ที่ไหนมีความสุข ที่นั่นคือบ้าน จากนิทานพันดาว ทำให้ผมนึกถึง "โอม หรือ โฮม ที่แปลว่า เอาสติกลับมาที่ร่างกายที่เปรียบเสมือนบ้านของเรา" ทำให้ผมสนใจบันทึกความรู้ ความรัก ความเข้าใจ และความสุข 
 


จาก The 2020 Deloitte Global Millennial Survey พบว่า ก่อนและหลังเกิดโควิค Gen Y (26-40 ปี) จะวิตกกังวลตลอดเวลา 44% ขณะที่ Gen Z (18-25 ปี) จะวิตกกังวลตลอดเวลา 48% ทั้งสองรุ่นรับรู้สึกการทำงานที่ไม่ทำให้ชีวิตมีความสุขใน Gen Y 50% เพราะความไม่มั่นคงทางการเงินของครอบครัวและการมีรายได้ในระยะยาว ทำให้ออกจากงานภายใน 2 ปี ถึง 23% ส่วน Gen Z ไม่มีความสุข 54% เพราะไม่มั่นใจในสิ่งที่จะได้รับจากการทำงาน 41% และการเรียนจบ 39%

จากบุคลิกภาพของคนวัยเรียนและวัยทำงาน พบว่า ถ้ามีความวุ่นวายใจ ไวต่อสิ่งรอบตัว คิดไปเองว่า มีความกังวลต่อสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ด้วยความคิดสมบูรณ์แบบจึงทำให้รอบคอบ แต่เมื่อได้เรียนรู้ให้คิดบวกว่า "Don't worry, be happy" กล้าแสดงออกก็จะปรับตัวได้ดีกว่ากลุ่มที่มั่นใจในตัวเองและบอกว่า ไม่เครียด เพราะไม่รอบคอบนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อได้ฝึกฝนสุขภาพจิตให้ Strong ในกลุ่ม Gen Z จะใช้อารมณ์ขัน 46% มีความคิดสร้างสรรค์ 31% ในการแก้ปัญหาชีวิตคิดบวกช่วงโควิด ส่วน Gen Y จะใช้อารมณ์ขัน 36% และต้องการคนช่วยเหลือทันที 29% ขณะที่ Gen X และผู้สูงวัยจะมีความมั่นคงทางอารมณ์ได้ดีกว่า Gen Y กับ Z อ่านเพิ่มเติมที่นี่ 

แต่ในความเป็นจริง ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติมากถึง 6 ประเด็น ที่ต้องการความรักความเข้าใจในการพัฒนาตนเองให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในทุก Gen เป็นแผนการพัฒนาอย่างยั้งยืนถึงปี ค.ศ. 2030 ของ UN ได้แก่

  1. ปัญหาความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร
  2. ปัญหาสุขอนามัยในการจัดการโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
  3. ปัญหามลภาวะเป็นพิษทางอากาศ ดิน น้ำ ส่งผลต่อนิเวศวิทยาทางบกและทางทะเล
  4. ปัญหาความยากจน การว่างงาน การไร้ที่อยู่ และขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้
  5. ปัญหาการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่มีคุณภาพและไม่ได้รับการเข้าเรียนสมวัย
  6. ปัญหาการคุมคามและความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ

ณ เวลานี้ ทุก Gen ย่อมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความรักความเข้าใจ ที่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองและผู้อื่นร่วมด้วยช่วยกัน อ่านเพิ่มเติมที่นี่จาก WHO มิใช่เก่งแต่ความรู้และมุ่งเอาเปรียบผู้อื่นในสังคมไทยในทุก Gen ดังพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ตั้งสติอ่านใจคิดใคร่ครวญถึงความบกพร่องถึงคนเก่ง ว่า 


 

ข้อหนึ่ง บกพร่องในความคิดพิจารณาที่รอบคอบและกว้างไกล เพราะใจร้อนเร่งจะทำการให้เสร็จโดยเร็ว เป็นเหตุให้การงานผิดพลาด ขัดข้องและล้มเหลว

ข้อสอง บกพร่องในความนับถือและเกรงใจผู้อื่น เพราะถือว่าตนเป็นเลิศ เป็นเหตุให้เย่อหยิ่ง มองข้ามความสำคัญของบุคคลอื่น และมักก่อความขัดแย้งทำลายไมตรีจิตมิตรภาพตลอดจนความสามัคคีระหว่างกัน
 

ข้อสาม บกพร่องในความมัธยัสถ์พอเหมาะพอดีในการกระทำทั้งปวง เพราะมุ่งหน้าแต่จะทำให้ตัวเด่น ให้ก้าวหน้า เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ

ข้อสี่ บกพร่องในจริยธรรมและความรู้จักผิดชอบชั่วดี เพราะมุ่งแต่จะแสวงหาประโยชน์เฉพาะตัวให้เพิ่มพูนขึ้น เป็นเหตุให้ทำความผิดและความชั่วทุจริตได้โดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน

ดังนั้น นอกจากจะสอนคนให้เก่งแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะอบรมให้ดีพร้อมไปด้วย ประเทศเราจึงจะได้คุณที่มีคุณภาพพร้อม คือ ทั้งเก่ง ทั้งดี มาเป็นกำลังของบ้านเมือง ให้ความเก่งเป็นปัจจัยเพื่อประคับประคองหนุนสำหรับการสร้างสรรค์ และให้เป็นความดีเป็นปัจจัยเพื่อประคับประคองหนุนนำความเก่ง ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ที่อำนวยผล เป็นประโยชน์อันพึงประสงค์แต่ฝ่ายเดียว

และการอบรมให้ดีพร้อมแบบ "เห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy)" ด้วยการใช้น้ำเสียงคิดบวกพูดกับตนเองแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะทำให้เกิดทักษะรู้เมตตาปัญญา ประกอบด้วย 

  • มาฝึกปล่อยวางกัน ลดความโลภ รู้จักพอ ละความโกรธ ให้อภัย เลิกความหลง ตั้งสติ
  • มาฝึกความอดทนให้พยายามทำความดี (ศีลธรรม) มีความเชื่อมั่นและอ่อนโยน
  • มาฝึกตนเองให้มีสมาธิ สำรวมให้จิตสงบ พูดแล้วทำอย่างสามัคคีและประหยัดอดออม
  • มาฝึกตนเองให้รู้จักกรรมหรือผลกระทบจากคิดเยอะ โลภ ติดสุข พูดมาก ไม่แก้ปัญหา ทำชั่ว ขาดสติ โมโห เหตุผลเกินไป ตำหนิ หลงงมงาย ไม่รู้ 

     
    จากการอบรมร่วมกันระหว่าง Gen ข้างต้นในโปรแกรมรักษาคนดี ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกับการสังเกตจิตด้วยกิจกรรมบำบัดคลื่นสมองทีต้าดังรูป

ซึ่งอธิบายกลไกทางเสียงบำบัด ตามลิงค์ที่นี่ โดยสรุปอ้างอิงจาก Science of Self-Talk คือ 

  • เป็นกลไกการเรียนรู้พลังงานภายในร่างกายที่ล้อมรอบไปด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง (คนคุณค่า)
  • เป็นแรงจูงใจจากความแข็งแกร่งภายในจิตใจของเราทุกคนที่มีเจตจำนงในการทำความดี (ความรัก)
  • เป็นการปรับตัวด้วยเราเกิดมาเพื่อเผชิญปัญหา (เครียดลบ) ด้วยความท้าทาย (เครียดบวก) ด้วยปัญญาปฏิบัติ (การประยุกต์ความรู้สู่การกระทำหยั่งรู้ - ติดสินใจได้รอบคอบ แก้ไขปัญหาได้ไว มุ่งมั่นตั้งใจทำสำเร็จเพื่อส่วนรวม)