จากที่ได้เรียนรู้ในคาบ Telehealth จากอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน เรียนรู้ว่าการทำ telehealth มีมานานตั้งแต่ ค.ศ. 1844แล้ว ด้วยความเข้าใจผิดของดิฉันที่คิดว่า เริ่มมีตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19นั้นไม่จริง แต่ที่เริ่มมีคนใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากวิธีการให้บริการทางการแพทย์วิธีนี้ ตอบโจทย์การให้บริการในขณะที่ทุกคนต้องทำการกักตัว ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ โดยอยากทำความเข้าใจใหม่ว่า ขอบเขตของการทำ Telehealth นั้นไม่ใช่การเปิดกล้องแล้วทำกิจกรรมกันอย่างเดียว แต่การใช้โทรศัพท์หรือไลน์ เพื่อติดต่อพูดคุยให้บริการทางการแพทย์กันนั้นนับเป็น Telehealth แล้ว โดยคำว่า Telemedicine เป็นร่มใหญ่ของ Telehealth

จากคำถามของเพื่อนในชั้นเรียนดิฉันคิดว่าน่าสนใจ คือ ถ้าพ่อแม่บางคนไม่มีเวลาให้ลูกในการจะทำ Telehealth เนื่องจากการทำ Telehealth ฝ่ายเด็ก ผู้ปกครองต้องอยู่ร่วมกันทำกิจกรรมด้วย จะมีวิธีการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร โดยอาจารย์พี่แนนได้ตอบว่า ส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองจะทำการ consult กับผู้บำบัดแทน หรือขอเลื่อนนัดไป แต่ขอการบ้านกลับไปทำกับผู้รับบริการ แล้วมาทำการ consult ใหม่ในครั้งหน้า แสดงถึงความใส่ใจของผู้ปกครอง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดทางด้านเวลา การทำงาน แต่ไม่ได้ปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไป

ในสถานการณ์COVID-19 ดิฉันได้เรียนรู้ถึงวิธีการในการจะทำ telehealth อย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ 

-การเริ่มต้นด้วยการได้รับอนุญาติจากผู้ดูแลของผู้รับบริการก่อนการทำ Telehealth

-เนื่องจากเราจำเป็นจะต้องบันทึกวิดีโอ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลดู progression ของผู้รับบริการต่อการบำบัด จะต้องมีการขออนุญาติในเรื่องนี้ด้วย

-เราจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยเพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันกับผู้ดูแล เนื่องจากการทำกิจกรรมบำบัดที่คลินิกกับการทำ Telehealth มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นจะต้องมีการตั้งเป้าหมายใหม่หรือคงไว้ซึ่งเป้าหมายเดิม มีการปรับให้เข้ากับสถานที่ให้สอดคล้องกัน

-มีการส่งตารางกิจกรรม เพื่อสื่อสารให้ผู้ดูแลทำความเข้าใจในแต่ละกิจกรรม และเป็นการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ต้องให้ผู้ดูแลเตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าไว้ใช้ในวันทำ Telehealth จริง

-ก่อนวันทำ Telehealth ผู้บำบัดอาจมีการทดลองโปรแกรมกับผู้ดูแลหรือผู้รับบริการก่อน ในกรณีที่ผู้ดูแลหรือผู้รับบริการมีความยากลำบากในการใช้อุปกรณ์ 

-โดยการทำ Telehealth นั้น มีขั้นตอนเหมือนกับการมาทำกิจกรรมบำบัดที่คลินิก ที่จะต้องมีการ warm up ก่อนเริ่มกิจกรรม มีการประเมินความสามารถทั้งตัวผู้รับบริการและผู้ดูแล เพื่อหาปัญหา โดยตอนสุดท้ายจะมีการfeedback เน้นให้ผู้ดูแลประเมินตนเองว่าการช่วยเหลือของตนนั้นเหมาะสมกับผู้รับบริการหรือไม่ การช่วยเหลือนั้นไปลดความสามารถของผู้รับบริการหรือไม่

การทำ Telehealth แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

  1. Parent coaching เป็นการที่ผู้บำบัดทำหน้าที่แนะนำ โดยผู้ที่ลงมือทำกิจกรรมคือ ผู้รับบริการและผู้ดูแล
  2. Teletherapy เป็นการที่ผู้บำบัดทำกิจกรรมกับผู้รับบริการผ่านหน้าจอ และมีผู้ดูแลค่อยดูอยู่ห่างๆ
  3. Counselling เป็นการที่ผู้บำบัดให้คำแนะนำผู้ดูแล โดยไม่มีผู้รับบริการอยู่ด้วย อาจมีการให้การบ้านไปฝึกแก่ผู้รับบริการ แล้วมีการfollow up ผลในครั้งถัดไป

ข้อดีของการทำ Telehealth ประกอบไปด้วย

1.ช่วยให้ปลอดภัยต่อ COVID-19 ในสถานการณ์ขณะนี้

2.สามารถทำกิจกรรมบำบัดทางไกลได้ เช่น เคสที่ติดต่อจากญี่ปุ่น

3.มีความยืดหยุ่นของตารางกิจกรรม

4.ผู้บำบัดได้เห็นสถานที่จริงในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้รับบริการ ช่วยให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวส่งเสริมและข้อจำกัดในกิจกรรมตามความสามารถของผู้รับบริการ

5.ช่วยประหยัดในเรื่องของค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ข้อเสียของการทำ Telehealth ประกอบไปด้วย

1.ขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บำบัดกับผู้รับบริการ

2.มีข้อจำกัดในการประเมินความสามารถของผู้รับบริการ

3.ผู้ดูแลหรือผู้รับบริการขาดความรู้ในเรื่องอุปกรณ์สื่อสาร เทคโนโลยี หรือไม่พร้อมในด้านของอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต ทุนทรัพย์ จึงเป็นข้อจำกัดทางการบำบัดรักษาในช่วงกักตัว

4.ผู้รับบริการจะจะต้องเข้าใจคำสั่ง มีความสนใจจดจ่อในกิจกรรมค่อนข้างมาก

ข้อคำนึงในการทำ Telehealth

  1. ผู้บำบัดจะต้องมี overplan หรือแผนสำรองในการทำกิจกรรม มีการ analysis activity อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่จะเกิดขึ้น ก่อนการทำ Telehealth จริง
  2. สังกตพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้รับบริการขณะทำกิจกรรม ทำอย่างไรผู้บำบัดถึงจะทำให้ผู้รับบริการมี participation ที่สนุกร่วมไปกับกิจกรรมได้
  3. ลดสิ่งเร้าทางสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้รบกวนความสนใจจดจ่อต่อการทำกิจกรรม
  4. ใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวก และลดการสื่อสารเชิงลบ เช่น อย่า ห้าม ไม่
  5. การทำ Telehealth ทางออนไลน์ควรคำนึงถึงช่วงความสนใจตามอายุของผู้รับบริกาารด้วย

ในปัจจุบัน การทำ Teleconsultation ได้มีความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพต่างชาติร่วมกันพัฒนาแอพ ชื่อว่า Care4caregiver เป็น application ที่ให้ทีมสหวิชาชีพได้มีการติดตามเคสผ่านผู้ดูแล ที่อัพเดตอาการ สุขภาพ ความสามารถไว้ จะช่วยให้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนช่วยให้มีการวิเคราะห์ ร่วมพูดคุยของทีมสหวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันคิดว่าถือเป็นเรื่องดี เพราะไม่ใช่แค่สถานการณ์ COVID-19 อย่างเดียว และถึงแม้ว่าCOVID-19จะหมดลง แต่ application ช่วยให้เข้าถึงผู้รับบริการที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงการรับบริการทางการแพทย์ด้วย ให้ผู้รับบริการได้รับความช่วยเหลือ และทีมสหวิชาชีพได้ให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย โดยจะเป็นประโยชน์อย่างมากจากการใช้ application นี้

นางสาว ญาณิศา ช่วยพันธุ์ 6123021