ถ้าผู้ปกครองคน ตกอยู่ในอำนาจของอามิสสินบน อาจจะทำเรื่องชั่วร้ายกลับกลายเป็นดีก็ได้ ดังนั้น พุทธองค์จึงสอนไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจของ อามิสสินบน และยังไม่ให้ตกอยู่ใน อำนาจอคติ 4 ด้วย คือ ลำเอียงเพราะรักหรือชอบพอกัน ลำเอียงเพราะกลัวว่าเขามีอิทธิพล ลำเอียงเพราะโกรธหรือมีความฆาตพยาบาทกัน ลำเอียงเพราะหลง คือ หลงงมงาย หลงใหลไปกับสิ่งนั้น เพราะถ้าตกอยู่ในอำนาจอคติ 4 นี้แล้ว จะทำให้การทำงานเสีย หลักการ เสียความยุติธรรม และทำให้ขาดศรัทธาความเชื่อมั่นจาก ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไปด้วย ดังนั้น ผู้เป็นใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่ปกครองคน ควรหลีกเลี่ยงการรับอามิสสินบน
อำนาจของสินบน
อำนาจของสินบน
ดร. ถวิล อรัญเวศ
การให้อามิสสิ่งของ นับว่าเป็นเครื่องผูกจิตผูกใจของคนผู้รับและรวมทั้งคนผู้ให้ที่จะได้รับสิ่งดี ๆ กลับมา เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนผู้ถูกให้และคนทั่วไป ดังนั้น ปราชญ์ท่านจึงกล่าวไว้ว่า การที่เราจะรับสิ่งของจากใครพึงระลึกเสมอว่า สิ่งที่เขาให้เรานั้น เราต้องแยกแยะให้ได้ว่า เป็นการให้เพื่อส่วนตนหรือการให้เพื่อส่วนรวมหรือให้เพื่อประสงค์อะไร เพราะบางครั้ง ด้วยอำนาจอามิสสินบนแม้จะไม่มากแต่ก็อาจจะทำให้เสียความยุติธรรมไปได้ ดังมีนิทานปรัมปรามาสาธกในเรื่องนี้ ดังนี้
สมัยที่คนไทยเราอพยพเข้ามาก่อตั้งชาติไทยใหม่ ๆ ซึ่งอพยพมาจากเขาอัลไต ประเทศจีน และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ก็ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในไทยด้วยเหมือนกัน เพราะแผ่นดินที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ดังคำที่ว่า
“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
คนไทยเรามักจะยึดอาชีพทำนาทำไร่ ส่วนคนจีน มักจะชอบทำมาค้าขาย รวมทั้งค้าขายถ้วยชามสังคโลกและขณะเดียวกันก็ตกเบ็ดหาปลากินไปด้วย เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร
ตี๋ แลทิดมี บ้านอยู่ใกล้กัน ตี๋และทิดมี ชอบตกเบ็ดหาปลาเป็นอาชีพ
วันหนึ่ง ทิดมีเห็นตี๋ได้ปลามามาก ก็นึกโลภอยากได้ จึงวางแผนขโมยปลาจากเบ็ดของตี๋
เวลาทิดมีขโมยปลาได้แต่ละครั้ง ทิดมีก็จะนำปลาที่ได้จากเบ็ดของตี๋ไปแขวนไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านทุกครั้งด้วย
ต่อมา ตี๋แปลกใจว่าทำไม่ปลาจึงไม่กินเบ็ด เพราะแต่ก่อนเคยได้ปลาเยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้กลับไม่ค่อยเห็นปลากินเบ็ดเลยจึงแปลกใจ แกคิดว่าคงจะมีคนมาขโมยปลาจากเบ็ดเราแน่ ๆ จึงวางแผนแอบซุ่มดูเพื่อจับขโมยให้ได้ และก็เจอทิดมีกำลังขโมยปลาที่เบ็ดจริง ๆ ตี๋จึงไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน
ตี๋ : ผู้ใหญ่ครับ ทิดมีขโมยปลาที่ผมใส่เบ็ดไว้ครับ
ผู้ใหญ่บ้าน : ว่าอย่างไรทิดมี เองไปขโมยปลาของตี๋จริงหรือ ?
ทิดมี : นิ่ง... สักครู่ก็พูดว่า “คนละครึ่ง”
ผู้ใหญ่บ้านนั่งนึกสักครู่ก็พูดว่า
“เอาละเมื่อไม่มีพยานแน่ชัดก็เอาไว้ก่อนคราวหน้าค่อยว่ากันใหม่เมื่อจับได้จริง ๆ”
ทิดมีโมโหตี๋ที่ไปฟ้องผู้ใหญ่ จึงไปปาบ้านตี๋
ตี๋จึงมาฟ้องผู้ใหญ่บ้านอีกครั้ง
ตี๋ : ผู้ใหญ่ครับ ทิดมีปาบ้านผงครับ
ผู้ใหญ่บ้าน : จริงไหมทิดมี ที่ตี๋บอกว่าเองไปปาบ้านเขา
ทิดมี : คนละครึ่ง …….
ผู้ใหญ่บ้าน : นึกอยู่ สักครู่ก็ทำเป็นหยิบหนังสือกฎหมายมาทำท่าอ่าน
และตัดสินคดีว่า
“ไทยปาบ้านเจ๊ก ไม่ถูกหัวเด็กไม่ผิดกฎหมาย”
ตี๋โมโหจึงไปปาบ้านทิดมีบ้าง ทิดมีจึงมาฟ้องผู้ใหญ่บ้าน
ทิดมี : ผู้ใหญ่ครับ ตี๋ปาบ้านผมครับ
ผู้ใหญ่บ้าน : ว่าอย่างไรตี๋ เองไปปาบ้านทิดมีใช่ไหม ?
ตี๋ : “ใช่ครับ แต่ก็ไม่ถูกหัวใครครับ”
ผู้ใหญ่บ้าน : ทำเป็นหยิบหนังสือกฎหมายขึ้นมาอ่านและตัดสินว่า
“เจ๊กปาบ้านไทย ไม่ถูกหัวใคร แต่ผีเรือนตกใจ
ปรับห้าสิบบาท”
ตี๋ : ไอ้หยา......ซวยจริงๆ………….
…………………………………………………..
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าผู้ปกครองคน ตกอยู่ในอำนาจของอามิสสินบน
อาจจะทำเรื่องชั่วร้ายกลับกลายเป็นดีก็ได้
ดังนั้น พุทธองค์จึงสอนไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจของ
อามิสสินบน และยังไม่ให้ตกอยู่ใน
อำนาจอคติ 4 ด้วย คือ
ลำเอียงเพราะรักหรือชอบพอกัน
ลำเอียงเพราะกลัวว่าเขามีอิทธิพล
ลำเอียงเพราะโกรธหรือมีความฆาตพยาบาทกัน
ลำเอียงเพราะหลง คือ หลงงมงาย หลงใหลไปกับสิ่งนั้น
เพราะถ้าตกอยู่ในอำนาจอคติ 4 นี้แล้ว จะทำให้การทำงานเสีย
หลักการ เสียความยุติธรรม และทำให้ขาดศรัทธาความเชื่อมั่นจาก
ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไปด้วย ดังนั้น
ผู้เป็นใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่ปกครองคน ควรหลีกเลี่ยงการรับอามิสสินบน


