รัฐบาลของประเทศไทยได้เลือกทั้งการปิดเมืองเป็นภูมิภาคและระดับชาติ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือหยุดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด 19 กฤษฎีกาเรื่องความมั่นคงภายในชาติทำให้รัฐบาลห้ามการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมของประชาชนได้ในทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ก็โดนกฎอัยการศึกห้ามประชาชนออกจากบ้านของตนเองตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 สิ้นเดือนมิถุนายน ดัชนีวัดการแพร่ระบาดของโรคโควิดในระดับโลกได้ประกาศให้ประเทศไทยปลอดจากการติดเชื้อในอันดับ 3 จาก 184 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่กฎอัยการศึกถูกยกเลิกในวันที่ 14 มิถุนายน แต่กฤษฎีกาเรื่องความมั่นคงมาใช้แทนจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม
ถึงแม้การแพร่กระจายไวรัสจะดูน้อยถอยลงไป แต่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจอันเกิดมาจากการปิดประเทศได้ทำลายชีวิตของคนนับเป็นพันๆคน การปิดโรงงานแบบต่อเนื่อง และการหยุดการค้าขาย รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกรูปแบบส่งผลต่อสังคมไทยทั้งหมด ท่ามกลางความยุ่งยากเหล่านี้ รูปแบบของการบริจาค และการกระจายทรัพยากรเพื่อที่จะเติมเต็มสวัสดิการที่ถูกทิ้งจากรัฐ ด้วยการช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงน้อยนิด แต่ก็มีทรัพยากรที่ถูกแบ่งปันและแจกจ่ายทั่วสังคม โดยการผ่านการแจกพืชพันธุ์, การแบ่งสินค้าภายในชุมชนผ่านตู้กับข้าว, การนำข้าวมาแลกปลาจากชุมชนชาติพันธุ์ในทางเหนือและทางใต้
อย่างไรก็ตาม การกระจายทรัพยากรผ่านเวลาของการระบาดโควิด-19 ถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่เสริมสร้างหลักการประกันทางสังคม แต่ก็ถูกนำมาเล่นทางการเมือง และนำไปสู่นโยบายเพื่อคนดีมีศีลธรรม การบริจาคและการกระจายทรัพยากรเป็นการกระทำทางสังคมที่เปิดเผย จะทำด้วยเจตนาและความตั้งใจจริง เมื่อการกระจายทรัพยากรถูกแพร่หลายออกไป แต่จำนวนคนจนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนกระทั่งถูกดุด่าโดยรัฐและชนชั้นกลาง การเชื่อมตัวระหว่างคนมั่งมีกับคนจนเลยกลายเป็นปฏิสัมพันธ์ทางศีลธรรมขึ้นมา การให้แบบใหม่นี้นำไปสู่การผลิตซ้ำของความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันภายในสังคมไทย
จุดเน้นแรงงานข้ามชาติไปจนถึงเมืองแห่งความไม่แน่นอน
ผู้เชี่ยวชาญพยากรณ์ว่าผลทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการปิดประเทศในประเทศไทยก่อให้เกิดความยุ่งยากมากกมายในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย ตามวิกฤตการณ์ทางการเงินของเอเชีย ปี 1997 เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะเกิดมาจากการลดลงของพืชพันธุ์เกษตรที่ลดลงจึงทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวต้องขึ้นอยู่กับรายได้นอกภาคการเกษตร การหยุดของโรงงานอุสาหรรมที่ใช้ในการบริการแบบทันทีทันใดก่อให้เกิดการว่างงานของประชากรมวลรวม พร้อมๆกับการลดลงของห่วงโซ่เศรษฐกิจอันนำไปสู่อุตสาหกรรมอันอื่นๆด้วย
สภาการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กะประมาณว่ามีคนถึง 8.4 ล้านคนที่ถูกเลิกจ้างจากการระบาด และประมาณ 14% ของพลเมืองไม่ได้รายได้เลย คนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นชาวต่างจังหวัด นักเศรษฐศาสตร์ได้ประมาณว่ามีคนราวๆ 5 ล้านคน มีการว่างงานแบบปลอมแปลม ที่ในความหมายว่ามีการจ้างงาน แต่ให้ผลผลิตได้จำนวนน้อย (real productivity)
เมืองต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของพวกแรงงานข้ามชาติ แต่ตอนนี้มีแต่คนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำที่ต้องมาอยู่ร่วมกัน พวกเขานั่งรอมาตรการความช่วยเหลือที่ไม่แน่นอนจากรัฐ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหาทางไปถึงได้อย่างไร มีเพียง 2-3 ธุรกิจเท่านั้นที่ได้เตรียมตัวก่อนปิดเมือง ในหมู่ธุรกิจเหล่านี้คือบริการการส่งของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปพลิเคชั่นการส่งอาหาร ซึ่งกลายมาเป็นรายได้หลักๆของผู้ว่างงานในช่วงการกระบาด แต่แม้กระทั่งแอปพลิเคชั่นการส่งของในที่สุดก็ได้รับผลกระทบจากการปิดทางเศรษฐกิจที่ปิดแบบกระทันหัน ในวันที่ 16 มิถุนายน บริษัทแกร็บ ที่เป็นแอปพลิเคชั่นหลักในเอเชีย ก็ได้ประกาศว่าจะลดคนงานลง 5% ในประเทศไทย
รัฐไทยไม่มีชื่อเสียงในเรื่องการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งต่างจากประเทศในเอเชียอื่นๆ เป็นที่รับรู้กันมาว่าระบบราชการไทยสำหรับการช่วยเหลือสวัสดิการกับประชาชนนั้นน้อยจนไม่สามารถครอบคลุมความต้องการของบุคคลได้ ในขณะที่พลเมืองมากกว่า 25 ล้านคนสมัครเข้ารับโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล เช่น ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง โดยจะได้เงินประมาณ 5,000 บาทเป็นเงินสดที่ใช้ในแต่ละเดือนเป็นเวลา 3 เดือน แต่เป็นล้านบอกว่าไม่ได้รับการคัดเลือก และหลายคนประกาศว่าไม่ได้รับเงินสด
ความล้มเหลวของรัฐไทยในการบรรเทาสภาวะทางการเงินอันเนื่องมาการปิดเมืองเห็นได้จากพาดหัวข่าวในเรื่องการฆ่าตัวตายเป็นรายวัน ในวันที่ 28 เดือนพฤษภาคม หลังจากภาวะหมดหวังจากการช่วยเหลือด้านการเงินจากรัฐบาล หญิงคนหนึ่งเดินออกจากคอนโดมิเนียมทานยาฆ่าหนูต่อหน้ากระทรวงการคลัง ในขณะที่คนอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ได้หาเช้ากินค่ำเพื่อที่จะได้รับสวัสดิการ เช่นกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า “กลุ่มไม่ได้ขอทานเพื่อจะกิน” ได้เรียกร้องให้มีการใช้เงินบำนาญในตอนนี้เพื่อที่จะบรรเทาความทุกข์ยากที่มีอยู่ในขณะนี้
การบริจาค, การกระจายทรัพยากร, และการแลกเปลี่ยน
ตลอดกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา พลเมืองไทยที่มีทรัพยากรจะกระจายต่อคนที่ต้องการสิ่งต่างๆเป็นอย่างยิ่งพร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน ปัจเจกบุคคลตามเมืองจะได้รับการแจกถุงและสิ่งที่บรรจุที่เต็มไปด้วยอาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว ภัตตาคารหลายแห่งได้นำอาหาร ในขณะที่วัดเปิดโรงอาหารที่แจกอาหารไปฟรีๆ คนอื่นๆอาจกระจายเงินและสินค้า ที่โรงงานที่ว่าจ้างแรงงานข้ามชาติ ที่ไม่เคยอยู่ในรายชื่อในการแจกของรัฐเลย มีคนว่างงานจำนวนมากใช้เวลาทั้งวันรอคิวเพื่อจะได้อาหารฟรีๆ และเดินทางไปยังจุดต่างๆในเมืองตราบเท่าที่มีของฟรีแจก
การล้มทะลายแบบเป็นคู่ของเศรษฐกิจระบบตลาด และความผิดพลาดของรัฐในการบรรเทาทางวิกฤตเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดผู้ที่เริ่มต้นทางสังคมในการกระจายทรัพยากร, การบริจาค, และการแลกเปลี่ยนสินค้าขึ้นมา พวกเขามีความใกล้เคียงกับสิ่งที่โปลายีเรียกว่า “เศรษฐกิจที่แฝงฝังอยู่ในสถาบันทางสังคม (embedded economy) ขึ้นมา คำนี้หมายถึง เศรษฐกิจที่นำโดยสถาบันทางสังคม และควบคุมโดยสังคมภายนอกเศรษฐกิจแบบตลาด ในยุคโควิด-19 เศรษฐกิจทางเลือกในการกระจายทรัพยากรอื่นๆ ที่มีการแบ่งปันและการให้ กำลังเชื่อมโยงกับบุคคลที่อดอยากในรอบสังคมเพื่อทำให้มีการดำรงชีวิตของพวกอดอยากนี้ดีขึ้น
การปิดเมืองที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ กำลังเป็นพยานให้กับการทดลองทางเศรษฐกิจทางเลือก โดยมีพื้นฐานอยู่บนระบบแลกเปลี่ยน ซึ่งไม่ใช่ดำเนินการบนตลาดที่ถูกกำหนดโดยราคา เช่นชาวไทยภูเขา และชาวบ้านชาวอีศานกำลังแลกเปลี่ยนข้าวกับปลาจากชุมชนที่ติดกับทะเล และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำรงชีพบนเกาะทางภาคใต้ คนที่อาศัยอยู่หาดราไวย์ในภูเก็ตได้มีการแลกเปลี่ยนปลาแห้งกับข้าวจากปกากะญอสะกอในหมู่บ้านที่เป็นภูเขา โดยมีหลักการดังนี้ “ชาวบ้านที่ติดทะเลจะมีปลาที่ไม่สามารถจะขายได้ เพราะมีการปิดเมืองจากสะพานสารสินไปจนถึงราไวย์ พวกเราขาดปลา ดังนั้นมันจึงเป็นความคิดที่สุดยอดในการนำปลามาแลกกับข้าวจากพวกปกากะญอ” ตัวอย่างดังกล่าวคือการแลกเปลี่ยนกันโดยตรง ที่นำมาใช้เป็นยุทธวิธีเพื่อการดำรงชีวิตรอด และทุบทำลายทุนนิยมและความไม่เอาไหนของรัฐ โดยการทำให้ทรัพยากรเริ่มต้นไหลเวียน และดูแลรักษาพวกคนยากจน เศรษฐกิจของการแบ่งปันจึงมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองสังคมจากการล่มสลายระหว่างการปิดเมืองด้วย
ในตัวอย่างอื่นๆ ก็มี คนที่มีสถานสภาพทางสังคมน้อยก็มักไม่ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ในเดือนพฤษภาคมเริ่มต้นให้ข้าวและพืชพันธุ์ที่ปลูกได้ตามหุบเขาเพื่อไปบรรเทาแก่คนในเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ Hmong kamnum จากแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่นำชาวบ้านที่มาพร้อมกับกะหล่ำปลีกว่า 10,000 กิโล โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาต้องการช่วยเหลือเมือง เพราะเมืองเคยซื้อพืชพันธุ์ของพวกเขา กลุ่มชาติพันธุ์มีประวัติความเป็นมาว่าถูกเหยียดหยามจากรัฐและคนไทยโดยส่วนใหญ่ เพราะเข้าใจว่าการเผาและตัดเพื่อการเกษตรไปทำลายป่า และก่อให้เกิดฝุ่นครอบคลุมเมืองใหญ่ ในระดับที่แน่นอนอันหนึ่ง วิกฤตการณ์ในเมืองใหญ่ก็ได้สร้างโอกาสที่กลุ่มชนชาติที่ถูกกดทับให้กลับมาเปลี่ยนความรับรู้ของมวลชน ที่เมื่อก่อนพวกเขาเป็นเพียง “ผู้รับ” และเป็น “หนี้การพัฒนา” จากคนในเมือง
จริยธรรมของความกตัญญูในหมู่ชนชั้นกลาง
การบริจาค, การกระจายทรัพยากร, การแลกเปลี่ยน เมื่อมองในฐานะการปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจะมีการเมือง และความขัดแย้งทางชนชั้นอยู่ในนั้นด้วยเสมอ การบริจาคในช่วงโควิด-19 เป็นการกระทำทั้งในแง่จุดมุ่งหมายทางการเมือง และเป็นการปฏิบัติของการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งหมายรวมถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐกับพลเมือง และระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่าง
อันเนื่องจากความผิดพลาดในกรป้องกันพลเมือง รัฐไทยพยายามใช้การเมืองเพื่อที่จะสร้างให้ตนเองอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการเมือง และแสดงถึงความชอบธรรมในการอนุญาตทางกฎหมายเหนือประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐได้สร้างกฎระเบียบมากมายต่อรูปแบบของการบริจาค เช่นการสร้างวินัยในการให้ การกระจายทรัพยากรเรื่องอาหารและสินค้าต้องได้รับอนุญาตจากรัฐเพื่อให้เข้ากับกฤษฎีกาด้านความปลอดภัย สำนักงานผู้ว่ากรุงเทพฯเรียกร้องให้ผู้บริจาคแจกอาหารในที่ที่กำหนดไว้โดยรัฐบาลเท่านั้น เพื่อที่ว่าเจ้าหน้าที่จะได้ยึดหลักการห่างกันทางสังคม
การเอาแต่จัดระเบียบเรื่องการบริจาคอาหาร แทนที่จะได้รักษาชีวิตของผู้คน เป็นที่ถกเถียงกันถึงเรื่องการให้ความสำคัญของรัฐต่อกฤษฎีกาความมั่นคงเท่านั้น การบริจาคโดยที่รัฐไม่เห็นชอบจึงกลายมาเป็นการกระทำทางการเมือง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่การควบคุม สิ่งนี้คล้ายๆกับกลุ่มอื่นๆที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการกฤษฎีกาความมั่นคง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้เหตุผลที่ไปจับผู้หญิงที่แจกจ่ายอาหารว่า “เธอใช้พาหนะเที่ยวไปแจกอาหารโดยไม่ได้บอกกับเจ้าหน้าที่ การบอกเจ้าหน้าที่มีความสำคัญ เพราะพวกเราจะได้ร่วมมือกับหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจตราสถานการณ์และเหตุการณ์วุ่นวาย เราเข้าใจเจตนาดีของผู้ให้ แต่มันต้องมีระเบียบและมีระยะห่างทางสังคมเพียงพอที่จะไม่เกิดการแพร่ไวรัสโควิด-19” จุดมุ่งหมายของรัฐก็เพื่อทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ และกันสถานการณ์ที่ไม่แจ่มชัด
หากมองสังคมในมุมกว้าง การกระทำของการรับบริจาคสุดท้ายได้พัฒนาเป็นเรื่องของการโต้เถียงเชิงจริยธรรม แต่เมื่อการรับบริจาคถูกทำให้เป็นเส้นแบ่งระหว่างพฤติกรรมที่สมควรรับกับพฤติกรรมที่ไม่สมควรรับ ดังนั้นการแบ่งจึงขึ้นอยู่กับการให้มากกว่า
การขยายของการบริจาคทานที่เป็นที่มาของความภาคภูมิใจของชนชั้นกลางแยกจากกันไม่ออกกับพฤติกรรมของผู้รับที่เป็นชนชั้นล่าง “ที่เอาแต่โลภมาก และไม่รู้จักเพียงพอ” การกล่าวโทษที่ข่มขืนที่สุดถูกมีขึ้นเมื่อสินค้าที่บริจาคโดยชนชั้นกลางถูกกวาดเอาไปหมด หรือถูกขายต่อไปจนหมด การวิจารณ์ต่อพฤติกรรมดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ไปจนถึงขั้นที่ว่านายกฯประยุทธ์ที่เข้าร่วมกับพวกพลเมืองชนชั้นกลางประณามพฤติกรรมว่าเป็นพวกเห็นแก่ตัวที่ทำลายการแบ่งปันเพื่อคนยาก และทำลายเจตนารมณ์ที่ดีของสังคม สิ่งนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นมาอีก หากพวกคุณยังทำอะไรที่ไม่ดีแบบดังกล่าวอีก อีกหน่อยก็คงไม่มีใครอยากบริจาค นายกฯยังเสนอให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อจับตาดูพฤติกรรมดังกล่าวด้วย
สำหรับชนชั้นกลางแล้ว ภาพลักษณ์ของคนจนที่เอาแต่เอาของมากเกินกว่าเหตุจะหลบหลู่และทำลายศีลธรรมของกตัญญู ในสังคมไทย ความกตัญญูโดยมากจะมีการคาดหวังในเชิงศีลธรรม และควรแสดงอาการขอบคุณกับการให้ของขวัญ ในทางประเพณีแล้ว ความซาบซึ้งใจจะมีความบริสุทธิ์ไม่เจือด้วยสิ่งใด และควรแสดงอาการขอบคุณกับผู้ให้ว่าสมควรได้รับเสียงสรรเสริญ ความสงบเสงี่ยมนำเสนอการแสดงออกของความขอบคุณ ในขณะที่ความมักใหญ่ใฝ่สูงรังแต่จะถูกประณาม การบริจาคจึงไม่ใช่การแสดงออกเพียงด้านเดียวหรือวางอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เป็นกลางทางศีลธรรม ความสัมพันธ์แบบไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยกับคนจนนั้น ศีลธรรมของความกตัญญูจึงขึ้นอยู่กับคนรวยมากกว่า
ในทางตรงกันข้าม สำหรับพวกชนชั้นกรรมกร การได้รับและการกระจายทรัพยากรเป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจเชิงศีลธรรม” นั่นคือความคิดที่ว่าการจัดการทางสังคมจะต้องมีโครงสร้างเพียงพอสำหรับความต้องการในการดำรงชีพของคนจน ภายในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำกัน การกุศลและการบริจาคจะมีความรับผิดชอบทางศีลธรรม ที่อยู่ในหมู่คนรวย หากมองจากในมุมมองแบบนี้ การขายต่อของขวัญสามารถมองในแง่ที่ว่าเป็นการกระทำของคนจนเพื่อคนจน หญิงคนหนึ่งที่ถูกวิจารณ์ว่าขายต่อสิ่งต่างๆจากตู้ปันสุข ได้อธิบายว่า “มันไม่จริงเลยที่ฉันขายต่อสิ่งที่นำมาจากตู้ปันสุข ฉันซื้อของต่างๆเหล่านี้จากคนเร่ร่อนในสถานีรถไฟหัวลำโพงด้วยความเห็นอกเห็นใจ คนเร่ร่อนเหล่านี้ไม่มีเครื่องมือในการทำครัวในต้มมาม่าหรือหุงข้าวได้ ฉันซื้อสินค้าเหล่านี้เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้มีเงินไปซื้ออาหาร ดังนั้นฉันจึงขอต่อสินค้าเหล่านี้ในราคาต่ำกว่าตลาด
การปะทะกันของศีลธรรม
การปะทะกันของศีลธรรมความกตัญญูของชนชั้นกลาง และเศรษฐกิจเชิงศีลธรรมของคนยากจนนำไปสู่การแบ่งแยกทางชนชั้นขนาดใหญ่ และการต่อรองที่เล่นอยู่ในการเมืองของการกุศล
การให้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปศาสนา หรือตรรกะอื่นๆ จะไม่มีเพียงด้านเดียวเป็นอันขาด แต่นำเสนอการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหลื่อมล้ำกัน โดยมากจะผลิตซ้ำการแบ่งแยกทางชนชั้นระหว่างคนให้ที่ร่ำรวย และคนยากจนที่เป็นคนรับ ระหว่างการระบาดนั้น ศีลธรรมของการให้ทั้งนำเสนอความเหนือกว่าของชนชั้นกลางต่อชนชั้นกรรมกร แต่ยังเป็นตัวตัดสินสำหรับในการสอดแนม ตรวจตรา บังคับใช้กฎหมาย
สำหรับคนจนแล้ว การต่อสู้เพื่อรอดชีวิตในช่วงปิดเมืองคือการหาหนทางที่จำกัดในการดำรงชีวิต พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องศีลธรรมของความกตัญญู ที่มาพร้อมกบการช่วยเหลือในการรับของ ชายคนหนึ่งอธิบายกับฉันในการเลือกที่จะเดินทางไปในที่ที่มีตู้ปันสุขที่มีขนาดเล็กและไกลจากชุมชนของเขา โดยการอธิบายว่า “ที่นี่ ไม่มีใครคอยสอดส่อง การหลีกเลี่ยงอำนาจในการจ้องมองจึงเป็นยุทธวิธีสำหรับคนจนในการเอาชีวิตรอดและยังคงรักษาเกียรติของความเป็นมนุษย์ไว้ได้
แปลและเรียบเรียงจาก
Pinkaew Laungaramsri. Moral economics: the politics of donation in Thailand under COVID-19
https://www.newmandala.org/moral-economies-the-politics-of-donation-in-thailand-under-covid-19/