คนดีศรีอยุธยา

คนดีศรีอยุธยา

นวนิยาย เรื่องคนดีศรีอยุธยา เสนีย์ เสาวพงษ์  จัดเป็นนวนิยาย ๑ ใน ๑๐๐ หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนสุด ยอดนวนิยายเรื่องราววีรกรรมของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กล้าหาญและยอมเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง แม้พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่ “ต้นหญ้า” และ “ต้อยติ่ง” ก็มีบทบาทสำคัญในการกู้ชาติ แม้ชื่อของพวกเขาจะไม่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนพืชคลุมดินที่เกิดขึ้นแล้วตายไป โดยไม่มีผู้ใดเห็นคุณค่า แต่พวกเขาก็มีความรักชาติ และยอมพลีเลือดเนื้อเพื่อเอกราชของชาติไทย โดยไม่เรียกร้องผลตอบแทน

ในเนื้อเรื่องคนดีศรีอยุธยา ผู้เขียนใช้กลวิธีดำเนินเรื่องที่ทำให้เรื่องดูสมจริง ซึ่งสังเกตได้จากสองมูลเหตุสำคัญในเรื่อง คือ การอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ และ วิถีชีวิตของตัวละครในเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น การอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดคือ การเกริ่นนำอ้างจากพระราชพงศาวดาร ช่วงเวลาของเนื้อเรื่อง คาดการว่าน่าจะเกิดในช่วงเวลาประมาณหลังเสียกรุงครั้งที่สอง ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยนั้นประชาชนต่างระหกระเหินเนื่องจากกรุงแตก ผู้คนมากมายต่างพากันอดอยากข้าวปลาอาหารก็ไม่พอจะกิน เกิดการฆ่าฟันกันทั่วทั้งแผ่นดินอันเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าแต่ละชุมนุมต่างยกไปตีกันใครเข้มแข็งก็จะมีชัยชนะ จึงเกิดการนองเลือดทั่วทั้งประเทศ ที่กล่าวมาทั้งหมดข้อสังเกตคือการดำเนินเรื่องที่สอดคล้องกับพระราชพงศวดารกล่าวคือ

ขณะนั้นแต่บรรดาประชาชนทั้งหลายซึ่งหนีพม่าเหลืออยู่นั่น ต่างก็คุมสมัครพรรคพวกครอบครัวอยู่เป็นพวกเป็นเหล่า ผู้ใดที่มีฝีมือเข้มแข็งก็ตั้งตัวเป็นนายชุมนุม ซ่องสุมคุ้มครองผู้คนครอบครัวเป็นอันมาก ตั้งชุมนุมอยู่แห่งหนึ่งแต่ชุมนุมตั้งอยู่ดังนี้มีในจังหวัดแขวงกรุงและแขวงหัวเมืองและสวน และหัวเมืองอื่นฝ่ายเหนือใต้เป็นอันมากหลายแห่งหลายตำบลขัดสนด้วยข้าวปลาอาหารและเกลือไม่มีจะกิน.. (พระราชพงศวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา)

อีกด้านที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้ผู้เขียนได้เขียนเรื่องอย่างสมจริงคือ วิถีชีวิตของตัวละครในเรื่องคือในตัวเรื่องจะสภาพความเดือดร้อนในสมัยนั้นทำให้เรารู้ว่า แท้จริงแล้วคนไทยมีนิสัยว่าถึงในยามลำบากเราก็มีน้ำใจให้กันเสมอ ในเวลาที่เดือดร้อนถ้ามองในมุมกลับคือเราจะรู้ว่าใครที่เป็นห่วงและหวังดีต่อเราจริงๆ ทาสแท้ของคนจะแสดงออกมาก็เมื่อมีภัยมาถึง จริงอยู่ที่ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวเองเสมอ แต่สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้อย่างมีความสุขคือการมีน้ำใจต่อกัน ความสามัคคีกลมเกลียว อย่างเช่นในเรื่อง คนดีศรีอยุธยา ที่สามารถกอบกู้บ้านเมืองมาได้ก็เพราะความมีน้ำใจต่อกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดความสามัคคีและก้าวข้ามอุปสรรคไปได้

   "อาวุธนั้นให้ใช้เป็นสิ่งสุดท้าย เอาชนะกันด้วยปัญญาตอนจบ เมื่อไม่มีทางแล้วจึงใช้อาวุธเป็นเครื่องมือของปัญญา แต่ปัญญาต้องถืออาวุธอยู่ด้วยตราบใดที่ฝ่ายอธรรมยังถืออาวุธอยู่"

จากข้อความข้างต้น บ่งบอกถึงความรักสงบของคนไทยมาแต่ดั้งเดิม ดังนั้นคนไทยมักจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่ทำให้ตนและประเทศชาติเดือดร้อน

อีกทั้งวิถีชีวิตของคนไทยที่สำคัญอีกอย่างคือ การที่ห้ามไม่ให้ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นสังคมชาวพุทธ การที่ชายหญิงอยู่กันตามลำพังกันตามลำพังจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร

“นางพลอยเอามุ้งเก่าๆ มาได้หลังหนึ่งให้เล็กกับโพกางนอนแกคงจะคิดถึงความเหมาะสมตามธรรมเนียมไทย แกจึงบอกว่า ลำพูนเอ็งนอนกับข้าก็แล้วกันนะ มุ้งเหลืออยู่หลังเดียว ให้สองคนเค้านอนด้วยกัน เอ็งเป็นสาวเป็นนางไปนอนชายคาเดียวกันกับผู้ชายไม่หรอก”

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเนื้อเรื่องแล้วผู้เขียนมุ่งถ่ายทอดถึงความเสียสละที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนทำเพื่อความรักชาติที่ในฐานะประชาชนคนในประเทศจะช่วยกันรักษาหรือกอบกู้ชาติไว้ได้ถึงแม้ว่าจะช่วยได้ไม่มากไม่น้อยก็ตาม และเรื่องราวต่างๆในเรื่องยังสะท้อนถึงสภาพสังคมความเป็นอยู่ของคนในสังคมไทยในสมัยนั้นที่แสดงถึงสังคม วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้น จึงทำให้เราทราบว่าเนื้อเรื่องที่ผู้แต่งดำเนินมาเป็นเรื่องที่สมจริง มีหลายเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นจริง การที่ผู้แต่งมองเห็นความสำคัญเล็กๆน้อยๆของประวัติศาสตร์ที่อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องที่สนุกสนานน่าติดตามและยังได้ความรู้ หนังสือเล่มนี้จึงสมควรอย่างยิ่งที่หนังสือเล่มที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะอ่านเพื่อให้ความบันเทิงหรือต้องการรับรู้ประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่องก็ตาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สายลมแสงแดดท้องฟ้าและสายน้ำ



ความเห็น (0)