ค น ครอบงำสังคมหรือ สั ง ค ม ที่ครอบงำคน

นกกระยางโง่ ๆ หนึ่งในเรื่องสั้นชุด คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ของ “จเด็จ กำจรเดช” รวมเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี ๒๕๖๓ เป็นนักเขียนดับเบิลซีไรต์คนที่ ๕ ของเมืองไทย ผลงานเขียนที่ท้าทายขนบการเขียนเรื่องสั้นเดิม ๆ ของไทย ทั้งด้านการเล่าเรื่อง การผูกโครงเรื่อง จำนวนตัวละคร รวมทั้งขนาดความยาวที่ออกไปในแนวเรื่องสั้นขนาดยาว มีการสร้างสัญญะโดยใช้สัตว์สื่อความหมาย เป็นการขบคิดที่เติบใหญ่ในโลกแห่งการสร้างสรรค์แนวคิดในรูปแบบใหม่ของจเด็จ กำจรเดช

  นกกระยางโง่ ๆเรื่องราวของ “ท้อป” ที่เพิ่งกลับมาอยู่บ้านเกิด เมื่อทราบข่าวว่าพ่อของเขาตกต้นทุเรียนอกหักหลังเดาะ ท้อปต้องทิ้งทุกอย่างกลับมารับช่วงสวนทุเรียนทวายของพ่อได้ปีเดียวพ่อก็จากไป ท้อป บอกขายบ้านขายที่ดินทั้งหมดแล้วหนีไปสร้างกระท่อมตากอากาศอยู่ปลายนาวางแผนเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ อยู่แบบง่าย ๆ ไม่นานเขาก็ขุดบ่อเลี้ยงปลา สร้างเล่าเป็ดไก่ สร้างบ่อเลี้ยงหอยเลี้ยงกบ และโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ ลงเฟซบุ๊กตัวเองเพื่อให้คนมาสนใจและต้องการยอดไลก์เยอะ ๆ  แต่สิ่งที่เขาทำกลับไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง เขาได้แต่เพียงอิจฉาเพจเพื่อนของเขาที่มียอดไลก์รัว ๆ แต่ท้อปก็ไม่ละความพยายาม เขายังคงโพสต์เรื่องราวของเขาต่อไป ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คนในเฟซบุ๊กเห็น นั้นจึงเป็นที่มาของ “นกกระยางโง่ ๆ”

          การดำเนินเรื่องราวผู้เขียนวางโครงเรื่องไว้อย่างกระชับ รัดกุม ไม่ซับซ้อน เป็นการดำเนินตามลำดับเหตุการณ์ การย้อนอดีตสลับไปมากับปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจาการเล่าเรื่องในอดีตและมีการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน ดังตัวอย่าง “ท้อปเพิ่งกลับมาอยู่บ้านเกิด ทำงานกรุงเทพฯ ตั้งนานมีแค่กระบะคันเดียว วันย้ายกลับขนของมาพอเต็มรถ อยู่กรุงเทพฯ สิบปีเนี่ยนะ สมบัติมีแค่นั้น” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๔) จากข้อความดังกล่าวผู้เขียนใช่กลวิธีบรรยายความเป็นมาของท้อป โดยใช้วิธีการดำเนินเรื่องจากในอดีตเป็นเช่นไร ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กลวิธีลักษณะนี้จะทำให้เห็นพฤติกรรมของตัวละครที่สมจริง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจลำดับเหตุการณ์ได้ง่าย ไม่สับสนกับการดำเนินเรื่องราวและติดตามเนื้อหาไปอย่างต่อเนื่องและสมเหตุสมผล

          การเปิดเรื่องผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่อง ดังตัวอย่าง “ท้อปฟังมาบ่อยแล้ว เรื่องเลี้ยงนกกรงให้กลายเป็นวัว” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๑) จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้เขียนเล่าเรื่องการเลี้ยงนกกรงให้กลายเป็นวัว ซึ่งเป็นการเปิดเรื่องที่ชวนให้ผู้อ่านเกิดฉงนสนเท่ห์น่าติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้มากเป็นพิเศษ กระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความใคร่อยากรู้ว่านกจะกลายเป็นวัวได้อย่างไร ? เพราะเหตุอันใด ?

          ผู้เขียนเริ่มผูกปมหลังจากท้อปกลับมาบ้านเกิด โดยเป็นการสร้างความขัดแย้งภายในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นกับท้อปที่ต้องต่อสู้กับความนึกคิดของตนเอง เป็นความรู้สึกซับซ้อนและสับสนในการเลือกทางใดทางหนึ่ง “ตอนนั้นเขาว่าจะย้ายตามเธอไปหนองคาย แต่ก็ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ หลังพ่อตกต้นทุเรียนทุกอย่างก็มีคำตอบ” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๖) จะเห็นได้ว่าท้อปย้ายกลับมาบ้านเพราะพ่อของตนตกต้นทุเรียน ซึ่งความเป็นจริงแล้วเขาไม่อยากกลับมา แต่เพราะเหตุการณ์ที่บีบบังคับทำให้เขาต้องตัดสินใจที่จะต้องกลับบ้านมาดูแลพ่อ  ผู้เขียนได้สร้างปมขัดแย้งที่สมจริง เพราะคนไทยถูกปลูกฝังให้เป็นลูกกตัญญู เลี้ยงดูพ่อแม่ยามเจ็บป่วยและแก่เฒ่า

          ปมความขัดแย้งต่อมาเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์นั่นคือท้อปกับแฟน จะเห็นได้จากท้อปที่ต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดและต้องทิ้งเธอให้อยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ดังตัวอย่าง “หลังกลับมาอยู่บ้านท้อปก็ไม่ได้ขึ้นไปหาเธออีกเลย ระหว่างนั้นเขาก็ห่างหาย ไม่ได้ไปหา สเตตัสเธอเริ่มบ่นว่าเหงา บ่นว่าเบื่อกรุง บ่นว่าวันหนึ่งจะไปเปิดร้านกาแฟที่บ้านแม่ ‘เขาส่งข้อความถามว่าไม่มาอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ เธอแค่ตอบว่าไม่รู้สิ’ ” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๗) จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่าท้อปกับแฟนมีความคิดที่ไม่ตรงกัน ท้อปอยากให้แฟนมาอยู่บ้านกับเขา แต่เธออยากไปเปิดร้านกาแฟที่บ้านแม่ สะท้อนให้เห็นว่าท้อปกับเธอไม่เข้าใจกัน เป็นเหตุที่ทำให้ท้อปและเธอต้องเลิกรากันในที่สุด

          นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เกิดจากการตายของสัตว์ที่ท้อปนำมาเลี้ยง  ซึ่งเป็นการตายโดยธรรมชาติ ตัวละครไม่สามารถควบคุมหรือต่อต้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้เขียนได้สร้างปมที่สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจต่อกรได้ นับได้ว่าผู้เขียนสามารถสร้างปมขัดแย้งที่สมเหตุสมผล ทำให้ตัวละครมีพฤติกรรมที่สมจริงมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่าง “ปลาห้าร้อยตัวนอกจากมันไม่โตแล้ว ยังเหลือพอนับได้ไม่เกินยี่สิบ ท้อปเข่าทรุด เกิดอะไรขึ้นกับปลาของเขา”(จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๙) และ “เริ่มจากเป็ดสองตัวนั้นมันกินกบ เรื่องคาดเดาได้ไม่ยาก เป็ดโตแล้วมันก็กินกบโง่ ๆ พวกนั้นไม่เหลือ เท่านั้นไม่พอ ไม่เหลือเป็ดด้วย มันเหาะได้ ไม่มีใครบอกว่าลูกเป็ดที่เขาซื้อมันเหาะได้” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๕๘)

          จุดสุดยอดของเรื่องที่ได้ทวีความเข้มข้นมาจนถึงขีดสุด เป็นเหตุการณ์ตอนที่ท้อปพยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนในเฟซบุ๊ก รวมไปถึงอดีตแฟนสาวของเขา โดยการสร้างบ่อเลี้ยงปลา สร้างเล่าเป็ดไก่ สร้างบ่อเลี้ยงหอยเลี้ยงกบ ดังตัวอย่าง “เขาทำบ่อปลาและโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ส่วนเธอโพสต์กิจกรรมปั่นจักรยานในวันหยุดกับเพื่อน ๆ” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๗) แต่เหตุการณ์ทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะสัตว์เลี้ยงทุกตัวของเขาได้ตายลงและหายไปอย่างไร้เหตุผล ท้อปมักจะโทษพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่นำมาเลี้ยง ในจุดนี้ผู้เขียนสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมนุษย์เรานั้นมักจะโทษสิ่งอื่นยกเว้นโทษตนเอง ดังตัวอย่าง “ท้อปไม่คิดว่านกคูดมันเจาะกินไข่ไก่หรอก แต่ไก่ของเพื่อนนั้นพันธุ์ไม่ดีออกไข่ฟักมาเป็นนกคูด” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๖๓) ดังสุภาษิตที่ว่า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

          การคลายปมของเรื่องสั้นนกกระยางโง่ ๆ นี้เป็นตอนที่ท้อปเข้าใจแล้วว่าเขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นเกษตรกร และคิดพอกับสิ่งที่ทำอยู่ ดังตัวอย่าง “ท้อปไล่ดูเพจพระสังข์ทองคะนองยาของเพื่อนในโซเชียลแล้วก็ไล่กดไลก์รัว ๆ ช่างดีเหลือแสน แค่ขุดบ่อไว้ ปลาก็แถกมาอยู่เองไม่ต้องซื้อพันธุ์ นั่นแหละ ทำให้บ่อหอยขมของเขายังว่างเปล่า ไม่ใช่ว่าเขารอหอยมาอยู่เองนะ แต่คิดว่าพอแล้ว พ่อเป็นเกษตรกรทั้งชีวิต ถ้ามันดีพอคงไม่ส่งเขาไปเรียนวิศวะหรอก” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๖๕) จากข้อความข้างต้นผู้เขียนสะท้อนให้เห็นว่าการที่เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว หากเราไม่มีความรู้ที่เพียงพอ อาจส่งผลให้งานที่เราทำไม่ประสบผลสำเร็จหรืออาจล้มเหลวได้ ดังนั้น เราควรศึกษาหาข้อมูลความรู้ให้ดีก่อนลงมือทำ

          การปิดเรื่องในเรื่องนกกระยางโง่ ๆ ผู้เขียนใช้กลวิธีการปิดเรื่องแบบทิ้งท้ายให้ผู้อ่านขบคิด ดังตัวอย่าง “นกกระยางโง่ ๆ นี่แหละ เขาแต่งภาพด้วยโฟโต้ชอปให้เป็นนกกระยางพันตัวบินขึ้นจากสระ แต่งแสงฟรุ้งฟริ้ง ฉากหลังเป็นทุ่งข้าวสีเขียว เพจเขามีคนกดไลก์ถึงห้าพันหลังโพสต์รูปนี้ (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๖๖) จะเห็นได้ว่าผู้เขียนใช้กลวิธีการจบที่ให้ผู้อ่านใช้จินตนาการคิดต่อไปว่าเรื่องจะลงเอยเช่นไร เป็นการยั่วยุที่ทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามต่อเรื่อง อีกทั้งผู้เขียนยังคงสะท้อนให้ผู้อ่านเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วตัวละคร (ท้อป) ก็ยังคงต้องการเป็นที่สนใจ ซึ่งในปัจจุบันเราก็ยังคงพบเห็นผู้คนเหล่านี้หรือเราเองที่ตกเป็นทาสมันไม่ต่างอะไรกับตัวละครท้อปนั่นเอง

          จากโครงเรื่อง นกกระยางโง่ ๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น ล้วนมีความเชื่อมโยงกันก่อให้เกิดเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพตั้งแต่การเปิดเรื่องไปจนถึงการปิดเรื่อง ความขัดแย้งของปมต่าง ๆ ได้ถูกคลี่คลายลงในตอนจบ แม้จะเป็นการจบเรื่องแบบทิ้งท้ายให้ผู้อ่านขบคิด แต่นับได้ว่าเป็นเรื่องสั้นที่มีคุณค่ายิ่งต่อสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะเป็นเรื่องที่ทันสมัยและใกล้ตัว อีกทั้งยังมีความสมจริงในแง่ของความรู้สึกมนุษย์ทั่วไปที่มีความซับซ้อน ส่งผลมาทางการกระทำที่สับสน ซึ่งสามารถทำให้เข้าใจชีวิตของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนและธรรมชาติของมนุษย์ได้ลึกซึ้ง

          เรื่องสั้น นกกระยางโง่ ๆจึงเปรียบเสมือนคนในสังคม จะเห็นได้จากผู้เขียนแสดงทรรศนะผ่านแก่นเรื่องที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงลักษณะนิสัยพื้นฐานหลักของมนุษย์ คือ อยากเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม โดยทั่วไปแล้วมนุษย์คนเรานั้นต้องการเป็นที่ยอมรับอย่างมาก โดยเฉพาะวันรุ่นหรือวัยทำงาน พวกเขาอาจจะทำอะไรแผลง ๆ เพราะอยากเด่น อยากดัง อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ซึ่งคนในปัจจุบันจะแสดงความต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยการโพสต์สเตตัสหรือรูปภาพต่าง ๆ ลงเฟซบุ๊ค เมื่อมีคนมาถูกใจและให้ความสนใจจะเกิดความพึงพอใจต่อตนเอง เมื่อไม่มีใครสนใจก็จะคิดว่าตนไม่ถูกเป็นที่ยอมรับของสังคม นักเขียนจึงสร้างตัวละคร(ท้อป) ขึ้นมาเพื่อเป็นการเสียดสีสังคมในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผู้อ่านมองเห็นว่าคนไทยในยุคปัจจุบันสนใจโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก นับว่าเป็นปัญหาที่ยังคงอยู่และสามารถพบเห็นได้มากขึ้นเรื่อย ๆ หากผู้ที่โพสต์ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมอารมณ์ ส่งผลให้ผู้โพสต์เป็นโรคซึมเศร้าหรือคิดฆ่าตัวตาย เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องนกกระยางโง่ ๆ แล้ว อาจจะช่วยเตือนสติให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย

          จะเห็นได้ว่าแก่นเรื่องของ“นกกระยางโง่ ๆ ” นั้นมีความเป็นเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากแต่ละองค์ประกอบมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงประกอบกัน ผู้เขียนแสดงแก่นเรื่องผ่านกลวิธีที่เผยออกมาจากพฤติกรรมของตัวละคร ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจชีวิตของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง  กล่าวคือ การเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม นับว่าเป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนปัญหาสังคมและเป็นการเสียดสีสังคมที่ทันสมัย ใกล้ตัว โดยผู้อ่านสามารถพบเห็นในชีวิตจริง ไม่ว่าจะอยู่ยุคใดหรือทันสมัยมากขึ้นเพียงใด มนุษย์เราก็ยังคงต้องการเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักของคนในสังคมอยู่เรื่อยไป ไม่เว้นก็แต่ตัวผู้วิจารณ์เอง…

          สำหรับตัวละครในเรื่องนกกระยางโง่ ๆ มีตัวละครเอก คือ ตัวละคร “ท้อป” เป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะ มีลักษณะนิสัยหลายประการ มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีปะปนกัน เหมือนกับคนในชีวิตจริงที่มีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้จากท้อปเป็นลูกกตัญญูกลับมาดูแลพ่อที่กำลังป่วย แต่ในทางกลับกันเขากลับขายบ้านขายทุกสิ่งที่เป็นมรดกของพ่อ ดังตัวอย่าง “ท้อปขายมันทั้งบ้านทั้งสวน กระดูกพ่อในโกศ โชคดีเก็บไว้ที่วัด ถ้าอยู่บนบ้านต้องถูกขายไปด้วยแน่” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๕๐)  อาจกล่าวได้ว่าตัวละครเอกของเรื่องเปรียบเสมือนคนสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมอันแท้จริงของมนุษย์ ซึ่งคนในปัจจุบันหันมาสนใจการโพสต์เฟซบุ๊ก เพื่อต้องการเป็นที่สนใจของคนในสังคม “เขาทำบ่อปลาและโพสต์ลงเฟซบุ๊ก” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๗) และ “เขาโพสต์ว่านอนโง่ ๆ ที่กลางนา จากนั้นทุกวัน เขาก็นอนโง่ ๆ อยู่แต่ตรงนั้น” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๖) จากข้อความข้างต้นจะแสดงให้เห็นว่าตัวละครท้อปมีลักษณะพฤติกรรมที่สมจริง มีความรู้สึกนึกคิด มีความแปรปรวนทางอารมณ์เหมือนคนในชีวิตจริง รวมไปถึงพัฒนาการของตัวละครที่สมเหตุสมผล อีกทั้งตัวละครเอก (ท้อป) ได้แสดงบทบาทที่สำคัญ คือ เป็นผู้ดำเนินเรื่องราวให้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยผู้เขียนถ่ายทอดเนื้อเรื่องผ่านตัวละครท้อปและความรู้สึกนึกคิดของตัวละครอื่นส่งไปยังผู้อ่านได้อย่างชัดเจน

          ต่อมาเป็นตัวประกอบที่คอยมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนตัวละครเอก คือ ตัวละคร (พ่อ) เป็นตัวละครน้อยลักษณะที่มีส่วนเข้ามาเสริมบทบาทตัวละครเอก (ท้อป) ให้ดำเนินเรื่องต่อไป ดังตัวอย่าง “ พ่อตกต้นทุเรียนอกหักหลังเดาะ นอนติดที่ไม่มีใครดูแล ท้อปต้องทิ้งทุกอย่างกลับมา รับช่วงสวนทุเรียนทวายของพ่อได้ปีเดียวพ่อก็จากไป” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๔) จะเห็นได้ว่าพ่อเป็นตัวละครที่ทำให้ท้อปกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งเป็นการเสริมบทบาทให้ตัวละครเอกเป็นลูกที่กตัญญูรู้คุณและสามารถทำให้เรื่องดำเนินต่อไป

          ตัวละครที่เป็นเหตุให้เกิดปมในเรื่องนกกระยางโง่ ๆ คือ “แฟน” (ของท้อป) เป็นตัวละครที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ทันสมัย จะเห็นได้จากแฟนของท้อปมักจะออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วิ่ง ปั่นจักรยาน อีกทั้งยังเป็นตัวละครที่สะท้องให้เห็นถึงความฝันของผู้หญิงทุกคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งคนในยุคสมัยใหม่หันมาสนใจร้านกาแฟมากขึ้น และเป็นที่ดึงดูดความสนใจวัยรุ่นได้เป็นอย่างมาก ดังตัวอย่าง “เธอเริ่มบ่นว่าเหงา บ่นว่าเบื่อกรุง บ่นว่าวันหนึ่งจะไปเปิดร้านกาแฟที่บ้านแม่” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๗) รวมไปถึงตัวละคร (แฟน) ที่ทำให้ตัวละครเอกเกิดปม กล่าวคือ เมื่อท้อปเลิกกับแฟน ท้อปพยายามที่จะทำทุกอย่างและโพสต์ลงเฟซบุ๊กเพื่อจะรอให้แฟนของเขากลับมาสนใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วแฟนของท้อปก็ไม่ได้สนใจและตกลงคบหาดูใจกับคนใหม่

          ตัวละครประกอบต่อมา คือ “ลุงแก้ว” เป็นตัวละครน้อยลักษณะที่แสดงให้เห็นผู้ชายในยุคเก่า มักจะมีเรื่องมาโม้ให้คนในร้านน้ำชาฟัง เช่น เรื่องเลี้ยงนกกรงให้กลายเป็นวัว เรื่องที่สอนให้คนในหมู่บ้านหาเงินในทางที่ผิด หรือเป็นเรื่องหลวงชลที่ขายแม่เฒ่า ดังตัวอย่าง “เป็นแค่เสียงโม้ในร้านน้ำชา ฟังนะ ลุงแก้วว่า มีเงินสามร้อยทำอย่างไรให้กลายเป็นหมื่น ‘ไปลงไฮโลสิ’ ถูก มีสามร้อยไปลงไฮโลงานศพ สักพักก็จะเป็นหนี้สามหมื่น จากนั้นจะมีเงินแสน เพราะมึงต้องขายสวนของมึง ไม่จำเป็นเรื่องของหลวงชลเหรอ ขายสวนขายบ้านไม่พอ ขายแม่เฒ่าไปด้วย” (จเด็จ กำจรเดช,๒๕๖๓.หน้า๔๑)  จะเห็นได้ว่าตัวละครเอก (ท้อป) ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ลุงแก้วเล่าและคิดว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ แต่ใครจะไปคิดว่าตัวละครท้อปนั้นเองที่ปฏิบัติตัวเหมือนตัวละครในเรื่องของลุงแก้ว

          กล่าวได้ว่าตัวละครแต่ละตัวในเรื่องสั้น นกกระยางโง่ ๆ ทำให้รู้ว่าตัวละครใดมีส่วนช่วยเสริมบทบาทตัวละครเอก หรือตัวละครใดขัดแย้งกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ทุกตัวละครมีส่วนทำให้เนื้อเรื่องสามารถดำเนินต่อไปได้ ทั้งตัวละครเอกและตัวละครประกอบต่างมีส่วนเกี่ยวเนื่องกัน ทำให้เกิดเป็นเหตุการณ์ต่อ ๆ ไป รวมไปถึงตัวละครทุกตัวมีลักษณะสมจริง มีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์ในชีวิตจริง มีพัฒนาการสมเหตุสมผล คือ ป่วย แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของชีวิต อีกทั้งตัวละครในเรื่องยังช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นและลึกซึ้ง เข้าใจธรรมชาติชีวิตไว้อย่างแจ่มชัด รวมไปถึงตัวละครเอกของเรื่องได้แสดงบทบาทสำคัญต่อแก่นเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดลักษณะตัวละครผ่านการบรรยายภูมิหลัง ประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนออกมาได้อย่างแนบเนียนและสมเหตุสมผล

          อีกทั้งยังทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการสามารถตีความตัวละครออกไปได้อย่างกว้างขวางและมีอิสระทางความคิด นับได้ว่าผู้เขียนใช้กลวิธีสร้างตัวละครออกมาได้อย่างแยบยล เป็นตัวแทนของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่แท้จริง ผู้เขียนจึงสร้างท้อปขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดให้ผู้อ่านเข้าใจว่ามนุษย์ก็ต่างอยากเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยผ่านสังคมออนไลน์ และทำทุกวิถีทางเพียงแค่ต้องการยอดไลก์บนเฟซบุ๊ก ท้ายที่สุดแล้ว ตัวละครทุกตัวที่ปรากฏภายในเรื่อง นกกระยางโง่ ๆ นั้น มีบทบาทสำคัญที่แสดงให้เห็นความเป็นจริง ล้วนมีความรู้สึกนึกคิด มีความต้องการอยากจะเป็นที่รักที่สนใจของคนในสังคมแทบจะทุกคนใน โ ล ก แ ห่ ง ม า ย า. . .

บรรณานุกรม

จเด็จ กำจรเดช. (๒๕๖๓). คือปีเสือ. กรุงเทพฯ : ผจญภัยสำนักพิมพ์.

ภาพปกหน้าหนังสือ คืนปีเสือ.ค้นเมื่อ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๓. จาก https://bit.ly/3mCVfux