มึงหมดศักดิ์ศรีแล้ว มึงยังจะมีหน้ามาสำแดงฤทธิ์เดชอันใดอีก

                        มึงเป็นเสือสมิงงั้นรึ  ไหนลอง แปลงตัวเป็นคนให้กูดูหน่อย   (หน้า 189) "

            ขาล – เสือสมิง  วิญญาณผีร้ายที่แฝงอยู่ภายในกายพยัคฆ์  หรือเป็นเพียงที่กำบังหลบซ่อนด้านมืดในจิตใจของใครบางคน การประกอบและปรุงแต่งขึ้นเป็นร่างกายและจิตใจรวมกันนั้นคือความหมายของคำว่า“สังขาร”สิ่งที่เกิดจากเหตุ ในที่นี้หมายถึง กายสังขาร วจีสังขาร  และมโนสังขาร ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเป็นเหตุและผลของการกระทำที่เกิดจากการเสริมแต่งทางการกระทำ คำพูดและความคิด ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาการแสดงออกทางจิตใจและการกระทำของตัวละครเอกคือ “ควันเทียน” ผู้อาฆาตแค้นเสือสมิงที่ปลิดชีพทุกคนในครอบครัว จนนำไปสู่ความคิดแค้นและการเอาคืนในที่สุด


             เจ้าการะเกด เป็นนวนิยายของ เสน่ห์ สังข์สุข หรือนามปากกาที่นักอ่านวรรณกรรมรู้จักในชื่อแดนอรัญ แสงทอง เป็นชาวเพชรบุรี มีผลงานเขียนที่โดดเด่นมากมาย เช่น นวนิยาย “เงาสีขาว” ที่ได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น “อสรพิษ”และ“เจ้าการะเกด” ต่างก็ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาต่างประเทศ โดยรัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้แก่เขาในปี พ.ศ. 2551  ต่อมาในปี 2557 ได้รับรางวัลซีไรต์ จากผลงานรวมเรื่องสั้นชุด “อสรพิษและเรื่องอื่นๆ” เเละได้รับการเชิดชู ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรรณศิลป์ ปี 2561

       เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิกคือ ตาเฒ่าจันทน์ผา แม่ดวงบุหลัน หลวงพ่อเทียน เจ้าการะเกด และคู่ความขัดแย้งระหว่างตาเฒ่าจันทน์ผาและหลวงพ่อเทียนกับเสือสมิง โดยเริ่มเล่าจากปัจจุบันคือ พ.ศ. 2510 เป็นช่วงเวลาที่หมู่บ้านแพรกหนามแดงกําลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยพิบัติ คือ เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหลวงพ่อเทียน ผู้อยู่ในทุกช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน จึงเป็นผู้เล่าเรื่องราวย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพ่อหลวงพ่อเทียนคือ ตาเฒ่าจันทน์ผาซึ่งเป็นนายพราน ล่าสัตว์หาของป่า และวิถีชีวิตของแม่หลวงพ่อเทียนคือ แม่ดวงบุหลัน ซึ่งรักการทํานาและทําสวน ต่อมา เมื่อแม่ดวงบุหลันถูกเสือกัดตาย ตาเฒ่าจันทน์ผาแค้นมากจึงได้ฝึกฝนหลวงพ่อเทียนเพื่อให้เป็นพราน แม้ว่าหลวงพ่อเทียนจะรู้สึกหวาดกลัวก็ตาม ในเวลาต่อมาหลวงพ่อเทียนได้พบรักกับ เจ้าการะเกด และตกลงสร้างครอบครัวร่วมกัน จึงย้ายไปยังหมู่บ้านเนินตะโกดำ แต่มีเสือมากินวัวที่เจ้าการะเกดเลี้ยงไว้ไถนา จนทําให้ทั้งพ่อเฒ่าจันทน์ผาและหลวงพ่อเทียนออกล่าเสือตัวนั้น แต่โชคไม่ดี ตาเฒ่าจันทน์ผาพลาดท่าจนถูกเสือกัดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทําให้หลวงพ่อเทียนอาฆาตและวางแผนฆ่าเสือตัวนั้นได้สําเร็จ เมื่อเสือตัวนั้นตาย หลวงพ่อเทียนและเจ้าการะเกดเกิดภาวะหลอน ในบางครั้งเขามองตัวเองกลายเป็นเสือ ตลอดจนเห็นเจ้าการะเกดกลายเป็นเสือไปด้วยเช่นกันหลวงพ่อเทียนจึงฆ่าเจ้าการะเกดตายไปด้วยมือของเขาเอง และเรื่องราวได้กลับมาจบลงที่เวลาปัจจุบันที่หลวงพ่อเทียนบวชเป็นพระแล้ว และกําลังเล่าเรื่องราวให้เด็ก ๆ ในแพรกหนามแดงฟัง

           “เจ้าการะเกด”  นวนิยายรักแบบโศกนาฏกรรมที่มีจุดจบแบบสามารถคาดการณ์ได้ ผู้เขียนนำเสนอเรื่องในรูปแบบนิทานซ้อนนิทาน ให้ตัวละครเอก “หลวงพ่อเทียน”เป็นคนเล่าเรื่องราว ซึ่งเรื่องราวที่หลวงพ่อเทียนเล่านั้นสอดแทรกไปด้วยเรื่องลี้ลับในป่าใหญ่ และบางเรื่องอิงประวัติศาสตร์ร่วมด้วย เมื่อได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนั้น ท่านจะได้ร่วมสนุกไปกับตัวละครในค่ำคืนรอบกองไฟอย่างเหลือเชื่อ เพราะผู้เขียนใช้เทคนิควิธีในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจและลุ่มลึก คือการนำความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในร่างของเสือหรือเสือสมิงมาหยอกล้อกับแก่นเรื่อง โดยมี “เสือสมิง”เป็นสัญลักษณ์  ซึ่งหารู้ได้ว่าเสือสมิงที่ว่ากันว่าเป็นผีหรือปีศาจในร่างเสือใหญ่ อาละวาดกินคนเป็นอาหารนั้น  ยังร้ายและน่ากลัวไม่เท่าจิตใจของมนุษย์ที่มีความเคียดแค้นเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการทำร้ายผู้อื่น   

           “เจ้าการะเกด” เป็นเรื่องที่งดงามอย่างยิ่ง ให้ความรู้สึกกระทบถึงจิตใจผู้อ่านข้ามวันข้ามคืนด้วยภาษา และเนื้อหาที่สื่อสะท้อนความเป็นมนุษย์หลากหลายมิติราวกับผู้อ่านกำลังหลงเข้าไปในป่าลึกที่มี“แดนอรัญ” เป็นผู้นำทางทั้งด้านการเลือกใช้คำ ความงามด้านเนื้อหา ผู้เขียนเลือกสรรคำได้อย่างเหมาะสมงดงาม ซึ่งในเรื่องนี้โดดเด่นในการนำเสนอฉากป่า โดยพรรณนาถึงความเงียบสงัดของป่า ที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ในป่าใหญ่ที่อุดมไปด้วยเมกไม้และสัตว์ป่านานาพันธุ์  ไสยศาสตร์ รวมถึงสิ่งลี้ลับที่ผู้เขียนสอดแทรกในเนื้อเรื่องเพื่อเพิ่มความน่าค้นหาชวนให้ผู้อ่านติดตาม เมื่อกล่าวถึงการสร้างเนื้อเรื่องนั้น ผู้เขียนผูกเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ชวนให้ผู้อ่านติดตาม โดยใช้กลวิธีเล่าซ้อนนิทาน เป็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านหลวงพ่อเทียน นั่นคือให้หลวงพ่อเทียนเป็นผู้เล่าเรื่องราว ดำเนินเรื่องแบบย้อนลำดับเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องกันดี โดยเกริ่นเรื่องชวนให้ผู้อ่านสงสัยในตอนแรกก่อน แล้วจึงเล่าถึงความเป็นมาของเรื่องราวต่าง ๆ และเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างครอบครัวหลวงพ่อเทียนกับเสือ ซึ่งนำพาไปสู่การสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่าที่หลวงพ่อเทียนต้องเผชิญ โวหารที่ปรากฏชัดเจนในเรื่องนั้น คือ บรรยายโวหารและพรรณนาโวหาร ส่วนใหญ่แล้วผู้เขียนมักใช้บรรยายโวหารในการเล่าเรื่องราว วิถีชีวิตของตัวละคร ซึ่งโวหารที่ใช้นั้นทำให้ผู้อ่านเข้าใจตัวละครแต่ละตัวมากยิ่งขึ้น บทสนทนาในเรื่องนั้น ผู้เขียนให้ความสำคัญน้อยที่สุด อาจเป็นเพราะผู้เขียนเน้นการเล่าเรื่องราวเป็นสำคัญ จึงปรากฏบทสนทนาในเนื้อเรื่องน้อยมาก ในตอนจบของเรื่องนั้น “แดนอรัญ”ได้นำเสนอภาพเหตุการณ์ที่สุดแสนสะเทือนใจและระทึกใจผู้อ่านเป็นอย่างมาก นั่นคือ เหตุการณ์ที่หลวงพ่อเทียนเป็นคนลงมือสังหารเมียที่ตนรัก“เจ้าการะเกด”อย่างน่าสลด เหตุเพราะเห็นเมียของตนเป็นเสือ ซึ่งเป็นการจบเรื่องแบบโศกนาฏกรรม นอกจากนั้นเนื้อเรื่องมีความสอดคล้องกับฉากและบรรยากาศต่าง ๆอย่างกลมกลืมลงตัว อีกทั้งชื่อเรื่อง “เจ้าการะเกด”นั้น ยังเป็นที่น่าสงสัยว่า เหตุใดผู้เขียนไม่นำชื่อตัวละครเอกเช่น “ควันเทียน” มาตั้งชื่อเรื่อง เหตุใดต้องเป็น “เจ้าการะเกด” หากลองวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้วนั้น“เจ้าการะเกด” เป็นตัวละครที่น่าสงสารอย่างจับใจ เพราะนางเป็นผู้รับกรรมจากการกระทำของสามี ผู้เขียนจึงเจตนาสร้างตัวละครนี้ให้ตั้งครรภ์ เพราะต้องการสะท้อนให้เห็นว่า สุดท้ายแล้ว “ควันเทียน” ต้องสูญเสียสิ่งที่ทะนุถนอม สิ่งที่รักดั่งแก้วตา คือ ท้ายที่สุดแล้ว เขาต้องสูญเสียทั้งเมียและลูก

              “แดนอรัญ” เลือกสรรตัวละครแต่ละตัวได้อย่างเหมาะสมงดงาม หลากหลายมิติ ทั้งยังมีความเป็น “มนุษย์” ด้วยกันทั้งนั้น คือ ยังคงมีทั้งกิเลส ความดีและความชั่วภายในจิตใจ เช่น ตาเฒ่าจันทน์ผา คือ ตัวละครที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเห็นถึง วิถีนายพราน “แกยิงปืนได้แม่นและเก่งกาจไม่มีใครเทียบในเรื่องการสะกดรอยและในฐานะพราน แกโหดเหี้ยม ชาญฉลาดและเลือดเย็น” (หน้า131) แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในป่า แต่สำหรับเฒ่าจันทน์ผานั้นป่าไม่ใช่บ้าน แต่ป่าเต็มไปด้วยอันตรายรอบตัว โดยเฉพาะสัตว์ร้ายเช่น “เสือ” ที่ทำให้เขาต้องพบเจอกับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หากมองดูดี ๆ แล้วนั้น ทุกเหตุการณ์การสูญเสีย เช่น เมียถูกเสือกัดตาย  วัวถูกเสือกัดตาย อาจทำให้เขารู้สึกว่า เพียงสัตว์ตัวเดียวสามารถบุกรุกและหยามศักดิ์ศรีความเป็น “นายพราน” และ “หัวหน้าครอบครัว” ของเขา ที่ไม่อาจปกป้องเมียและครอบครัวได้ ก่อให้เกิดความแค้นและอาฆาตเสือเพียงตัวเดียว เรื่องจึงดำเนินขึ้นอย่างเข้มข้น “เจ้าการะเกด” เป็นตัวละครหลายลักษณะ ผู้เขียนพรรณนารูปร่างของเธอให้ดูอ่อนโยน อ่อนหวาน แต่เธอก็แอบมีด้านแข็งแกร่งอยู่บ้าง ในเรื่องนี้นั้นเธอรักในการทำนา เธอสู้ทำทุกอย่างด้วยตัวของเธอเอง แม้พละกำลังของเธอจะเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ก็ตาม นั่นก็แสดงถึงความแข็งแกร่งภายในจิตใจดวงเล็ก ๆ ของเธอ

               “เจ้าการะเกด” เป็นนวนิยายที่นักอ่านไม่ควรพลาด เพราะเป็นนวนิยายที่มีครบทุกรส ไม่ว่าจะเป็นรสรัก รสเศร้า รสโกรธ หรือแม้กระทั่งรสสยองขวัญ ผู้เขียนนั้นสามารถตรึงผู้อ่านได้อย่างมหัศจรรย์ด้วยสำนวนภาษาที่ลุ่มลึก แต่ละฉากที่ผู้เขียนบรรยายนั้น ทำให้ผู้อ่านคล้อยตามและรู้สึกสยองขวัญ ขนลุกจริง นับว่าเป็นนวนิยายที่ใช้ภาษางดงามอย่างยิ่ง นอกจากด้านความบันเทิงแล้วนั้น “เจ้าการะเกด” ยังสะท้อนแง่คิดให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดตลอดทั้งเรื่อง ในท้ายที่สุดแล้วความเหี้ยมโหดไม่ได้เกิดจากเสือ หากแต่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และแท้ที่จริงแล้ว “เสือสมิง” นั้นคือสัญลักษณ์เพื่อตีแผ่ถึงด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ ที่มีจิตใจเหี้ยมโหด เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “มนุษย์บางคนนั่นแหละคือเสือสมิงที่แท้จริง”