“บนเส้นทางไปโรงพยาบาล” เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากหนังสือรวมเรื่อสั้นนักเขียนยอดเยี่ยม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่นๆ ของ กำพล นิลวรรณ ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่องแรกของ กำพล นิลวรรณ เป็นเรื่องราวของชายสองคนที่กำลังสนทนากันบนรถแท็กซี่ระหว่างที่กำลังเดินทางไปโรงพยาบาล ในบทสนทนาตลอดเส้นทางก็ได้มีการพูดถึงการเมืองของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน พูดถึงคนไทยในเชิงตำหนิ พูดถึงบุคคลที่มีบทบาทต่อการเมืองของไทยและประชาธิปไตยในอดีต รวมถึงมีการพูดถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ในการเมือง และสถานที่สำคัญๆ ที่ขับรถผ่านที่เคยเกิดเหตุทางการเมืองในอดีตที่พวกเขาทั้งสองเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้น สุดท้ายก็รู้ว่าทั้งสองคนเคยอู่คนละพรรคคนละฝ่ายกันมาก่อน กล่าวคืออีกคนอู่ฝ่ายเสื้อแดงแต่อีกคนอยู่ฝ่ายเสื้อเหลือง สุดท้ายเวลาผ่านไปก็ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกันอยู่ดี ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลและความคิดเป็นของตนเองทั้งสองฝ่าย
ในเรื่องมีการเปิดเรื่องอย่างน่าสนใจ โดยเริ่มเปิดเรื่องด้วยการพูดถึงการเมืองในปัจจุบันของไทย ซึ่งก็ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน ทำให้อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยการกล่าวถึงผู้เขียนไม่ได้ใช้ชื่อแฝงหรือนามแฝงแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้ชื่อจริงๆ ของคน ที่หลายๆ คนในสังคมรู้จักกันดี เป็นข้อดีก็คือผู้อ่านไม่ต้องวิเคราะห์ก็สามารถเข้าใจได้เลย อีกทั้งผู้เขียนยังได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาเขียนผนวกเข้ากับเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่มีความโหดร้ายและรุนแรง และในการเปิดเรื่องเหมือนผู้เขียนพยายามจะแนะนำตัวละครให้ผู้อ่านได้รู้จัก โดยการพูดคุยกันในช่วงต้นของตัวละครหลักทั้งสองที่พูดคุยถามเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ ความเป็นไปมาขออีกฝ่ายว่าเป็นใครมาจากไหน จนนำมาสู่ปมขัดแย้งในเรื่อง เมื่อทั้งสองฝ่ายได้รู้ว่าในอดีตทั้งสองคนเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน จนปัจจุบันทั้งสองก็ต่างยังมีความคิดที่แตกต่างกันอยู่ ต่างฝ่ายต่างมีความคิดความเชื่อและเหตุผลเป็นของตนเอง คิดว่าสิ่งตนเองเลือกนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว เหมือนผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่าต่างคนต่างมองแต่จุดดีของตนเอง มองแต่ว่าตนเองนั้นถูก โดยลืมนึกถึงถึงความเป็นจริงว่าสิ่งที่ถูกที่ดีนั้นต้องเป็นอย่างไร จนยอมเสียสละหรือทำทุกอย่างเพื่อให้ฝ่ายที่ตนเลือกนั้นได้เป็นใหญ่หรือได้รับชัยชนะถึงแม้สิ่งที่ทำอยู่นั้นจะผิดก็ตาม ซึ่งผู้เขียนก็ได้โยงไปเชื่อมกับสารัตถะของเรื่องได้อย่างลงตัว โดยที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยง่าย หากสังเกตทุกฉากทุกตอนจะพบว่าเรื่องไม่มีความซับซ้อน มีปมปัญหาเพียงปมเดียว ดำเนินไปอย่างมีลำดับขั้นตอนทุกฉากทุกตอนทุกเหตุการณ์จะมีความสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุและผล หากพิจารณาจะพบว่าผู้เขียนเลือกที่จะให้เรื่องจบแบบมีความสุขคือทุกตัวละครต่างเข้าใจกัน ดังที่เห็นได้จากในเรื่องที่สุดท้ายจะอยู่พรรคไหนสีไหน แต่เราก็คือคนไทย อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินเดียวกัน แต่หากมองในมุมผู้อ่านเรื่องก็ยังปิดไม่ค่อยชัดเจน กึ่งมีความสุขหรือกึ่งไม่มีความสุข เพราะสุดท้ายทั้งสองคนก็ยังมีความคิดที่แตกต่างกันอยู่เหมือนเดิม แต่ละคนเชื่อในสิ่งที่ตนเองเลือก ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนความคิดใครได้ ทุกคนเลือกที่จะเชื่อตามเหตุผลของตนเอง ถ้าสังเกตอาจกล่าวได้ว่าถ้าปิดเรื่องแบบมีความสุขมันก็ยังมีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจหรือคิดแย้งกันอยู่ตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตนเองนั้นเป็นฝ่ายถูก ถ้าจะมองว่าปิดเรื่องแบบไม่มีความสุข มองโดยรวมทั้งสองฝ่ายก็ยังอยู่ด้วยกันได้บนรถแท็กซี่ตลอดเส้นทางจนจบเรื่อง และยังมีการอวยพรร่ำรากันอีกในตอนสุดท้าย หรือผู้เขียนมุ่งไปที่สารัตถะของเรื่องอย่างเดียวไม่ได้ให้ความชัดเจนในการปิดเรื่องมากเท่าไร ดังนั้นก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นการปิดเรื่องแบบไหน เพราะทั้งสองแบบก็ไม่มีส่วนที่ชัดเจนเลย ดังนั้นจะพบว่า การเปิดเรื่อง ปมปัญหาในเรื่อง รวมไปถึงการปิดเรื่อง ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน ทุกประเด็นต่างก็มีความสำคัญต่อเรื่อง หากขาดประเด็นใดประเด็นหนึ่งไปเรื่องจะไม่สมบูรณ์หรือขาดความสนุกก็เป็นได้ การเปิดเรื่องก็เป็นการแนะนำสร้างข้อสงสัยต่างๆ ให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและอยากที่จะติดตามอ่านต่อไปว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นอย่างไรในตอนต่อไป ซึ่งก็จะโยงมาสู่ปมปัญหาของเรื่องที่จะสร้างปมของเรื่องถือเป็นจุดสำคัญของเรื่อง เรื่องจะดำเนินไปอย่างไรนั้นก็ต้องดูที่ปมปัญหาของเรื่อง ซึ่งปมปัญหาในเรื่องนี้ก็คือการมีความคิดที่แตกต่างกันของคนสองคน เป็นเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม คนเราต้องมีความคิดที่แตกต่างกันตามเหตุและผลของตนเอง และนำไปสู่การปิดเรื่องกล่าวคือผู้เขียนสามารถเลือกได้ว่าอยากจะให้เรื่องจบแบบไหน แต่ก็ต้องดูที่ปมปัญหาของเรื่องประกอบด้วยจึงจะทำให้เรื่องดูสมจริงและดูมีเหตุมีผล ซึ่งในเรื่องนี้ก็ทุกประเด็นต่างก็สัมพันธ์กันอย่างชัดเจน ในส่วนของแก่นเรื่องหรือสารัตถะของเรื่องหากพิจารณาจะพบว่าสารัตถะของเรื่องก็คือเรื่องของความคิดที่แตกต่างกัน ต่างคนต่างมีความคิดและเหตุผลเป็นของตนเอง คิดคนละแบบใช่ว่าจะต้องอยู่คนละพรรคคนละฝ่าย เพราะยังไงเราก็คือคนไทยด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับการเมืองของไทยทั้งในปัจจุบันและอดีตอย่างชัดเจน สาเหตุที่เลือกการเมืองมาใช้ในการถ่ายทอดสารัตถะของเรื่องก็เพราะว่าการเมืองของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีหลายพรรค หลายฝ่าย หลายสี ดังนั้นผู้เขียนจึงเลือกเหตุการณ์ทางการเมืองมาใช้ในการเล่าเรื่องเพื่อที่จะโยงไปยังสารัตถะของเรื่องนั่นเอง นั่นก็คือเรื่องของความคิดที่แตกต่างกันอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ผู้เขียนใช้เหตุการณ์นี้ การเมืองไทยนั้นก็มีความหลากหลายจึงทำให้เห็นถึงความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด แต่หากผู้อ่านมีประสบการณ์ในการอ่านน้อยหรืออ่านเพลินไม่พิจารณาก็จะเข้าใจผิดว่าสารัตถะของเรื่องคือเรื่องของความโหดร้ายและความรุนแรงของการเมืองไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผู้อ่านต้องมีประสบการณ์ในการอ่านค่อนข้างมากหรือต้องใช้เวลาในการอ่าน อ่านหลายๆ รอบจึงจะรู้ว่าที่จริงแล้วสารัตถะของเรื่องที่ผู้เขียนแฝงเอาไว้คือเรื่องความเห็นต่าง ความคิดที่แตกต่างกันของคน จากเรื่องบนเส้นทางไปโรงพยาบาล ตัวละครที่ปรากฏในเรื่องก็มีเพียงตัวละครที่แทนตัวเองว่า “ผม” (คนขับรถแท็กซี่) และ “พี่” (ผู้โดยสาร) ทั้งสองคนเป็นตัวละครหลักของเรื่อง เป็นตัวละครที่ดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกเหตุการณ์ทุกฉากที่เกิดขึ้นจะมีตัวละครทั้งสองปรากฏอยู่ ผมและพี่ เป็นตัวละครแบบแบนหรือแบบน้อยลักษณะ กล่าวคือเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตนเองทั้งสองคน ทำตามเหตุและผลที่ตนเองเชื่อ สาเหตุที่ตัวละครทั้งสองเป็นตัวละครหลักก็เพราะว่าตัวละครทั้งสองเป็นคนเล่าเรื่องโดยสนทนากัน ซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป ตัวละครทั้งสองถูกสร้างให้มีความแตกต่างกันทั้งความคิด หน้าตา ลักษณะรูปร่าง เพื่อที่จะได้สัมพันธ์กันกับสารัตถะของเรื่อง ตัวละครผมอยู่ฝ่ายเสื้อเหลือง ตัวละครพี่ก็อยู่ฝ่ายเสื้อแดง ผมหนน้าตาเหมือนคนไทย แต่พี่หน้าตาเหมือนชาวยูกันดา หากพิจารณาจะพบว่าตัวละครทั้งสองมีสิ่งที่ตรงกันข้ามกันทุกอย่างรวมไปถึงความคิด ทุกคนต่างมีเหตุและผลเป็นของตนเอง ดังนั้นจะขาดตัวละครหลักทั้งสองนี้ไปไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวละครที่มีความสำคัญกับการดำเนินเรื่องเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นถึงวารัตถะของเรื่องอีกด้วย ฉากสำคัญที่ปรากฏในเรื่องก็คือฉากบนรถแท็กซี่ เพราะเป็นฉากที่นำไปสู่เรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญๆ ของเรื่องที่ทั้งสองคนสนทนากัน ตลอดทั้งเรื่องก็จะมีฉากหลักเพียงฉากเดียว ซึ่งก็ทำให้เรื่องดูไม่ซับซ้อน แต่ยังมีเรื่องราวและเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นจากฉากนี้ และฉากอื่นที่ปรากฏก็จะเป็นฉากรองหรือเหตุการณ์ย่อยๆ โดยนำฉากย่อยๆ เหล่านั้นมาแทรกไว้ในบทสนทนาของตัวละครหลักที่ทั้งสองคนที่กำลังสนทนากันบนรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นฉากหลักของเรื่องนี้ หากพิจารณาจะพบว่าแต่ละฉากแต่ละเหตุการณ์ที่ตัวละครทั้งสองกล่าวถึงล้วนแล้วแต่อยู่ในฉากหลัก นั่นก็คือบทสนทนาบทรถแท็กซี่ ผู้เขียนใช้วิธีการลำดับฉากได้อย่างแนบเนียนและมีลำดับขั้นตอนเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง ดังนั้นแต่ละฉากจึงส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อกันอย่างชัดเจน จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งเหมือนกับส่งอีกฉากหนึ่งไปยังอีกฉากหนึ่งอย่างมีเหตุและผล โดยมีตัวคอยกำหนดควบคุมนั่นก็คือสถานที่ หากพิจารณาจะพบว่าผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้บทสนทนาเป็นหลักตลอดทั้งเรื่อง ผ่านตัวละครหลักสองตัวที่กำลังสนทนากันบนรถแท็กซี่ อาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ไม่ยาวแต่ก็สามารถเล่าเหตุการณ์และเรื่องราวได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยใช้เพียงแค่บทสนทนา ทำให้เรื่องดูไม่ซับซ้อนหรือยาวจนเกินไป สาเหตุที่ผู้เขียนเลือกใช้กลวิธีการเล่าเรื่องผ่าบทสนทนาก็เพราะว่าพยายามจะสื่อให้เห็นถึงความคิดที่แตกต่างกันของคน ทุกคนต่างก็มีความคิดที่เป็นของตนเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดที่จะคิดต่าง ตามเหตุและผลของตนเองอย่างที่มีการกล่าวถึงในเรื่อง อีกอย่างการเล่าเรื่องโดยใช้บทสนทนายังสามารถทำให้เห็นภาพได้ดีกว่าการเล่าเรื่องแบบบรรยายธรรมดาและยังทำให้ผู้อ่านจินตนาการตามที่ผู้เขียนต้องการได้ เรื่องนี้มีเหตุการณ์และสถานที่มากมายที่กล่าวถึงในเรื่อง หากใช้เพียงการเล่าแบบบรรยายอาจจะไม่เห็นภาพและจะทำให้ยิ่งน่าเบื่อ เหตุนี้ผู้เขียนจึงได้นำบทสนทนาเข้ามาใช้ในการเล่าเรื่องดังกล่าว แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อจะทำให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดของคนบวกกับอยากให้ผู้อ่านเห็นภาพเหตุการณ์ทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ว่ามันรุนแรงและน่ากลัวขนาดไหน ซึ่งในฐานะผู้อ่านก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้บทสนทนาโต้ตอบของตัวละครหลักทั้งสองที่แทนตัวเองว่า ผม และ พี่ ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่า ฉาก และกลวิธี จะต้องมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งกลวิธีก็สำคัญเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ ไม่เบื่อหน่ายกับงานเขียน ในเรื่องผู้เขียนได้เลือกกลวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้บทสนทนาเป็นหลักตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีจะทำให้เรื่องน่าสนใจ ทำให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่าย ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับฉาก เพราะฉากนั้นก็มีบทบาทต่อเรื่องมาก ในเรื่องนี้อาจจะปรากฏอยู่แค่เพียงฉากเดียวแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะการใช้ บทสนทนาในการเล่าเรื่องมันจะทำให้เห็นภาพ ในเรื่องก็มีการพูดถึงเรื่องราวเหตุการณ์อื่นๆ มากมาย ซึ่งผู้อ่านก็ สามารถคิดภาพจินตนาการตามได้ทั้งหมด และยังไปสัมพันธ์กับชื่อเรื่องอีก บนเส้นทาไปโรงพยาบาล เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมดที่ถูกเล่ามาสุดท้ายก็เป็นเพียงบทสนทนาของคนสองคนบนรถแท็กซี่ขณะกำลังมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล
