นี่คือจุดที่ต้องตัดสินใจ

   ช่วงต้นมกราคม 2564 ที่ผ่านมา จู่ๆ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง
ซึ่งรู้จักกันเพราะผมไปเป็นลูกค้าซื้อสินค้าบางรายการกับผู้เป็นแม่
ยาวนาน ต่อเนื่องมาตลอดจนกระทั่งผู้เป็นแม่ไม่สามารถทำงานนั้นได้
กลายเป็นหญิงชราสูงวัย ที่พี่คนนี้ต้องคอยดูแลไม่ให้ล้ม
ไม่ให้ชักกระตุก ฯ ด้วยโรคประจำตัวหลายโรค

   นับแต่โควิด-19 เกิดขึ้น จนกระทั่งช่วงต้นปี 2564 นับจำนวนครั้งได้
ที่ผมได้ไปพบกับป้าคนนี้ และขณะทำงานวันเสาร์ จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์ของพี่คนนี้
แจ้งว่าจะมาพบผมที่บ้าน ผมบอกปฏิเสธไป แต่นำตัวเองไปพบที่บ้านป้า
เมื่อไปถึงไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกันพอทำเนา พี่ก็พูดมาว่าจะขอรบกวน
ยืมเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปส่งไฟแนนซ์ ไม่เช่นนั้นรถยนต์ส่วนตัว
ที่ตนเองนำไปเข้าระบบไว้เพื่อนำเงินจำนวนหนึ่งมาใช้ จะถูกยืด
หลานที่ต้องเป็นภาระจัดส่งเงินงวด ไม่ได้ส่งเงินมาร่วมๆ 4 งวด
ณ วันนั้นเป็นกำหนดนัดวันสุดท้ายแล้ว ผมชะงักไปพัก
นึกทบทวนครู่หนึ่ง และสงสารป้าด้วยที่หากเจ็บป่วยขึ้นมากระทันหัน
เกรงจะไม่มีรถยนต์นำส่งโรงพยาบาล ผมจึงถามกลับไปว่า พี่ต้องการเท่าใด
เขาขอมา 25,000 บาท ผมรีบใช้ระบบโอนเงินเข้าบัญชีพี่เข้าทันที
มีคำพูดจากพี่คนนั้นให้คล้อยตามว่า ไม่เกินสิ้นเดือนมกราคม 2564 จะรีบนำเงินคืนให้ผม

พ้นจากวันที่เงินผู้รับบำนาญออก กระทั่งสิ้นเดือนมกราคมไปแล้ว
ก็ยังไม่มีวี่แววการส่งเงินยืมคืน เมื่อวานผมพยายามโทรศัพท์
ประสานงานหลายครั้ง หลายเวลา กว่าที่พี่คนนั้นจะรับ
ก็ช่วงบ่ายแก่ๆ แล้ว ขณะที่ผมจะนำตัวเองไปที่บ้านพี่เขา
คุยกันเสร็จ ผมบอกไปว่า ให้เวลาอีก 3 วัน ผมต้องได้รับเงิน
จำนวนดังกล่าวคืน …รอคอยครับว่าจะได้ผลตอบสนองที่ดีหรือไม่
…ถ้าไม่มี ผมจะไปคุยกับป้าให้รับรู้พฤติกรรมของลูกสาวตัวเอง
และจำเป็นจะต้องให้ป้าจัดการคืนเงินแทน .. นี่คือจุดที่ต้องตัดสินใจ ครับ