วีรชน :
ผู้กล้าที่ได้รับการสดุดีเพียงหนึ่งนาที
‘วีรชน’ เป็น 1 ใน 12 เรื่องสั้นจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ” ผลงานของกำพล นิรวรรณ นักเขียนรางวัลยอดเยี่ยม ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ อดีตผู้ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ออกจากป่าและผันตัวเองมาเป็นนักเขียน ซึ่งหนังสือรวมเรื่องสั้น “อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ” เล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของเขาและยังได้รับการคัดเลือกเป็น Short List 8 เรื่องสั้นที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี 2563
‘วีรชน’ เป็นเรื่องราวของ ‘สหายดิน’ หนึ่งในนักปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เขาเป็นคนธาตุร้อนจึงต้องหนีไปนอนแก้ผ้าและหาที่เย็น ๆ นอนแยกจากสหายคนอื่น ๆ การที่เขาเป็นคนที่มีแนวคิดแตกต่างจากพรรคและไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎระเบียบของพรรคสักเท่าไร ทำให้เขาเป็นที่เอือมระอาของสหายคนอื่น และมักถูกตําหนิว่าเป็นตัวถ่วงของสหายคนอื่น ๆ ด้วย แต่เขาไม่ได้สนใจและยังคงประพฤติตัวเช่นเดิม จนกระทั่งถึงวันที่เขาไปนอนอยู่ที่ประจำริมธารและแก้ผ้านอนเช่นปกติ ก็ถูกฝ่ายศัตรูพบเข้าและถูก กระหน่ำยิงร่างที่เปลือยเปล่าจนเสียชีวิตทันที สภาพศพที่น่าสยดสยองของเขาทำให้ฝ่ายศัตรูตกใจกลัวคิดว่าเขาเป็นผีและพากันวิ่งหนีกลับไป การตายของสหายดินทําให้ค่ายรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้ วันต่อมาเขาจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากคนในพรรคโดยการ ยืนไว้อาลัยเป็นเวลาหนึ่งนาที
“สหายดินคือแบบอย่างของนักปฏิวัติผู้เสียสละ เขาได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นแล้วว่านักปฏิวัติที่ดีต้องพร้อมทุกลมหายใจที่จะพลีชีพเพื่อปกป้องมวลชน ให้รอดพ้นจากการตีล้อมของศัตรู เราขอเชิดชูเกียรติให้เขาเป็นวีรชนคนกล้าไว้ ณ ที่นี้ ขอให้ทุกคนยืนไว้อาลัยแก่เขาหนึ่งนาที” (หน้า 75)
จากประโยคข้างต้น การยืนไว้อาลัย แสดงให้เห็นถึงธรรมเนียมการให้ความเคารพและยกย่องผู้ตายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติอย่างหนึ่งของสังคมที่ยังยึดมั่นกับรูปแบบพิธีเหล่านี้อยู่ ทว่าจากในเนื้อเรื่องที่ดวงวิญญาณของสหายดิน “ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งหัวเราะหึ ๆ ในลำคอหลังคำสดุดีสิ้นสุดลง” (หน้า 76) จึงสามารถตีความได้อีกแบบหนึ่งคือ พิธีศพครั้งนี้เป็นเพียงกลวิธีอย่างหนึ่งของการบริหารงานในองค์กร เพื่อให้สมาชิกที่เหลือยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ของตนและมั่นใจได้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น อย่างน้อยพวกเขาก็ได้รับการยกย่อง แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพิธีสดุดีที่จัดขึ้นเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น ถือว่าเป็นแก่นเรื่องของเรื่องนี้ที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอให้เห็นถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เพราะจากเนื้อเรื่องที่สหายดินไม่เห็นด้วยกับเรื่องกฎระเบียบและความเหลื่อมล้ำภายในขบวนการของพรรค เช่น การที่เหล่านักปฏิวัติจะต้องเชื่อพรรคเชื่อจัดตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข และการที่มีบ้านพักเดี่ยวเฉพาะสหายนำและสหายที่แต่งงานแล้วเท่านั้น ทำให้เขาไม่ศรัทธากับแนวคิดของพรรค และมักทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับแนวคิดของพักเสมอ จนเป็นที่เอือมระอาของสหายในพรรค แต่เมื่อเขาถูกยิงจนเสียชีวิตและต้องทำพิธีศพ เขากลับได้รับยกย่องในฐานะนักปฏิวัติตัวอย่างที่ยอมพลีชีพและกลายเป็นวีรชนที่ได้รับการสดุดีแค่เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น ดังนั้นนี่จึงเป็นการล้อเลียนและเสียดสีความหน้าไหว้หลังหลอกของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยนั่นเอง
จากแก่นเรื่องสามารถสะท้อนสังคมไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำของชนชั้นในสังคม แม้ว่าจะได้ยินเรื่องความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคมบ่อยครั้งจากนโยบายของรัฐ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่ากลุ่มชนชั้นปกครองที่มีอํานาจในสังคมไทยนั้นได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่า รวมถึงสะท้อนให้เห็นว่าในสังคมไทยตอนนี้ที่ประชาชนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือชนชั้นสูงได้ สอดคล้องกับเนื้อเรื่องที่สหายดินถูกตักเตือนเพราะล้อเลียนประธานเหมา
ตัวละครในเรื่องมีตัวละครหลักคือ ‘สหายดิน’ เป็นผู้ดำเนินเรื่องและเป็นผู้เล่าเหตุการณ์ตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่ยังมีชีวิตจนกระทั่งเสียชีวิตแล้ว สหายดินก็ยังมีบทบาทเป็นผู้เล่าเรื่องอยู่ สังเกตได้จากการใช้สรรพนามที่หนึ่งคือคำว่า ‘ข้าพเจ้า’ แทนผู้เล่า เช่น ดวงวิญญาณของข้าพเจ้ายังคงล่องลอยอยู่บริเวณนั้น (หน้า 76)
สหายดินเป็นตัวละครที่มีหลายมิติ มีอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงมีความเห็นแก่ความสบายของตน เพราะเขาไม่สามารถนอนในเรือนนอนที่แออัดและอบอ้าวได้ จึงแยกไปสร้างที่นอนที่สบายต่อร่างกายตนเอง แม้จะเป็นการกระทำที่ถือว่าผิดกฎของค่ายก็ตาม แต่เราสามารถเข้าใจเหตุผลของการกระทำของเขาได้ว่าเป็นเพราะเขาเป็นคนธาตุร้อน เห็นได้จากการนำเสนอให้เห็นภูมิหลังของตัวละครสหายดินตอนเปิดเรื่อง ดังข้อความ ข้าพเจ้าเป็นคนอาภัพ เกิดมาเป็นคนธาตุร้อน ต้องนอนแก้ผ้าแทบทุกค่ำคืน ยิ่งคืนไหนอากาศอบอ้าว ซึ่งบ้านเมืองเรามันก็อบอ้าวอยู่เกือบทั้งปี แค่นอนแก้ผ้ายังไม่พอ ต้องหาที่เย็น ๆ นอนถึงจะหลับ (หน้า 65) รวมถึงสามารถทำให้ผู้อ่านทราบประวัติความเป็นมาของตัวละครว่าเขาเคยหนีภัยเผด็จการและมาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
ลักษณะนิสัยของตัวละครสหายดินคือ เป็นคนที่รักการอ่าน เห็นได้จากการที่เขาอุตส่าห์หอบหิ้วหนังสือมาจากในเมืองเป็นสามสี่สิบเล่ม และอาจเป็นเพราะการอ่านหนังสือมากทำให้สหายดินมีความคิดนอกกรอบและเห็นต่างจากสหายคนอื่น ๆ ที่ถูกปลูกฝังลัทธิความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ และเชื่อท่านผู้นําอย่างสุดใจ ส่งผลให้เขาดูแปลกจากสหายคนอื่น ๆ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่ค่อยมีใครชื่นชอบเขานัก ทั้งยังเห็นว่าเขาเป็นตัวถ่วงพรรคและตัวถ่วงสหายดาวคนรักของเขาเองที่มีความทะเยอทะยานและความกล้าหาญจนมีความก้าวหน้าในพรรค ประเด็นส่วนนี้ทำให้เห็นว่าสหายดินเป็นคนที่มีอารมณ์ของความรัก เพราะเมื่อถูกกล่าวว่าเป็นตัวถ่วงของคนรัก เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบเข้าไปถึงกลางทรวงเหมือนโดนกำปั้นตัน ๆ ซัดเข้าเต็มอก (หน้า 71) แสดงให้เห็นว่าเขามีจิตใจที่อ่อนไหวในเรื่องความรัก แม้ภายนอกจะทำตัวเป็นคนไม่แยแสต่อเรื่องอะไรก็ตาม
นอกจากนี้ตัวละครสหายดินยังเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่กล้าฝืนกฎของคนหมู่มาก เขากล้าประกาศจุดยืนว่าตนไม่เชื่อพรรคจัดตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่เชื่อว่าการวิจารณ์ตนเองตามคำชี้แนะของประธานเหมาจะช่วยอะไรพักได้เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการสวมหน้ากากมาเล่นละครกัน (หน้า 70) ซึ่งเป็นตัวแทนของคนส่วนน้อยในสังคมที่จะกล้าคิด กล้าตัดสินใจ ไม่รอเป็นเพียงคนที่ถูกชักจูงง่าย ๆ และไม่หลงอยู่ในอำนาจและตำแหน่งเฉกเช่นคนส่วนใหญ่ที่ยอมทำทุกอย่างตามคำสั่ง ยอมประจบสอพลอ ยกยอเจ้านายเพื่อผลประโยชน์ของตน ถือว่าคุณธรรมข้อนี้ของสหายดินทำให้สามารถยกเขาเป็น ‘ผู้กล้า’ คือกล้าที่จะทําตามความคิดของตนและกล้าที่จะแตกต่างจากคนอื่น ท้ังนี้อาจตีความได้อีกว่าตัวละครสหายดินนั้นเป็นเสมือนตัวแทนของกำพลเองท่ีถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครให้ผู้อ่านได้เข้าใจ เนื่องจากเมื่อพิจารณาภูมิหลังของกำพล นิรวรรณ ก็พบว่ามีความคิดที่เกลียดระบบทุนนิยมและเผด็จการ ทำให้จำต้องยอมเข้าฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นตัวละครสหายดินจากในเรื่อง
ในส่วนของฉากในเรื่อง ปรากฏเป็นฉากแนวเทือกเขาบรรทัด โดยฉากนี้มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างมาก เพราะตรงกับสถานที่และเวลาหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงที่มีนักศึกษาและประชาชนหนีเข้าป่าไปเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ผู้เขียนสามารถสร้างฉากได้มีความสมจริง เและหมาะสมกับเรื่องราว เพราะผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ร่วมในเรื่องนี้มาก่อน จึงทำให้สามารถพรรณนาฉากออกมาให้เราเข้าใจ และมองเห็นภาพบรรยากาศในป่าได้อย่างชัดเจน รวมถึงมองเห็นการดำเนินชีวิตของคนในพรรค เช่น การนอน และกฎระเบียบ ต่าง ๆ ในพรรค
‘วีรชน’ มีกลวิธีในการแต่ง โดยเริ่มที่การเปิดเรื่องด้วยการย้อนภูมิหลังให้เห็นว่าตัวละครเป็นคนธาตุร้อน เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถนอนร่วมกับผู้อื่นในเรือนนอนได้ จึงต้องออกไปนอน อยู่ท้ายลําธารที่อากาศเย็นสบาย ซึ่งพฤติกรรมของตัวละครเอกนี่เองที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งกับสหายในพรรค รวมถึงการที่เป็นคนธาตุร้อน เมื่อตัวละครถูกยิงตาย ธาตุไฟในร่างกายจึงระเบิดแตกเป็นที่น่าสยดสยองของศัตรู จนทำให้ศัตรูตกใจกลัวและวิ่งหนีไปเพราะเข้าใจว่าเป็นผี
‘วีรชน’ มีโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อนและอ่านง่าย เพราะเป็นเรื่องที่มีการดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา ทำให้ผู้อ่านเข้าใจและลำดับเหตุการณ์ในเรื่องได้ง่าย โดยมุมมองของการเล่าเรื่องนั้นจะให้ตัวละครหลักเป็นผู้เล่าเรื่องเอง ทำให้สามารถเข้าใจความคิด อารมณ์ และแสดงความรู้สึกของตัวละครได้เต็มที่ ทั้งยังมีความสมจริง แต่มีการผสมจินตนาการของผู้เขียนเล็กน้อยโดยการให้วิญญาณของตัวละครเป็นคนเล่าเรื่องในตอนท้าย
การปิดเรื่องที่พลิกความคาดหมายของผู้อ่าน เพราะจากชื่อเรื่องว่าที่ชื่อว่า ‘วีรชน’ ทำให้เรานึกภาพว่าต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญจนได้รับการยกย่อง ทว่าเรื่องนี้ตัวละครอย่างสหายดินกลับไม่ได้ตั้งใจที่จะพลีชีพ เพราะการตายโดยบังเอิญของเขาทำให้ศัตรูหนีไปหมดและเป็นการช่วยเหลือค่ายไว้ได้ ทำให้เขาได้รับการยกย่องและได้รับเชิดชูเกียรติจากพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรชนจริง ๆ เป็นเพียงกลอุบายในการบริหารจัดการพรรคของคอมมิวนิสต์เท่านั้น ดังข้อความ
ดวงวิญญาณของข้าพเจ้ายังคงล่องลอยอยู่บริเวณนั้น
จึงได้ยินเสียงใครคนหนึ่งหัวเราะหึ ๆ ในลำคอหลังคำสดุดีสิ้นลง (หน้า 76)
เมื่อพิจารณาทุก ๆ องค์ประกอบภายในเรื่องนี้ จะเห็นว่าผู้เขียนสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว ฉาก และบรรยากาศ ตัวละคร แก่นเรื่อง รวมถึงกลวิธีในการแต่งมีความเหมาะสมกับเรื่อง เนื้อความทุกบรรทัด ทุกย่อหน้าล้วนรับกันได้อย่างกลมกลืนและเป็นเอกภาพ การมีโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อนทำให้ผู้อ่านสามารถอ่านและเข้าใจเรื่องได้โดยง่าย นอกจากนี้กำพล นิรวรรณสามารถหยิบเอาสถานการณ์และความทรงจำในอดีตของตนมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นได้อย่างสมจริง และสามารถสะท้อนและเสียดสีการเมืองไทยได้ โดยเฉพาะความหน้าไหว้หลังหลอกของชนชั้นผู้นำและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ เรื่องสั้น ‘วีรชน’ เรื่องนี้จึงเป็นวรรณกรรมแนวสะท้อนและเสียดสีสังคมที่เราควรได้อ่าน เพราะจะทำให้เราเข้าใจ ‘สภาพที่แท้จริง’ ของสังคมได้เป็นอย่างดี
พรีม เกรัมย์
รายการอ้างอิง
กําพล นิรวรรณ. (2562). อาถรรพ์ภาพวาดเสือดําและเรื่องราวอื่น ๆ. กรุงเทพฯ : ผจญภัยสํานักพิมพ์.
ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย. (2563). วรรณกรรมและชีวิตของ กําพล นิรวรรณ นักปฏิวัติผู้พ่ายแพ้. สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2564 จาก https://www.the101.world/kampol-nirawan-interview/