นที่จะทำให้หลุดพ้นจากแร้วนี้ได้ จึงได้นำมาใช้เป็นชื่อเรื่อง แต่หลวงกับบังดุลก็ยังไม่สามารถปลดแร้วที่อยู่ในใจของตัวเองได้ และอีกสารัตถะหนึ่งที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านรู้คือเรื่องของการใช้ชีวิตในป่า การพึ่งพาอาศัยป่าอาศัยธรรมชาติ มนุษย์ใช้อะไรจากธรรมชาติไปมากมาย แต่มนุษย์กลับไม่เคยให้อะไรตอบแทนธรรมชาติเลย อย่างที่เห็นได้จากวิถีชีวิตการดำรงอยู่ของชนกลุ่มหนึ่งในเรื่องที่ล่าสัตว์หาน้ำผึ้งเพื่อเลี้ยงชีพ จะสังเกตได้ว่าตัวละครหลักในเรื่องคือ แมน ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความสำคัญเพราะเป็นตัวละครที่เล่าเรื่อง เรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดถูกเล่าผ่านมุมมองของตัวละครแมน สิ่งที่ตัวละครพบเห็นและเคยประสบขณะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในป่า แต่หลายเหตุการณ์อาจจะไม่ค่อยปรากฏชื่อแต่อย่าลืมว่าผู้เขียนสร้างแมนให้เป็นตัวละครผู้เล่าเรื่อง หากผู้อ่านที่มีประสบการณ์ยังน้อยอาจจะเข้าใจว่าหลวงกับบังดุลเป็นตัวละครหลักของเรื่อง มันคือหลุมพรางของผู้เขียนที่สร้างขึ้นมาให้ผู้อ่านได้วิเคราะห์พิจารณา ส่วนหลวงกับบังดุล เป็นตัวละครที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาเพื่อให้ปมปัญหาของเรื่องมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าหลวงกับบังดุลจะโดดเด่นในตอนที่ปมปัญหาของเรื่องเกิด การที่ผู้เขียนเลือกสร้างตัวละครสองตัวนี้ขึ้นมานั้นเห็นด้วยอย่างยิ่ง มันทำให้เนื้อเรื่องยิ่งสนุกมากขึ้น ไม่น่าเบื่อจนเกินไป ถ้าหากมีแต่ตัวละครธรรมดาที่ใช้ชีวิตในป่ามันก็จะไม่เชื่อมโยงกับสารัตถะของเรื่อง ฉากและบรรยากาศในเรื่องที่ปรากฏในเรื่องก็จะเป็นฉากป่าการใช้ชีวิตในป่า เพราะเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในป่า ซึ่งก็สอดคล้องกับแก่นเรื่อง ที่ผู้เขียนอยากจะเสนอให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าในภาคใต้ของไทย อยากให้เห็นคุณค่าของป่าว่ามีความสำคัญอย่างไร คนต้องพึ่งพาอาศัยป่าในการเลี้ยงชีพ ดังนั้นฉากป่าก็จะปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ถึงจะมีแค่ฉากป่าเพียงฉากเดียวก็ไม่ทำให้เกิดความน่าเบื่อ ผู้เขียนได้สร้างความน่าสนใจโดยสร้างฉากย่อยที่อยู่ในป่า ซึ่งมันยิ่งทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของผืนป่าของต้นไม้ เช่นฉากที่ไปยวนน้ำผึ้งทำให้ผู้อ่านทราบว่าต้นไม้นั้นมีอายุมากเพียงใด ซึ่งในฉากนี้ผู้เขียนก็ได้แฝงเรื่องเหนือธรรมชาติเอาไว้ด้วย เรื่องของเจ้าป่าเจ้าเขา ฉากบนภูเขาเนินผาที่พรานเดินทางขึ้นไปล่าสัตว์ก็ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของผืนป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายที่แฝงอยู่รอบตัวหากไม่ทันระวังก็อาจจะพลาดท่าให้อันตรายที่แฝงอยู่ได้ ดังนั้นการที่ผู้เขียนใช้ฉากป่านั้นมันมีความสมจริงอย่างมาก ทุกอย่างทุกเหตุการณ์ที่ปรากฏล้วนแล้วแต่มีอยู่จริงและเคยเกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน หากสังเกตจะพบว่ากลวิธีการนำเสนอผู้เขียนใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครหลัก คือ แมน ซึ่งเป็นนักศึกษาจบใหม่แล้วกลับไปอยู่บ้าน การที่ผู้เขียนเลือกใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครหลักอย่างแมนมันทำให้เรื่องสนุกไม่น่าเบื่อ คือผู้เขียนสร้างตัวละครที่เล่าเรื่องให้เป็นตัวแทนของคนในเมือง เพื่อที่จะนำมาสู่การมองเห็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ในป่า จะดูแปลกใหม่เหมือนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน การใช้แร้วล่าสัตว์ การยวนน้ำผึ้ง เหล่านี้ หากใช้ตัวละครอื่นที่เป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเรื่องคงจะดูไม่น่าสนใจ ซึ่งในฐานะผู้อ่านก็เห็นด้วยกับการที่ผู้เขียนเลือกการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครหลักอย่างแมน ปลดแร้ว เป็นเรื่องที่มีครบทุกรสทุกอารมณ์ ซึ่งผู้เขียนได้เหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ ลงไปในเรื่องได้อย่างเหมาะสมและลงตัว ทุกอย่างมีความสอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุและผล ตั้งแต่การเปิดเรื่อง ปมปัญหาในเรื่อง การปิดเรื่อง และยังโยงมาถึงสารัตถะของเรื่อง ตัวละคร ฉากบรรยากาศ และกลวิธีการนำเสนอของผู้เขียนอีกด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้โดยตนเอง<p><ashref="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/419/188/original_20210216231917.jpg"starget="_blank"><imgssrc="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/419/188/large_20210216231917.jpg"sclass="img-responsive"sstyle=""></a></p><p><ashref="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/419/188/original_20210216231917.jpg"starget="_blank"><imgssrc="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/419/188/large_20210216231917.jpg"sclass="img-responsive"sstyle=""></a></p><p><ashref="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/419/191/original_20210216233014.jpg"starget="_blank"><imgssrc="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/419/191/large_20210216233014.jpg"sclass="img-responsive"sstyle=""></a></p>