จากวันนั้นผ่านมายี่สิบปี หลวงเปลี่ยนไปขึ้นเขาเดินป่าแต่ละครั้ง เพราะอยากสูดกลิ่นดินกลิ่นป่า ผูกเปลก่อกองไฟต้มน้ำชงชา พูดคุยกับสัตว์ป่าเหมือนรู้เรื่อง เหมือนคนที่ปล่อยวางได้หมดแล้ว แต่เปล่าเลยแววตาที่สะท้อนกองไฟในแต่ละคืนนั้นบอกว่ายังมีสิ่งค้างคา

ปลดแร้ว : 

บ่วงภายในใจที่ยังไม่ถูก ‘ปลดปล่อย’



ปลดแร้ว เป็นเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายจากเรื่องสั้นทั้งหมด 11 เรื่อง ในหนังสือรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ” ผลงานการเขียนของจเด็จ กำจรเดช นักเขียนดับเบิลซีไรต์คนล่าสุดของไทย โดยหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (THE S.E.A. WRITE AWARD) ปี 2563

ปลดแร้วเป็นเรื่องราวที่เล่าถึงการผจญภัยในป่าใหญ่ของหลากหลายตัวละคร มีการนำเสนอให้เห็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตในป่า โดยเน้นเล่าเรื่องไปในส่วนของคนขึ้นผึ้งเก็บน้ำหวานเป็นส่วนใหญ่

ข้าพเจ้าขอยอมรับว่าเรื่องปลดแร้วเป็นเรื่องสั้นที่อ่านยากในระดับหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในการอ่านมากมายนักอย่างข้าพเจ้า ประการแรกเพราะเป็นเรื่องสั้นที่มีขนาดยาวมาก อาจทำให้ผู้อ่านเหนื่อยหน่ายและยอมแพ้ไม่อยากที่จะอ่านต่อ 

ประการต่อมาคือ เพราะผู้เขียนอย่างจเด็จ กำจรเดชนั้นใช้กลวิธีในการเขียนที่แตกต่างจากหนังสือแบบเดิมไปมาก ทั้งการเล่าเรื่อง และการผูกโครงเรื่องที่แปลกใหม่ และมีการเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ เสมือนเรากำลังฟังเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งอยู่ แต่กลับมีเรื่องอื่น ๆ แทรกเข้ามาเรื่อย ๆ และกลับเข้ามาที่เรื่องเดิมอีกครั้ง ซึ่งเป็นการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องที่สลับไปสลับมา รวมถึงมีการใช้้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบเหนือจริงเข้ามาผสมผสานในเรื่องจนผู้อ่านสับสนและงุนงงกับเรื่องเพราะฉะนั้นต้องอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ซ้ำหลายรอบ จึงจะสามารถจับต้นชนปลายเรื่องนี้ได้

ปลดแร้ว มีการวางโครงเรื่องโดยใช้ ‘ปม’ หรือความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปม โดยมีการเปิดเรื่องที่เป็นเหตุการณ์ในตอนกลางเรื่องก่อน เพื่อให้เห็นถึงปมปัญหาระหว่างตัวละคร ‘หลวง’ และ ‘บังดุล’ ว่าทั้งสองมีความขัดแย้งกันอยู่ ดังนี้        

         บังดุลไม่รู้ตัวว่าถึงฆาตเขาเดินตัดสันเขาขึ้นไปรอกระสุนที่ยวนผึ้งตั้งแต่เที่ยง ส่วนกระสุนนัดนั้นก็ไม่รู้ตัวว่าจะต้องฆ่าใคร มันยังนอนนิ่งในลูกโม่ เหน็บอยู่ที่เอวของหลวงซึ่งนอนข้างกองไฟ คืนนั้นดาวพราวฟ้าหลวงนอนตาวาวจ้องไฟโชนเปลว ไม่รู้ว่าคิดถึงอะไร แต่ถ้ารู้ว่าจะได้เจอบังดุล ถ้ารู้ว่าบังดุลกำลังเดินตัดสันเขาขึ้นไปรอที่ยวนผึ้งแล้ว หลวงอาจจะรีบลงจากเขาหนีไปไม่ให้พบหน้ากัน (หน้า 469) 

การเปิดเรื่องเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านครุ่นคิดและสงสัยว่าทั้งสองเป็นใคร และเพราะเหตุใดหลวงจึงแค้นบังดุลถึงขนาดที่ว่าถ้าได้เจอหน้าก็จะฆ่าทิ้งเสีย ทำให้ผู้อ่านใคร่รู้และอยากที่จะอ่านเรื่องต่อเพื่อหาคำตอบที่สงสัยต่อไป 

เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าผู้เขียนเล่าเรื่องราวไปเรื่อย ๆ ให้เห็นถึงวิถีชีวิตและการผจญภัยบนภูเขาของตัวละคร และค่อย ๆ นำเสนอตัวละครตัวอื่น ๆ โดยมีการกล่าวถึงภูมิหลัง และลักษณะนิสัยของตัวละครแต่ละตัวด้วย รวมถึงใช้ตัวละครทั้งหมดเป็นผู้ดำเนินเรื่องหลัก โดยให้ตัวละครได้ไปขึ้นเขาห้วยตาเสนเพื่อหาน้ำผึ้งกัน 

การผูกปมภายในเรื่องนี้จะมีอยู่หลายปมด้วยกัน แต่ปมปัญหาหลักคือปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ของหลวงและบังดุลดังที่รับรู้มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ซึ่งผู้เขียนได้ผูกปมให้ทั้งสองขัดแย้งกัน โดยมีบังดุลที่เป็นตัวละครที่พาลและประพฤติตนไม่ดี แต่กลับได้แต่งงานกับน้องสาวของหลวง และทำน้องสาวหลวงเสียใจ หลวงจึงแค้นบังดุลมากถึงกับลั่นวาจาไปว่า ต่อไปข้างหน้ามึงอย่ามาให้กูเห็น รู้ข่าวกูอยู่ไหนก็ให้หลีกกูรู้ข่าวมึงก็จะหลบ ถ้ามีเหตุว่ามึงเดินมาเจอกูแปลว่าจึงอยากลองของ ซึ่งไม่ต้องกลัวว่ากูจะไม่ยิง (หน้า 480) 

นอกจากนี้ยังมีปมขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละคร ถือว่าเป็นปมหลักอีกหนึ่งปมที่สำคัญของเรื่องนี้ เพราะความสับสนในจิตใจของ‘หลวง’ ดังข้อความ ...แต่ถ้ารู้ว่าจะได้เจอบังดุล ถ้ารู้ว่าบังดุลกำลังเดินตัดสันเขาขึ้นไปรอที่ยวนผึ้งแล้วหลวงอาจจะรีบลงจากเขา แต่ก็ไม่แน่ว่าแกจะง้างนกรอ (หน้า 481) นอกจากนี้ปมข้อนี้ยังสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง ‘ปลดแร้ว’ ซึ่งจะขอกล่าวในลำดับต่อไป

เรื่องดำเนินมาเรื่อย ๆ และเข้มข้นขึ้นเมื่อตัวละครทั้งสองมาเจอกันและหลวงก็เกือบจะฆ่าบังดุลแต่มีเพื่อน ๆ มาช่วยไกล่เกลี่ยเสียก่อน ทำให้หลวงได้สติและเริ่มคิดไตร่ตรองมากขึ้นว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับบังดุล จนกระทั่งถึงจุดสุดยอดของเรื่อง ซึ่งอยู่ที่เหตุการณ์ตอนบังดุลกำลังอยู่บนต้นไม้เพื่อเอารังผึ้งแต่ว่าเขากลับหายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมกับเสียงร้องของตน และนี่เป็นการคลายปมปัญหา การที่บังดุลหายตัวไปทำให้ความขัดแย้งของทั้งบังดุลและหลวงหมดไป แต่ว่าปมปัญหาในจิตใจของหลวงนั้นยังเป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้เฉลย แต่กลับทิ้งปริศนาให้ผู้อ่านได้ไปขบคิดต่อว่าหลวงปลดบ่วงในใจของตนได้หรือยัง

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้จะมีการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องที่สลับไปสลับมาซึ่งผู้วิจารณ์ขอเรียกว่า เล่าเรื่องความจริงระหว่างเหตุการณ์ที่อยู่ในป่ากับเหตุการณ์ในอนาคตอีก 20 ปีของไอ้แมน เช่น ตอนที่ 15 เป็นตอนที่ไอ้แมนโผล่หัวมาหลังจากเพิ่งเล่นน้ำในป่าและพบว่าตนกลายเป็นคนอายุสี่สิบ ตอนที่ 16 ตัดภาพกลับมาที่ไอ้แมนนอนอยู่ในเปลบนเขาที่ไปหารังผึ้งกัน และตอนที่ 21 ซึ่งกลับมาเป็นอายุสี่สิบและกำลังหาวิธีดำน้ำเพื่อพิสูจน์ว่าสามารถย้อนเวลากลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อนได้ เป็นต้น โดยทุกตอนจะมีการเล่าเรื่องผ่านสายตาของผู้เขียน เพื่อให้เห็นภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงรับรู้ถึงความคิดอ่านของตัวละครในเรื่องด้วย

นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีกลวิธีในการเขียนโดยใช้เรื่องเหนือจริงเข้ามาผสมผสาน หรือที่เรียกว่าการใช้ สัจนิยมมหัศจรรย์ ในเหตุการณ์ที่ไอ้แมนสามารถย้อนเวลาไปมาได้ รวมถึงกล่าวถึงเรื่องอาถรรพ์ต่าง ๆ ของป่า เช่น ตำนานตาเสนและลูกสาวเลี้ยงหมีอยู่บนภูเขาลูกนี้ ตอนไอ้แมนที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งขี่คอบังดุล ผู้หญิงผมยาวลากลงมาถึงพื้น (หน้า 532) และตอนที่ไอ้แมนเจอดี คือไปเห็นมโนราห์ร่ายรำและถ่ายรูปมาแต่ภาพนั้นเลือนรางและพร่ามัว รวมถึงตอนที่ร่างของไอ้แมนกลายเป็นขวดใสที่บรรจุน้ำผึ้งไว้และขวดนั้นก็ตกพื้นแตก เป็นต้น

ปลดแร้วมีการปิดเรื่องแบบปลายเปิด คือทิ้งปริศนาให้ผู้อ่านไปคิดต่อเองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นภาพฝันในจินตนาการของไอ้แมน ตัวละครแต่ละตัวมีจุดจบอย่างไร และเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะผู้เขียนปิดฉาก โดยให้เห็นเหตุการณ์ที่ไอ้แมนกำลังเล่นน้ำกับพี่ ๆ และสับสนว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือภาพฝันซ้ำซาก และพิสูจน์ด้วยการกระโดดลงน้ำไปอีกครั้ง โดยผู้อ่านจะต้องมาตีความเรื่องทั้งหมดต่อเองว่าจุดจบของเรื่องนี้เป็นเช่นไรกันแน่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความคิดและประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคน สำหรับผู้วิจารณ์นั้นคิดว่าภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความคิดฝันของตัวละครเท่านั้น เพราะเมื่อศึกษาจากภูมิหลังของไอ้แมนแล้วจะพบว่าเป็นคนที่ค่อนข้างแปลกและแตกต่างจากคนอื่น ๆ มักเชื่อในเสรีของตน เป็นคนขี้หลงขี่ลืม จำอะไรไม่ค่อยได้และเขามักพกหนังสือ ‘อินทูเดอะไวลด์’ เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการผจญภัยในป่า จึงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญทีมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไอ้แมนนึกภาพไปตามจินตนาการที่ตนมี และอีกประการหนึ่งหากมองในโลกแห่งความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ การย้อนเวลาระหว่างอดีตและอนาคต การกลายร่าง ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงในโลกนี้ ถ้าจะเกิดก็คงเกิดในความฝันหรือเป็นการนึกคิด และวาดฝัน ตามแต่จินตนาการของแต่ละคนเท่านั้น

การใช้ภาษาของเรื่องนี้ ผู้เขียนใช้ภาษาที่อ่านง่าย แม้จะมีการวางโครงเรื่องซับซ้อน แต่ผู้เขียนกลับใช้ภาษาที่สามารถอ่านได้เข้าใจง่ายเพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านเรื่องได้ง่ายและเข้าใจเรื่องได้ง่ายมากขึ้น แต่จะมีคำบางคำที่ต้องตีความ เช่น คำที่มาจากภาษาใต้ เพราะผู้วิจารณ์ไม่คุ้นเคยกับภาษาใต้จึงต้องเปิดหาคำแปลระหว่างการอ่านไปด้วยเพื่อให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น ตัวอย่างคำ เช่น มูสัง (อีเห็น) ทำมัง (ชื่อไม้ต้นชนิด Litsea petiolata Hook.f. ในวงศ์ Lauraceae ใบและเนื้อไม้มีกลิ่นคล้ายแมงดา) หลวง (พี่ชาย) บ่าว (ชายหนุ่ม) และบองหลา (งูจงอาง) เป็นต้น โดยการใช้คำภาษาใต้แทรกในเรื่องถือเป็นเอกลักษณ์ในการใช้ภาษาของจเด็จ เพราะเขาเป็นคนภาคใต้ งานเขียนหลายเรื่องมักมีการนำเสนอฉากของภาคใต้และมักมีคำในภาษาใต้ผสมอยู่ด้วย

เรื่องนี้มีการเล่าเรื่องโดยใช้บรรยายโวหารเป็นหลักเพื่อเล่าและบรรยายเหตุการณ์ในเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจน และมีการใช้อธิบายโวหารเป็นหลัก เช่น ตอนที่ต้องการอธิบายสิ่งของหรือวิธีการต่าง ๆ เช่น ย่านอวดเป็นเชือกชนิดเดียวที่ใช้มัดแม่ร่อง เถาไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ทั่วไปตัดมาลอกเป็นเส้น ๆ ไม่ใช้เชือกสมัยใหม่หรือเชือกฟาง กันไม่ให้ประกายไฟฟุ้งมาเผาเชือกขาด...(หน้า 497) และมีการใช้พรรณนาโวหารบ้าง เช่น แดดราแรง เงาภูเขาทาบเต็มลำห้วย ควันไฟม้วนตัวเป็นสาย กลิ่นเนื้อไหม้โชยมา... (หน้า 533) 

โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏ เช่น อุปมา ดังข้อความ ยวนนั้นใหญ่พอสมควร อยู่ริมตลิ่งตรงจุดที่ห้วยสองสายไหลมาจบกันเหมือนหว่างขาผู้หญิง (หน้า 512) 

และมีการใช้บุคคลวัต หรือ เป็นกลวิธีการประพันธ์ที่สมมุติสิ่งไม่มีชีวิต ให้มีกิริยาอาการเยี่ยงมนุษย์ เช่น  ควันไฟม้วนตัวเป็นสาย (หน้า 533) และ ไอแดดเต้นระยิบเหมือนมิราจในทะเลทราย(หน้า 550) รวมถึงมีสำนวนปรากฏอยู่บ้างแม้ไม่มาก แต่ก็แสดงให้เห็นความสามารถหลากหลายด้านในการใช้ภาษาของผู้เขียน เช่น เข้าดงอย่าลืมพร้าเข้าป่าอย่าลืมเพื่อน (หน้า 484) และสำนวนเป็นไม้เบื่อไม้เมา (หน้า 478) 

นอกจากนี้ยังปรากฏให้เห็นการเล่นคำอยู่มากโดยการใช้คำซ้ำ  เช่น 

       คนขึ้นผึ้งต้องร้องเรือกล่อมเสียงเย็น ๆ ระหว่างที่อีกคนขึ้นข้างบน บางคนมาแบบสมัยใหม่ ใส่เสื้อผ้าหนาปิดมิดชิด แต่ปิดอย่างไรก็ต้องเหลือมือตีนเปล่า ๆ ไว้ปีน ผึ้งเล่นงานตรงนั้น สรุปว่าต้องแมน ๆ ตัวต่อตัวและเคารพกัน(หน้า 512) 

มีการใช้คำซ้อน เช่นคำว่า เอื่อยเฉื่อย แดดแผด เลือนหาย ผมเผ้า ฟันฟาง 

รวมถึงการซ้ำคำเพื่อเน้นย้ำความหมาย ของคำนั้นให้เด่นชัดมากขึ้น เช่น 

        แต่แกไม่ใช่พรานล่าสัตว์ขายเข้าป่าทุกปีแค่ลุล่วงพันธสัญญาหัวใจ รักพื้นดินรักป่า รักต้นไม้ รักกลิ่นลูกไทรที่สัตว์คายทิ้ง รักเสียงร้องของราวไพร รักความลี้ลับ ทั้งรักไอ้แมวลายใหญ่และไอ้ตัวที่เลื้อยบนดินทั้งไม่อยากเจอพวกมัน (หน้า 481)

จะเห็นว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้มีกลวิธีการใช้ภาษาที่หลากหลายทั้งการใช้สำนวนโวหารภาพพจน์  และการเล่นคำ เมื่อรวมเป็นองค์ประกอบเดียวแล้วมีความกลมกลืนและลื่นไหล สามารถช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องและรับรู้รสในการใช้ภาษาของผู้เขียนได้อย่างดี

ในส่วนของแก่นเรื่องนั้น เมื่อพิจารณาจากชื่อเรื่อง ‘ปลดแร้ว’ คำว่าแร้ว ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง  น. เครื่องสำหรับดักสัตว์ แต่เมื่อตีความจากการอ่านเรื่องนี้ ผู้วิจารณ์คิดว่า แร้วในที่นี้มีความหมายแฝง เปรียบเสมือนกับบ่วงที่ยังติดค้างอยู่ภายในจิตใจของคน ซึ่งการที่จะคลายหรือว่าปล่อยวางมันลงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย มันยากเหมือนกับการปลดสายแร้วออก ดังที่ตัวละครหลวงกำลังรู้สึกอยู่ 

จากวันนั้นผ่านมายี่สิบปี หลวงเปลี่ยนไปขึ้นเขาเดินป่าแต่ละครั้ง เพราะอยากสูดกลิ่นดินกลิ่นป่า ผูกเปลก่อกองไฟต้มน้ำชงชา พูดคุยกับสัตว์ป่าเหมือนรู้เรื่อง เหมือนคนที่ปล่อยวางได้หมดแล้ว แต่เปล่าเลยแววตาที่สะท้อนกองไฟในแต่ละคืนนั้นบอกว่ายังมีสิ่งค้างคา (หน้า 474)

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้เฉลยว่าตัวละครหลวงได้ ‘ปลดแร้ว’ ในใจของตนไปหรือยัง ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านตีความหมายต่อเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ในความคิดของผู้วิจารณ์คิดว่าบ่วงนั้นยังไม่ถูกปลดปล่อยไปจากหลวง เพราะการหายตัวไปอย่างปริศนาของบังดุลนั้นทำให้หลวงยังไม่ได้พูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจหรือคลายสิ่งที่มันติดอยู่ในใจกันเลย บ่วงนั้นจึงยังคงอยู่ในใจหลวงต่อไป ซึ่งหากเรามองตามความสัตย์จริง บ่วงนี้เองที่จะเป็นสิ่งที่คอยยึดเกาะจิตใจให้เรารู้สึกไม่สบายใจ และถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้านั้นอยากให้หลวงได้ลองปล่อยวางและให้อภัยสิ่งที่บังดุลเคยทำไว้ในอดีตเสีย และลองก้าวข้ามความโกรธเกลียดเคียดแค้นในใจให้ได้ แม้ว่าช่วงเวลาเหล่านั้นจะยากลำบากแต่ว่าการให้อภัยไม่ใช่เป็นเรื่องแพ้ชนะ แต่มันเป็นการปลดปล่อยบ่วงที่ติดค้างในใจออกไป เพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าของตัวหลวงเอง

นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ผู้เขียนยังได้นำเสนอทัศนะของตัวผู้เขียนเอง โดยสะท้อนและเสียดสีสังคม ในกรณีของการล่าสัตว์ป่าของคนบางกลุ่ม ซึ่งจากเรื่องจะเห็นว่ามีสัตว์ป่าถูกล่าอย่างไร้ศีลธรรม มีการใช้อาวุธที่รุนแรงเกินไปและบางคนก็ล่าสัตว์แบบทิ้งขว้าง เมื่ออ่านแล้วจะทำให้เรารู้สึกโกรธคนประเภทพวกนี้เป็นอย่างมาก และการที่จเด็จยกเรื่องนี้มาก็เพื่อเป็นการสั่งสอนและปลุกจิตสำนึกให้กับผู้อ่านเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นจุดดีและน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังแทรกเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย เช่นการกล่าวถึงพรรคคอมมิวนิสต์ และกล่าวถึเหตุการณ์ ดังนี้

ตอนนั้นเมืองไทยอยู่ใต้รัฐบาลทหารซึ่งสัญญาเป็นรอบที่สิบแล้วว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง เวลานั้นข่าวเรื่องเสือดำกำลังดังมีพรานคนหนึ่งถูกจับกุมในป่าอุทยานแห่งชาติ ขณะตั้งแคมป์และมีซากเสือดำกับไก่ฟ้าหลังเทาในครอบครอง แต่เขาไม่ติดคุก (หน้า 489)


จากข้อความข้างต้นที่ผู้เขียนใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเรื่องการตายของเสือดำที่ทุ่งใหญ่นเรศวรมาเขียนเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมในสังคมไทย และนอกจากนี้ยังได้สะท้อนแนวคิดและเสียดสีเรื่องระบบทุนนิยมโดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครคนขึ้นผึ้งให้เห็นภาพว่าพวกเขาต้องลำบากแค่ไหนกว่าจะได้น้ำผึ้งมา แต่พวกเขากลับได้ลิ้มรสชาติของมันเลยสักครั้งเพราะน้ำผึ้งเหล่านี้จะถูกนำไปให้กับคนใหญ่คนโตแทน และเป็นการเสียดสีสังคมเรื่องชนชั้นด้วยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสุขสบายของเหล่าคนชนชั้นสูงและนายทุนทั้งหลายกลับไม่เคยได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีหรือมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเลย ดังข้อความ 

คนขึ้นผึ้งเหมือนต้องคำสาป พวกเขาแตะน้ำผึ้งสักหยดก็ไม่ได้ ลูกผึ้งก็ไม่ได้กินกินแล้วผื่นขึ้ นแต่เหนือจากนั้นพวกเขาเห็นค่ามันเกินกว่าจะกิน เมื่อมันถูกส่งต่อพวกอธิบดีหรือปลัดหรือหัวหน้าก็รับน้ำผึ้งมาจากลูกน้อง คุณนายของพวกเขาอาจพาไปพอกหน้าทาผิวหรือถูกใช้เป็นตัวยาผสม... (หน้า 540)

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นที่ผู้เขียนได้นำเสนอประเด็นเหล่านี้มาให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดและเห็นภาพที่แท้จริงของสังคม ทำให้ข้าพเจ้าอดเสียใจไม่ได้ว่าทำไมบ้านเมืองเราถึงเป็นเช่นนี้  ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปบ้านเมืองเราก็ยังวนอยู่กับที่เดิม คือคนที่มีอำนาจนั้นอยู่เหนือกฎหมายทุกอย่าง แม้แต่กฎหมายที่เป็นกฎศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถจะเอาผิดคนเหล่านี้ได้ แต่กลับกันคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ อย่างประชาชนทำไมถึงเป็นฝ่ายที่ยังถูกกดขี่และไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเลยทั้ง ๆ ที่พวกเขาก็มีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน 

ฉากและบรรยากาศในเรื่องปลดแร้วเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้เรื่องนี้สมบูรณ์มากขึ้น เป็นฉากการผจญภัยบนภูเขาและเห็นภาพเป็นภาพของผืนป่าและธรรมชาติ โดยผู้เขียนใช้ฉากหลังเป็นป่าในตำบล กะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง โดยการบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพป่า สายน้ำและธรรมชาติในป่า เห็นบรรยาการอันเงียบสงบของป่า โดยเฉพาะบรรยากาศตอนกลางคืนที่ดูเงียบงันและน่าขนลุก เพราะป่าแห่งนี้มีอาถรรพ์และอันตรายทั้งจากสัตว์ป่าและกับดัก เมื่ออ่านไปแล้วจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ชวนขนลุกและลุ้นระทึกไปกับตัวละครว่าพวกเขาจะสามารถทำภารกิจสำเร็จหรือไม่

นอกจากนี้องค์ประกอบหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยของเรื่องนี้ก็คือ ตัวละคร เรื่องนี้มีตัวละครหลายตัวและแต่ละตัวล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หลวง น้าสิทธิ์ ไอ้แมน โยคี บ่าวสุด เซียนพระ และบังดุล การที่เรื่องนี้ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านสายตาของผู้เขียนทำให้เราเห็นภาพของตัวละครได้ชัดเจนมากขึ้นว่ามีลักษณะอย่างไร รวมถึงมีความนึกคิดอย่างไร โดยทุกตัวละครต่างมีลักษณะที่สมจริง คือมีทั้งด้านดีและไม่ดี เป็นธรรมดาของมนุษย์ ซึ่งบนโลกนี้ “ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ” ทุกคนคือมนุษย์และมนุษย์ทุกคนล้วนเคยผิดพลาด แม้แต่เราเองก็ตาม ยกตัวอย่าง ตัวละครหลวงที่ดูเป็นคนดีแต่กลับเคยฆ่าคนมาแล้ว และบังดุลแม้เมื่อก่อนจะเป็นคนพาลแต่ต่อมากลับตัวกลับใจใหม่ ดังนี้      

       บังดุลในวันนี้แปลงกายเป็นคนใหม่ เขายังหนุ่มยังแข็งแรง ไอ้แมนขอถ่ายรูปบังดุลแบบเต็มยศ ในขณะที่สะพายเชือกครูและถือมองดวงไฟคาดหัวและใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนเย็นวันนั้นเขาปูผ้าบนหินกลางลำธารและละหมาดด้วยใบหน้าสงบ (หน้า 533) เพราะฉะนั้นจงอย่าได้ตัดสินคุณค่าคนเพียงเพราะอดีตที่เขาเคยเป็น

เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง กลวิธีการเขียน การใช้ภาษา ฉาก แก่นเรื่อง และตัวละคร จะเห็นว่าทุกองค์ประกอบนั้นเป็นเอกภาพ จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เรื่องสั้นเรื่องปลดแร้วแม้จะเป็นเรื่องสั้นที่มีขนาดยาวและมีโครงเรื่องซับซ้อน แต่เมื่อตั้งใจอ่านและค่อย ๆ วิเคราะห์ไปก็จะสามารถเข้าใจเรื่องที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ และหากอ่านจนจบผู้อ่านจะได้รับทั้งความรู้ อรรถรส และประสบการณ์การอ่านที่แปลกใหม่ไม่แพ้เรื่องสั้นเรื่องอื่น ๆ จากหนังสือเล่มนี้เลย

พรีม เกรัมย์


ราบการอ้างอิง

จเด็จ กำจรเดช. (2563). คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ . กรุงเทพฯ : ผจญภัย.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน