“สัปเหร่อรุ่นที่สอง” เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากหนังสือรวมเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์(รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอาเซียน) ปีพุทธศักราช 2563 เรื่อง “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ของ “จเด็จ กำจรเดช” นักเขียนรางวัลดับเบิ้ลซีไรต์ ซึ่งทุกเรื่องได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้เขียนที่ใช้ศิลปะการทำให้แปลก (Art Of Defamiliarization) พร้อมทั้งมีการนำเหตุการณ์ที่มีความสดใหม่ในสังคมมาสร้างเป็นเรื่องราว และยังมีการนำเทคนิคการเขียนสมัยใหม่ที่แหวกขนบวรรณกรรมแบบเดิม ๆ มาใช้ เพื่อกระตุ้นและดึงดูดความสนใจผู้อ่าน

           เรื่องสัปเหร่อรุ่นที่สองเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนให้ความใส่ใจ ละเมียดละไมในการเขียนและเลือกเทคนิคการเขียนเรื่องสั้นแบบใหม่ ๆ มาใช้กับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการต้านโครงเรื่อง(Anti-Plot) หรือการสร้างเรื่องเล่าแบบ Mini-narrative อันเป็นการนำเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญมาเขียนเป็นเรื่องราว และ Metafiction คือการเล่าเรื่องซ้อนเรื่องเล่า ด้วยเทคนิคการเขียนต่าง ๆ เหล่านี้ ก็อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับความเหมาะสมกับรางวัลซีไรต์ในปี 2563 

            การที่เรื่อง “สัปเหร่อรุ่นที่สอง” นำเทคนิคต้านโครงเรื่อง(Anti-Plot) ที่เป็นการเล่าเรื่องแบบสลับไปสลับมา มีโครงเรื่องที่กระจัดกระจายมาใช้ในการเขียน การเล่าเรื่องย่อและการอธิบายโครงเรื่องจึงเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่จะไม่สามารถเป็นไปได้เลย เนื่องจากผู้เขียนบอกใบ้อยู่ภายในเรื่อง “ถ้าเราจะเขียนเรื่องนี้ ลองเปลี่ยนจากฝ่ายถูกกระทำเป็นฝ่ายกระทำบ้าง แต่จะใช้วิธีไหน ดูบรรยากาศแล้วเกิดขึ้นในวัด มีเมรุเป็นฉากหลัก มีพวกทำเรือพนมพระเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง เหตุการณ์เกิดในช่วงเดือนสิบ มีเปรตที่ถูกปล่อยออกมาจากนรกตามความเชื่อ เดือนสิบน่าจะมีหมาเข้ามาเกี่ยวข้อง หมาเดือนสิบ(หรือเดือนสิบสอง) ผสมพันธุ์กันในวัดน่าจะเอามาด่าพวกชาวบ้านที่มัวเมาในกามตัณหาได้บ้าง แต่ต้องเปลี่ยนให้อีมิ้นเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่หญิงสติไม่ครบที่เป็นตัวรองรับความใคร่ของคนในหมู่บ้าน บรรยากาศในวัดก็ไม่พ้นเรื่องผี ให้อีมิ้นเป็นผี หรืออาจให้เป็นศพ ได้การ เอาแบบนี้”(น.238) ซึ่งทำให้เห็นที่มาของชื่อเรื่องและความเป็นสัจนิยมของเรื่อง ที่นำเอาเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญ แต่มีอยู่ในสังคมมาเขียนเป็นเรื่องสั้นที่ซ้อนด้วยเรื่องสั้นอีกรอบหนึ่งพร้อมกับสะท้อนสังคมอันไร้ศีลธรรมผ่านมุมมองของผู้เขียนเองและ “ผม” ตัวละครเอก  โดยมีสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อหรือพันธกิจหลัก คือ การแนะนำเทคนิคการเขียนเรื่องสั้นให้กับผู้อ่าน

  แม้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้จะแหวกขนบการเขียนเรื่องสั้น แต่ในเมื่อมีพันธกิจหลักคือการแนะนำเทคนิคการเขียนเรื่องสั้นให้กับผู้อ่าน เพื่อความง่ายและสะดวกจึงจำเป็นต้องยึดขนบการเขียนมาประกอบการแนะนำ “...เขาสนใจการเขียนเรื่องสั้นอยู่ และขอให้ผมแนะนำเคล็ดลับการเขียนให้ เขาบอกให้ผมเขียนเรื่องจ่าทวยและเมีย ให้เขียนฉากพ่อนอนกับลูกสาวหรือลูกชายที่นอนกับแม่ ผมลังเลไม่ใจดำพอจะเขียน เขาบอกให้ผมเขียน ถือว่าแนะนำเทคนิคการเขียนให้เขาด้วย ผมจึงหยิบกระดาษมาจดหัวข้อหนึ่งถึงสิบ แล้วมาเขียนเรื่องแทรกลงไปตามหัวข้อที่จด บอกว่าเป็นการทำเรื่องบ้านนอกพวกนี้ให้ดูฟรุ้งฟริ้ง”(น.255)

          โดยหัวข้อทั้งสิบหัวข้อนั้นเป็นขนบในการวางโครงเรื่องสำหรับการเรียนเรื่องสั้นนั่นเอง ที่เริ่มตั้งแต่ การเปิดเรื่อง สร้างปม หน่วงเรื่อง จุดสุดยอด คลี่คลายปม จนมาถึงปิดเรื่อง และรวมไปถึงการสร้างตัวละคร ฉากและบรรยากาศ แต่สำหรับเรื่องสั้นเรื่องนี้จะมีความแตกต่างอยู่บ้างเล็กน้อย โดยผู้เขียนจะตั้งชื่อหัวข้อให้มีความแปลกใหม่และน่าสนใจทุกหัวข้อ ตัวอย่างเช่น เปิดเรื่องให้ใหญ่ แอบล้ำยุคลงไปบ้าง ชื่อและบุคลิกแปลกแต่อย่าประหลาด เป็นต้น จุดนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ฉุดสายตาของผู้อ่านให้มาจดจ่อ สนใจและสงสัยว่าเพราะเหตุใดจึงต้องตั้งชื่อหัวข้อเช่นนี้

      ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา(2553 : 275) ได้สรุปนัยสำคัญของศิลปะการทำให้แปลก (Art Of Defamiliarization) ซึ่งมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ

          1)การทำให้แปลกจากขนบทางวรรณศิลป์ที่มีอยู่

          2)การทำให้แปลกจากขนบของประเภทงานวรรณกรรมที่มีอยู่เดิม

          3)การทำให้แปลกไปจากความรับรู้อันคุ้นชินของผู้อ่านที่มีอยู่เดิม

          จากที่ยกอ้างในข้างต้นจึงทำให้กล่าวได้ว่า ทั้ง Mini-narrative และMetafiction ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการทำให้แปลก (Art Of Defamiliarization) ที่ทำให้การสร้างสรรค์วรรณกรรมมีความแปลกใหม่ จนสามารถทำให้เรื่องราวธรรมดา ๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจได้

ความธรรมดาที่กล่าวในย่อหน้าที่ผ่านมามิใช่การกล่าวว่าเรื่องราวที่ผิดศีลธรรมเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมแต่อย่างใด หากแต่เป็นการกล่าวถึงในด้านการนำเรื่องราวประเภทนี้มาเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย และถ้าหากผู้เขียนขาดเทคนิคและชั้นเชิงในการเขียน ก็จะทำให้งานเขียนชิ้นนั้น ๆ กลายเป็นงานเขียนน้ำเน่าหรือธรรมดา ๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง “ตัวละครชุดนี้เป็นคนจริง ๆ ที่น่าจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ปรากฏตัวให้เห็นอ่านกันอยู่บ่อย ๆ เป็นความจริงที่ต่อให้มันจริงมากแค่ไหนก็ไม่มีใครอยากเขียนถึง ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องไม่ดี เพียงแต่มันอาจไม่มีแง่มุมอะไรใหม่ ๆ ให้เห็น ตัวละครที่พอเดาทางได้ และมุมมองของคนภายนอกก็มองเรื่องแบบนี้คล้าย ๆ กัน”(น235) จากประโยคนี้ทำให้เห็นว่าผู้เขียนมีทัศนะคล้ายกับข้าพเจ้า และทำให้เห็นว่าเรื่อง สัปเหร่อรุ่นที่สองมีบรรยากาศคล้ายคลึงกับเรื่อง “คำพิพากษา” ชาติ กอบจิตติพอสมควร

          สิ่งสำคัญที่ทำให้ “สัปเหร่อรุ่นที่สอง” ไม่ใช่เรื่องราวธรรมดาเรื่องหนึ่ง ก็คือ เทคนิคและฝีมือของผู้เขียนที่สามารถรงสรรค์เรื่องราวธรรม ๆ เรื่องหนึ่งให้มีความโดดเด่นด้วยตัวบทของเรื่องสั้นเอง ซึ่งก็คือการใช้เรื่องราวธรรมดา ๆ มาเป็นแม่บทในการสอนหรือแนะนำเทคนิคการเขียนเรื่องสั้นให้กับผู้อ่านไปพร้อม ๆ กับตัวละครน้องธี ผู้มีความสนใจใคร่รู้ในด้านงานเขียน และยังมีการใช้ และ“ความโดดเด่นที่สุดในงานเรื่องสั้นยุคนี้คือการสร้างเรื่องเล่าโดยเลือกเหตุการณ์เล็ก ๆ ไม่สลักสำคัญหือไม่มีความหมายอะไร และดูไม่มีเหตุผลมาเล่า แบบที่เรียกว่าเป็น Mini-narrative โดยไม่สนใจที่จะสร้างโครงเรื่องแบบขนบนิยมที่ต้องเรียงเหตุการณ์จากหนึ่ง สอง สาม ซึ่งค่อย ๆ ทวีปมขัดแย้งไปสู่จุดสุดยอดของเรื่องและคลี่คลายเรื่องในที่สุด (สรายุทธ์ ธรรมโชโต, 2547 : 677 อ้างถึงใน ธเนศ เวศร์ภาดา, 2553 : 276) คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เน้นย้ำได้เป็นอย่างดีว่าเรื่องสัปเหร่อรุ่นที่สองมีลักษณะการใช้เทคนิคที่เรียกว่า Mini-narrative เนื่องจากผู้เขียนนำเรื่องเหตุการณ์เล็ก ๆ อันเป็นเพียงจุดหนึ่งของสังคมเท่านั้นมาเขียนเป็นเรื่องสั้น อีกทั้งเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังมีลักษณะต้านโครงเรื่อง(Anti-Plot) หรือไม่สนใจสร้างโครงเรื่องเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งเทคนิคที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดา ก็คือ Metafiction “หรือการเล่าเรื่องซ้อนเรื่องเล่า นั้น เป็นการนำเอากระบวนการเขียนวรรณกรรมมาเป็นเนื้อหาของงานวรรณกรรม เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักอยู่ตลอดเวลา

ว่า ตัวบทวรรณกรรมนั้นประกอบด้วยถ้อยคำและกลวิธี”   (จิระ อุ่นเรืองศรี, 2560) จะเห็นได้ว่า สัปเหร่อรุ่นที่สอง มีการใช้เทคนิคนี้ได้อย่างกลมกลืน จนอาจกลายเป็นกับดักให้ผู้อ่านบางคนหลงกลของผู้เขียนจนไม่สามารถแยกออกได้ว่าช่วงใดเป็นเรื่องสั้นธรรมดาหรือช่วงใดเป็นเรื่องสั้นซ้อนเรื่องสั้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้สมาธิอย่างสูงและต้องอ่านอย่างเข้าใจเพื่อไม่ให้ติดกับดักที่ผู้เขียนสร้างขึ้น และจากสาเหตุนี้ผู้อ่านบางคนจึงคิดว่าเรื่อง สัปเหร่อรุ่นที่สอง นั้นยากเกินความเข้าใจ และเข้าใจอย่างพร่าเลือนว่าแท้จริงแล้วเรื่องสั้นเรื่องนี้ต้องการสื่ออะไร

            ความไม่ธรรมดาอีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนบรรจงใส่เข้ามาในเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ การเสียดสีสังคมและเหตุการณ์ที่สดใหม่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทหาร ในตอนที่มีนายทหารมาตรวจสอบการสร้างเรือพนมพระ “...เราอยู่ในยุคประชาธิปไตยทหาร พวกเขาสามารถเข้ามาตรวจสอบอะไรก็ได้ที่ไหนก็ได้”(น.249) หรือ“นายทหารยังถามต่ออีกหลายคำ ไม่ได้มีแผนทำลายประเทศชาติใช่ไหม ไม่ได้ชังชาติ ไม่ได้คิดจะแยกตัวเป็นรัฐอิสระหรือไปตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์ใช่ไหม...”(น.250-251)  ทั้งสองประโยคนี้ล้วนเสียดสีทหารที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐบาล คสช. ได้อย่างเจ็บแสบ ทั้งในด้านการใช้อำนาจอันไร้ขอบเขตและการใช้อำนาจกับผู้ที่เห็นต่างด้วยความไม่เป็นธรรม นอกจากนี้การที่มีผู้เขียนเลือกใช้เหตุการณ์พายุถล่มเมื่อ พ.ศ.2532 แล้วมีเด็กชายเห็นปลาอานนท์ แต่ไม่มีคนเชื่อ(น.234) และการที่ตัวละครเซียนพระกล่าวถึงเรื่องความจริง โดยหนังเรื่องสตาร์วอร์สล้วนเหลวไหล ต่างจากเรื่องขุนแผนที่สมจริง เพราเรื่องพวกคาถาอาคมอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ทั้งสองเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนเป็นภาพแทนของเรื่องราวผิดศีลธรรมที่ผู้เขียนนำมาเขียนเป็นเรื่องสั้น ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องไกลตัวเราก็อาจจะไม่เชื่อว่าสังคมมีแม่นอนกับลูกชาย หรือพ่อนอนกับลูกสาว แต่ถ้าหากเราเคยพบเจอหรือเคยสัมผัสกับเหตุการณ์เหล่านี้มาเราก็คงเชื่ออย่างสนิทใจว่ามีเรื่องการผิดศีลธรรมเกิดขึ้นในสังคม และยังมีการเสียดสีสังคมวัตถุนิยมที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน ผู้คนสนใจเพียงวัตถุสิ่งของ ตัวอย่างเช่นชาวบ้านในเรื่อง ที่สนใจเพียงความสว

ยงามของเรือพนมพระ จนไม่สนใจคติธรรมที่แฝงไว้ เป็นการยึดถือเพียงรูปลักษณ์ของวัตถุเท่านั้น         

          ทุก ๆ องค์ประกอบภายในเรื่องนี้ ผู้เขียนสามารถเนรมิตและสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว ฉากและบรรยากาศมีความเหมาะสมกับเรื่อง ทุกบรรทัดทุกย่อหน้าล้วนสอดรับกันได้อย่างกลมกลืนและเป็นเอกภาพ โดยเรื่องราวถูกเล่าเรื่องผ่านสายตาของผู้เขียนและ “ผม” ช่างทำเรือพนมพระ ที่ไปพบเจอกับเหตุการณ์ผิดศีลธรรมของคนในพื้นที่แล้วนำมานำเสนอผ่านการสอนและแนะนำเทคนิคการเขียนเรื่องสั้นให้กับ “น้องธี” เจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัย ไปพร้อม ๆ กับผู้อ่าน ตัวละครทั้งสองถูกผู้เขียนสร้างขึ้นมาได้อย่างสมจริงมีชีวิต และทัศนคติเหมือนกับคนจริง ๆ จนบางครั้งอาจ     ทำให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นคนในชีวิตจริง

          ทั้ง Mini-narrative และ Metafiction   อันเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการทำให้แปลก         (Art Of Defamiliarization) ลักษณะต้านโครงเรื่อง(Anti-Plot) และการเสียดสีสังคม เทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวผิดศีลธรรมธรรมดาของครอบครัวหนึ่งในสังคมกลายมาเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาในสายตาของผู้อ่าน และนี่คงเป็นสิ่งที่ยืนยันฝีมือของ“จเด็จ กำจรเดช” ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นความเหมาะสมที่ทำให้หนังสือรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ได้รับรางวัลซีไรต์ ในปีพุทธศักราช 2563 “แม้ว่าจะมีผู้อ่านบางคนตัดสินว่า สัปเหร่อรุ่นที่สอง เป็นเรื่องที่อ่านยากและยากแก่การเข้าใจ แต่ถ้าหากท่านลองเปิดใจอ่านด้วยความตั้งใจและสนุกไปพร้อม ๆ กับเนื้อเรื่อง ท่านคงต้องเปลี่ยนความคิดอย่างแน่นอน