“บางครั้งความตายก็กลายเป็นรางวัลสำหรับคนบางคน แต่บางครั้งการมีชีวิตอยู่กลับกลายเป็นโทษทัณฑ์สำหรับคนอีกบางคน” หน้า 159

บางโก้งโค้ง : อำนาจสีกากีกับสังคมที่ด้อยกว่า ของกำพล นิรวรรณ

บางโก้งโค้ง อีกหนึ่งผลงานในรวมเรื่องสั้นอาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่นๆ ของกำพล นิรวรรณ นักเขียนผู้มากล้นด้วยประสบการณ์การเดินทาง และยังเป็นนักเล่าเรื่องที่ฉกาจฉกรรจ์ บางโก้งโค้ง เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ให้อารมณ์ลึกลับสยองขวัญมีวิธีเล่าด้วยบรรยากาศอันชวนขนหัวลุก เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นในปี 2560 และตีพิมพ์ปี 2562 ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่โดดเด่นเฉพาะตัวของผู้เขียน รวมเรื่องสั้นอาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่นๆ ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการรอบคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือซีไรต์ให้เข้ารอบสุดท้าย (Shortlist) ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓

....พฤษภาคม 2505....

“มันเป็นภาพคุ้นตาของชาวอำเภอเบี้ยซัดมากกว่าสองทศวรรษ” (หน้า 105)

“บางโก้งโค้ง” เป็นเรื่องราวของพรานป่าเจนพื้นที่ที่ทำหน้าที่นำทางให้เหล่าผู้มีอำนาจสีกากีในการเข้าป่าล่าสัตว์จนนำไปสู่เหตุการณ์ชวนขนหัวลุก เมื่อพิจารณาโครงเรื่องแล้วจะเห็นได้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้มีโครงเรื่องแบบเก่า คือ โครงเรื่องที่มักเน้นความสำคัญของเหตุการณ์และลำดับเหตุการณ์โดยมีตัวละครเอกเป็นผู้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์และปมปัญหาที่เป็นข้อขัดแย้ง ต่อจากนั้นเหตุการณ์ก็จะคลี่คลายไปสู่จุดจบ

ดังจะเห็นได้จากเรื่องผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครและสถานที่ ซึ่งใช้วิธีการพรรณนาลักษณะทางกายภาพของตัวละครพร้อมทั้งแทรกการบรรยายสถานที่เข้าด้วย ทำให้ผู้อ่านสนใจ อยากรู้จักตัวละครในเรื่อง “มันเป็นภาพคุ้นตาของชาวอำเภอเบี้ยซัดมากกว่าสองทศวรรษ แทบทุกวันทั้งยามตะวันขึ้นและตะวันรอนชายร่างผอมแห้ง เนื้อตัวมอมแมม ท่อนบนเปลือยเปล่ากับกางเกงขาสั้นขาดกะรุ่งกะริ่ง ยืนเหม่อมองแม่น้ำอยู่อย่างเดียวดายบนสะพานไม้ท่าเรือหน้าวัดบางกระเรียนระทม”(หน้า 105) ผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยลักษณะทางกายภาพของตัวละคร เพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ที่มีผลต่อชีวิตของตัวละคร

....ตุลาคม 2480....

หลังจากเปิดเรื่องผู้เขียนดำเนินเรื่องด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องย้อนหลังเล่าย้อนอดีตราว 25 ปี เพื่อแสดงสาเหตุที่เกิดขึ้นในตอนเปิดเรื่อง เมื่อหมู่บ้านบางกระเรียนระทมมีนายอำเภอหนุ่มหล่อย้ายมาใหม่จากบางกอก ฉายาของเขาคือ ‘ลูกโดดโผงเดียว’ ต่างเป็นที่ฮือฮากันของชาวอำเภอเบี้ยซัด เนื่องจากนายอำเภอคนใหม่นี้คลั่งไคล้ปืนผาหน้าไม้และชอบออกล่าสัตว์ป่า เหตุการณ์นี้เองที่นำไปสู่ปมปัญหาของเรื่อง

เมื่อนายอำเภอกระหายการล่าสัตว์พรานป่า(เฒ่าเหิน)ซึ่งเป็นผู้เจนป่าที่สุดในพื้นที่ ก็ต้องเป็นผู้นำทางเข้าป่าทุกครั้ง จึงเกิดเป็นปมขัดแย้งระหว่างเฒ่าเหินกับอีพร้อยผู้เป็นภรรยา ซึ่งอีพร้อยเป็นคนที่ปากร้ายแต่จริงใจและไม่เห็นด้วยกับการล่าสัตว์ของสามี แต่ด้วยพร้อยเป็นคนที่รักสามีมากแม้จะทะเลาะกันบ่อยครั้งสาเหตุจากการที่สามีออกล่าสัตว์ก็ยอมใจอ่อนเสมอ

ทั้งนี้ยังเกิดปมขัดแย้งภายในใจของตัวละครเฒ่าเหิน ในตอนที่เฒ่าเหินจะต้องนำทางข้าราชการชั้นสูงทั้งห้าคนเข้าป่ารกชัฏเต็มไปด้วยภยันตรายเพื่อล่าสัตว์ และเป็นการเข้าป่าล่าสัตว์ครั้งสำคัญที่จะนำไปสู่จุดวิกฤตของเรื่อง (Climax) ก่อนออกล่าสัตว์จิ้งจกหางด้วนที่เคยล่าจิ้งจกตัวอื่นตกลงมาตายมันบ่งบอกถึงลางร้ายในครั้งนี้ เฒ่าเหินสับสนภายใจอีกทางก็เป็นเมียที่รักอีกทางก็เป็นเจ้านาย เฒ่าเหินจึงได้ตัดสินที่จะใจออกไปล่าสัตว์ หากพิจารณาอย่างผิวเผินอาจเห็นได้ว่า ผู้เขียนได้สอดแทรกในเรื่องความเชื่อตามคติโบราณเข้าด้วยเพื่อสื่อนัยสำคัญของเรื่อง หากออกล่าสัตว์วันนี้ต้องมีอันเป็นไปอย่างแน่นอน ทำให้เร้าอารมณ์ผู้อ่านมากยิ่งขึ้นในเหตุการณ์ต่อไป

เรื่องราวดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดสุดยอดของเรื่อง คือ ในตอนที่เฒ่าเหินพาเหล่าข้าราชทั้งห้าคนเข้าไปในถ้ำลวงตา เกิดภาพประหลาดทุกคนที่เข้าไปในถ้ำแล้วเห็นภาพตนเองหัวขาด “ไม่มีใครเล่นตลกเอากระจกเงามาวางไว้ใช่ไหม” “ถ้าเป็นกระจกเงา พวกท่านก็ต้องเห็นเงาหัวของตัวเองสิครับ”(หน้า 149) หากพิจารณาจากข้อความข้างต้นแล้วอาจกล่าวตามความเชื่อของโบราณได้ว่าเมื่อคนไม่เห็นเงาหัวของตนเอง หรือผู้อื่นมองไม่เห็นเงาหัวของเรา นั่นหมายถึงคนนั้นชะตาขาดหรือมีลางร้ายต้องถึงแก่ชีวิตแน่นอน “และแล้วจู่ ๆ แสงไฟฉายสว่างจ้าขึ้นตรงราวป่าฟากเวิ้งตรงข้าม” (หน้า 158) และเหตุการณ์นี้เองที่นำไปสู่การคลายปมปัญหาของเรื่อง (Falling Action) ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนกลับคลายปมปัญหาอย่างพลิกความคาดหมาย “ทันใดนั้น ภาพของคนหัวขาดยืนถือปืนลูกซองสามคนปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ร่างโงนเงนไปมา เลือดจากลำคอไหลโกรกลงอาบเสื้อกางเกงจนแดงฉานมันจำได้ทันทีว่าเป็นร่างของผู้พัน ผู้กอง และตำรวจ” (หน้า 159) หากกล่าวถึงในตอนจุดสุดยอดของเรื่อง ผู้ที่เข้าไปในถ้ำไม่เห็นเงาหัวทุกคน แต่ในตอนคลายปมปัญหาคนที่ไม่มีเงาหัวและเสียชีวิตมีเพียงสามคน ผู้เขียนปิดเรื่องโดยให้ผู้อ่านฉงนใจซึ่งถ้าผู้อ่านไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็จะทำให้ผู้อ่านหลงประเด็น และเกิดข้อสงสัยว่าแล้วอีกสามคนหายไปไหน ทั้งนี้ผู้เขียนได้เฉลยปมปัญหาในตอนเปิดเรื่อง และตอนดำเนินเรื่องในขณะที่เดินทางไปล่าสัตว์ที่บางโก้งโค้ง ซึ่งเฉลยปมปัญหาในตอนเปิดเรื่อง กล่าวคือ คนที่เป็นบ้าสองคนนั่นก็คือนายอำเภอกับหมวดผิน ส่วนเจ้าอาวาสวัดบางกระเรียนระทม คือ นายพราน (เฒ่าเหิน)ที่รอดชีวิตแต่บวชเพื่อทำความดีในชีวิตที่เหลืออยู่ ทั้งนี้สาเหตุการรอดชีวิตและเสียชีวิตนั้นผู้เขียนเฉลยปมปัญหาในช่วงดำเนินเรื่องระหว่างเดินทางไปล่าสัตว์ บุคคลที่เสียชีวิตนั้นระหว่างทางได้ยิงสัตว์เสียชีวิต ตามความเชื่อแล้ววันที่ออกล่าสัตว์อาจจะเป็นวันแรง วันที่ห้ามฆ่าทำให้คนที่ฆ่าสัตว์ในวันนั้นต้องชดใช้ชีวิตด้วยชีวิต

อำนาจสีกากีกับสังคมที่ด้อยกว่า

เรื่องราวของบางโก้งโค้ง คือ อำนาจของระบบข้าราชการและวัฒนธรรมแบบข้าราชการที่มีส่วนทำให้เกิดการกระทำผิดอยู่บ่อยครั้งโดยไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วแก่นเรื่องเสนอแนวคิดในมุมมองของการใช้อำนาจกดขี่ผู้ที่ด้อยกว่า ซึ่งผู้เขียนได้ใช้สัตว์เป็นสัญญะแทนคนในสังคมที่ถูกกดขี่โดยไม่มีทางสู้และไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนยังมีลักษณะการเขียนเสียดเย้ยของผู้มีอำนาจ การเข้าไปล่าสัตว์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อ 14 ตุลา  (และยังสอดคล้องกับกรณีล่าเสือดำ ‘โดยบังเอิญ’ อีกด้วย เพราะการจับกุมเปรมชัยนั้นเกิดขึ้นในปี 61 แต่เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นในปี 60 และตีพิมพ์ปี 62) ประเด็นเรื่องของการบุกรุกพื้นที่ป่า อีกทั้งการล่าสัตว์สงวนนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

อีกนัยหนึ่งของเรื่องผู้เขียนยังแฝงหลักพระพุทธศาสนาเพื่อชี้ให้เห็นว่าถึงแม้คนในสังคมจะเอาผิดหรือลงโทษอำนาจมืดเหล่านี้ไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาย่อมเอาผิดและมีพลังอำนาจเหนือกว่าเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ทุกชีวิตย่อมรักชีวิตของตนและทุกคนต้องได้ชดใช้ในสิ่งที่กระทำ

ตัวละครหลักของเรื่องนี้มีอยู่ 2 ตัวคือเฒ่าเหินกับนายอำเภอลูกโดดโผงเดียว เป็นตัวละครตัวละครแบบกลม (Round Character) ทั้ง 2 ตัว ผู้เขียนนำเสนอตัวละครแบบอ้อมไม่ได้นำเสนอตัวละครโดยวิธีการเล่าแบบตรงไปตรงมา แต่ใช้กลวิธีการนำเสนอโดยให้ตัวละครแสดงพฤติกรรมออกมาตามสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ตัวละครทั้งสองตัวเปรียบเสมือนภาพแทนของคนในสังคมที่ตรงข้ามกัน เฒ่าเหินเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่เป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีอำนาจถูกกดขี่จากผู้ที่มีอำนาจมากกว่าเมื่อถูกสั่งการให้ทำอย่างไรก็ย่อมเป็นไปเช่นนั้น เห็นได้จากตอนที่เฒ่าเหินจะต้องนำทางเหล่าเจ้านายไปล่าสัตว์ที่บางโก้งโค้ง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วไม่อยากไปเพราะรู้เต็มอกว่าต้องเกิดอันตรายแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธการถูกบีบบังคับได้ด้วยเหตุผลหลายประการ

ส่วนตัวละครนายอำเภอ เป็นภาพของกลุ่มคนที่มีอำนาจสามารถสั่งการอะไรก็ได้ กระทำในสิ่งที่ตนเองต้องการแม้ว่าสิ่งนั้นจะมีผลกระทบด้านลบต่อผู้อื่น แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมของคนในสังคมมีการแบ่งชนชั้นทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน

ส่วนตัวละครอื่น ๆ เป็นเพียงตัวละครประกอบที่ช่วยในการดำเนินเรื่องและช่วยเน้นในตัวละครหลักของเรื่องแสดงพฤติกรรมได้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เรื่องดำเนินไปถึงจุดสุดยอดและคลายปมปัญหาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ตุลาคม 2560 / ปากพนัง นครศรีธรรมราช

  อาจกล่าวได้ว่า แต่ห้วงเวลาที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทางสังคมที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้คือการให้รายละเอียดของวันเดือนปีและสถานที่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยทำให้เห็นว่าเรื่องนี้นั้นเขียนขึ้นในช่วงเวลาใด นำไปสู่ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างโครงเรื่องกับสภาพสังคมที่มันถูกสร้างขึ้นมาอีกด้วย

  เมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่าผู้เขียนใช้สถานที่จริงในการสร้างสรรค์ฉาก อำเภอเบี้ยซัดปัจจุบันคืออำเภอปากพนังของจังหวัดนครศรีธรรมราช การสร้างฉากในเรื่องบางโก้งโค้ง ผู้เขียนสร้างจากประสบการณ์จริงเพียงแค่สอดแทรกจินตนาการเหนือธรรมชาติเข้าด้วย ทำให้ฉากที่เกิดในเรื่องดูไม่บังเอิญจนเกินไป

  รายละเอียดของฉากผ่านการนำเสนอด้วยการบรรยายของผู้เขียนประกอบกับมีบทสนทนาของตัวละคร ทำให้เห็นภาพบรรยากาศของฉากชัดเจนมากยิ่งขึ้น ฉากและสถานที่ในเรื่องอาจจะมุ่งเน้นให้เห็นกลวิธีการตั้งชื่อเรื่อง

“วันนี้พวกท่านมาถึงบางโก้งโค้งแล้วจริง ๆ ครับ” พรานเฒ่าหันกลับไปตะโกนบอก “หนีเขาไม่พ้นหรอกครับหาย ถ้าไม่โก้งโค้งให้เขาดู” (หน้า 125)

อาจกล่าวได้ว่า โก้งโค้ง หมายถึงการทำความเคารพต่อสถานที่ผู้เขียนต้องการที่จะสื่อให้เห็นในบริบทของตัวละครที่มีอำนาจและไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ผู้เขียนจึงสร้างฉากนี้ขึ้นมาด้วยอาจจะเป็นจินตนาการจากผู้เขียนและหนีไม่พ้นในเรื่องความเชื่อการเคารพต่อสถานที่และเจ้าป่าเจ้าเขา

บางโก้งโค้งป่าโกงกางซึ่งถูกนำมาใช้เป็นฉากและสถานที่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ จึงมีความหมายและมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมและการกระทำของตัวละครในฐานะที่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ ที่จะแสดงให้เห็นในเรื่องของคามเท่าเทียม และกฎแห่งกรรมตามหลักศาสนา

ในส่วนกลวิธีการแต่ง ผู้เขียนเปิดเรื่องโดยกล่าวถึงปัจจุบันแล้วเล่าเรื่องย้อนหลังเพื่อแสดงสาเหตุในตอนเปิดเรื่องหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปิดเรื่องด้วยตอนจบและซ่อนปมปริศนาไว้ กลวิธีการดำเนินเรื่องผู้เขียนใช้การบรรยายสลับกับการใช้บทสนทนาของตัวละครเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครทั้ง และเป็นการเสริมให้เห็นลักษณะพฤติกรรมของตัวละครเด่นชัดขึ้น  ทั้งยังแสดงให้เห็นการใช้ภาษาในถิ่นซึ่งการใช้ภาษาถิ่นเป็นการเสริมให้ฉากเด่นชัดมากขึ้น และปิดเรื่องแบบโศกนาฏกรรมตัวละครได้รับการลงโทษ ดังตัวละครที่ฆ่าสัตว์ในวันที่ไปบางโก้งโค้งก็เสียชีวิตส่วนผู้ร่วมเดินทางไม่ได้ฆ่าก็เป็นบ้า

ในเรื่องสั้น “บางโก้งโค้ง” ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยผ่านมุมมองของผู้เล่าเรื่องหนึ่งคน คือเฒ่าเหิน เป็นมุมมองของผู้เล่าเรื่องที่ปรากฏตัวในฐานะตัวละครสำคัญ หรือที่ เรียกว่า “ผู้เล่าเรื่อง - ผู้กระทำ” แต่ในเรื่องนี้ผู้เขียนจะไม่ใช้สรรพนามแทนตัวผู้เล่า แต่จะปรากฏทางคำพูดในตอนที่ผู้เล่ากล่าวถึงตัวละครอื่น ๆ ผู้เล่าจะใช้คำว่า “มัน”

กล่าวได้ว่าเรื่องสั้น บางโก้งโค้ง ทั้งโครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร ฉาก และกลวิธีการเขียนมีความสอดคล้องและกลมกลืนกัน ผู้เขียนได้นำประสบการณ์ในการเดินทางและใช้สถานที่จริงในการร้องเรียงเรื่องราวทำให้เรื่องมีความน่าเชื่อถือสูง อีกทั้งมีการสอดแทรกความเหนือธรรมชาติแต่เป็นความเหนือธรรมชาติที่คนในสังคมปัจจุบันยังมีความเชื่ออยู่ถือว่าสอดรับกับเรื่องได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ผู้เขียนยังสะท้อนและตีแผ่ปัญหาสังคมไทย อย่างเช่น ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อล่าสัตว์แต่คนที่มีอำนาจกลับไม่มีความผิดใด ๆ

อ้างอิง

กำพล นิรวรรณ. (2563).อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่น ๆ.กรุงเทพ:ผจญภัย

ธัญญา สังขพันธานนท์. (2539).วรรณกรรมวิจารณ์.ปทุมธานี:นาคร