904. เรียนอิคิไกจาก Netflix ตอน "Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman"

เรียนอิคิไกจาก Netflix ตอน "Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman"

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ IKIGAI School

ผมดูเรื่องนี้มันมากๆ Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman มีฉายใน Netflix ดูแล้วเหมือนดูการ์ตูนญี่ปุ่น เป็นเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นที่หลงใหล การกินของหวานมากๆ อาชีพหลักของเธอเป็นเซลล์ขายหนังสือที่ต้องเดินทางไปทั่งโตเกียว เลยทำให้ไปเจอร้านขนมดังๆ บางร้านอายุเป็น 100 ปี เมื่อทำงานเสร็จทุกครั้งเธอจะถือโอกาสแอบไปกินขนม แม้จะดูทำเล่นๆ แต่คนคุณ Kataro ก็ลึกซึ้งกับขนมแต่ละร้านมากๆเมื่อเข้าไปเธอจะบรรยายตั้งแต่ประวัติศาสตร์ร้าน.. ที่มาของส่วนประกอบแต่ละอย่าง วิธีการทำและเทคนิคที่ทำให้ขนมร้านนั้นโดดเด่น คุณต้องดูครับ ท่าตอนกินนี่ได้ใจมากๆ การกินขนมแต่ละครั้งของคุณ Kantaro เขาบอกว่าเหมือนขึ้นสวรรค์ 

หนังผูกเรื่องราวของการแอบไปชิมอาหาร และการอัพบล๊อก และแม้คุณ Kantaro จะโดดเด่นทำงานสำเร็จ แต่ การผจญภัยเรื่องขนมนี้ ก็ทำให้คุณ Kantaro ดูแปลกๆ จนเพื่อนรวมงานสงสัย ถึงขั้นพากันสืบ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเองครับ ..


แต่เรื่องนี้ทำให้ผมเห็นอะไรในตัวคุณ Kantaro มากๆ นั่นคือเขาดูมีอิคิไกครับ เพราะเข้าเงื่อนไขกับหนังสืออิคิไกทุกเล่มที่อ่านมาไม่ว่าสายไหน คือเขาดูตื่นขึ้นมาแต่ละวันเพื่อสิ่งนี้ครับ เขารู้สึกพึงพอใจกับชีวิต รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากๆ . และคุณ Kantaro ก็น่าจะเป็นคนที่วิจัย ลงลึกเรื่องขนมจนรู้จริงๆ ผม เท่าที่ตามมาเรื่องนี้เอามาจากมังงะ ที่ผมเชื่อว่าคนเขียนต้องก็มีอิคิไกเรื่องขนมแน่ๆ ..ดูอินสุดการผจญภัยของ Kantaro ในโลกของนักธุรกิจ เพราะผมเป็นอาจารย์สอน MBA สอนผู้บริหาร นี่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากๆ และ ทำให้ผมนึกถึงหนังสืออิคิไกเล่มหนึ่งชื่อ Ikigai: The Japanese Life Philosophy to Finding Happiness and Peacefulness แต่งโดย Sosuke Takahashi เพราะเล่มนี้พูดถึงอิคิไก แนวเถ้าแก่ หรือผู้ประกอบตรงๆ เลย นี่ควรเป็นตำรา MBA เล่มหนึ่งเลยครับ

..ทบทวนนิดผู้แต่งอาจารย์โซุเกะ ผู้แต่งเล่มนี้ บอกว่า “อิคิไก คือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เมื่อพบ คุณจะรู้สึกพึงพอใจ มีความสุข ชีวิตมีความหมาย ใครค้นพบแล้วจะมุ่งทำเรื่องนั้น ตราบเท่าที่สุขภาพอำนวย”


นี่ชัดเลยคุณ Kantaro ในเรื่อง..เข้าเงื่อนไขนี้

อาจารย์เล่าว่า “จากการวิจัยในญี่ปุ่นคนมีอิคิไก คุณต้องถามตัวเองว่า คุณคือใคร เหตุผลของการมีชีวิตอยู่คืออะไร คุณเกิดมาทำไม ทำไมจึงเราอยู่ที่นี่ในวันนี้ อาจารย์บอกว่าอิคิไกของเราก็คือเหตุผลที่เรามีชีวิตอยู่ และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตนี้มีค่า”

คุณ Kantaro เกิดมาเพื่อได้ใช้ชีวิตกินขนมหวานในโลกนี้ คุณ Kantaro บอกเองว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ และมาอยู่ที่บริษัทขายหนังสือในโตเกียว ก็เพราะจะได้มีโอกาสทำงานไป กินไป คือเธอทำงานเป็นเซลล์ขายหนังสือ นั่นหมายถึงการได้ออกนอกสถานที่ ถ้าเสร็จงานเมื่อไหร่ก็ได้แวะกินขนมหวานเลย

อาจารย์เล่าอีกว่า.. “เมื่อเราค้นพบมัน อิคิไกจะทำให้เรารู้สึกพึงพอใจกับชีวิต เป็นสิ่งที่คุณจะทำอย่างสนุกสนาน มีความสุขในแต่ละวัน สิ่งที่คุณจะลงมือทำอย่างจริงจังโดยไม่รู้สึกกดันหรือเบื่อเลย คนอื่นอาจมองว่ากดดัน เครียด แต่คุณทำอย่างมีความสุข สนุกสนาน”

นี่ก็ยืนยันว่า Kantaro นี่ใช่สุดครับ ดูดื่มด่ำ ลงลึกเหมือนได้อยู่ในโลกแห่งความฝัน.. คนเขียนมังงะเรื่องนี้ก็น่าจะเช่นเดียวกัน

อาจารย์บอกว่า “คนญี่ปุ่นเชื่อในเรื่องความสุข และอิคิไกก็มาจากความสุขนั่นเอง การมีอิคิไกคือหนทางแห่งความสุข เพราะเราจะไม่มีความสุขเลย หากไม่ได้ทำสิ่งที่เรารัก”นี่คือสีสันชีวิตของคุณ Kantaro ขนมหวานคือหนทางของความสุข มันคือชีวิตของเขาอาจารย์บอกอีกว่า “อิคิไกคือสิ่งที่คุณรัก และคุณควรบ่มเพาะขึ้นมา ควรเป็นวิถีชีวิตคุณไปเลย”

เรื่องขนมกลายเป็นวิถีชีวิตของคุณ Kantaro


OK ครับ เข้าสู่ภาคจริงจัง แต่ผมอยากวิเคราะห์เลยไปอีกขั้นเรื่องการเขียนมังงะเรื่องนี้.. และการทำ series ฮาๆ แบบนี้ นี่ เพราะนี่คือการทำอิคิไกเป็นอาชีพ ..หนังสืออิคิไกทุกเล่มจะพูดถึงว่าอิคิไก ไม่จำเป็นต้องเป็นอาชีพ ...แต่เล่มนี้ดูคิดต่างจากเล่มอื่น... คือจำเป็นต้องเป็นอาชีพครับ.. เพราะคุณใช้ชีวิตอยู่กับอาชีพ เป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไมไม่เชื่อมโยงให้เป็นอาชีพไปล่ะ

..ส่วนตัวผม Love มาก ชาบู อาจารย์ท่านเลย..ใช่ครับ .. เห็นด้วย เพราะลูกศิษย์ผมถามมามาก ก็ผมสอนนักบริหาร และ starup นี่.. ผมก็บอกไปเช่นนั้น และคนก็มักมาให้ผมช่วยหาอิคิไก และเปลี่ยนเป็นอาชีพด้วย

หนังสือของอาจารย์โซสุเกะ เล่มนี้ เน้นการเป็นผู้ประกอบการ อาจารย์โซสุเกะบอกว่า เราควรเชื่อมโยงเป็นอาชีพไปเลย ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องฟรี นี่ชัดครับ ตอบโจทย์ผมมากๆ

จะว่าไปคนเขียนมังงะ เรื่องนี้ก็เอาเรื่องการชอบขนม อิคิไก เอามาทำมังงะขายจนได้ตังค์ ส่วนคนทำ series เรื่องนี้ก็เอาความอิน อิคิไก เรื่องการทำ series มาสร้างรายได้ให้ตัวเอง ขายให้ netflix ไม่มีใครทำฟรี


อิคิไกเป็นอาชีพ ทำได้ไงล่ะ..อาจารย์โซสุเกะ บอกว่าเราสามารถบ่มเพาะอิคิไกเป็นอาชีพได้เริ่มจาก

ถามว่า... "อะไรคือสิ่งที่คุณรัก..แล้วเริ่มบ่มเพาะ มัน ดูความมหัศจรรย์ของมัน.."

แต่ใจเย็นครับ..การจะบ่มเพาะอิคิไกมาถึงเป็นอาชีพนั้น อาจารย์บอกว่า "เราต้องบ่มเพาะเรื่องอื่นควบคู่กันไปด้วยเช่นความรู้ทำบัญชี ความรู้ด้าน HR และจะทำเป็นธุรกิจ คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ต้องบริหารชีวิตให้มันลื่นใหล (Flow) นั่นคือคุณต้องบริหารให้ชีวิตให้เป็น ต้องมองให้ออกว่าคุณกำลังเผชิญกับความท้าทายอะไร แล้วพัฒนาทักษะ" (ถ้าผมเพิ่มเติมคือไปร่วมมือกับคนที่มีทักษะนั้นๆ)"คุณต้องท้าทายตัวเองมากๆ ไม่ใช่เจออิคิไกแล้วอยู่ไปวันๆ ไม่พัฒนาตัวเอง นั่นทำให้คุณเสียโอกาส เหมือนเพื่อนของเขาที่พบอิคิไกเรื่องทำอาหาร เก่งมาก แต่ไม่พัฒนาทักษะเป็นระบบ คือตูไม่สนใจอะไรนอกจากทำอาหาร ที่สุดก็ต้องเลิกทำสิ่งที่รัก กลับไปทำงานประจำที่ไม่ชอบแล้วชีวิตก็พัง เหมือนเดิม..

"อาจารย์บอกว่า "เราต้องตรวจสอบตัวเองด้วยคำถามนี้บ่อย..ที่เราทำอยู่นี่เรารักมันจริงๆไหม ที่เราทำอยู่นี่มันสนุก มีความสุขจริงไหม การหาเงินจากอิคิไกของเราทำให้เรามีความสุขจริงไหม และทุกขั้นความสำเร็จเรามีความสุขกับมันจริงๆ ไหม"

เอาล่ะ สมมติผมอย่างเดินตามรอยคุณคนเขียนมังงะ และคนสร้างสารคดี ที่สะท้อนผ่านเรื่องราวของ Kantaro บ้าง ผมจะทำอย่างไร..ผมต้องถามตัวเองครับ ว่าผมรักอะไรบ้าง...เพียบพ่อแม่ ลูก เมีย การจิบกาแฟไปเขียนบทความไปอย่างที่ทำตอนนี้ การอ่านหนังสือเวลาโค้ช ทำ IKIGAI Coaching, Positive Psychology, เครื่องมือการพัฒนาองค์กรูปแบบหนึ่ง), การสอน, การ Consult, การทำบุญ, การเจริญสติ, การฟังเทศน์, ออกแบบหลักสูตร

เลือกมาสักอัน หรือหลายอันมาผสมกันสร้างสิ่งใหม่ก็ได้ ..ข้างบนผมเลือก..IKIGAI Coaching (การโค้ชให้คนค้นพบอิคิไก) และ Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก)ว๊าวววววว...ใช่เลย ..ผมมองว่าจิตวิทยาเชิงบวก เน้นการพัฒนาคนจากจุดแข็ง .ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่โลกภายใน ไปถึงการทำธุรกิจในโลกภายนอก เพราะฉะนั้นถ้ารวมเอาจิตวิทยาเชิงบวกและอิคิไกเข้าด้วยกัน มันสมบูรณ์กว่าแน่ๆ เพราะฉะนั้นก็จะเหมือนขนมหวานของคุณ Kantaro ต่อไปการโค้ชอิคิไกแนวจิตวิทยาเชิงบวก จะคือเหตุผลที่ผมจะตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน

..แล้วถ้าผมจะต่อยอดเป็นธุรกิจ.. ผมจะทำอย่างไร เริ่มแล้วครับ อะไรที่จะเป็นความท้าทายของผมบ้าง. มาตั้งแต่ Branding เลย การเงิน บัญชี การหาตลาด..ผมคิดในใจแล้ว ว่านี่คือความท้าทายที่พอมองเห็น และจะไปหาความรู้ที่ไหน หรือร่วมมือกับใคร

แล้วต้องคอย check อยู่เรื่อยๆ ตามที่อาจารย์บอกว่า

  1. ที่เราทำอยู่นี่เรารักมันจริงๆไหม (ใช่ครับ)ที่เราทำอยู่นี่มันสนุก 
  2. มีความสุขจริงไหม (ใช่ครับ)
  3. การหาเงินจากอิคิไกของเราทำให้เรามีความสุขจริงไหม (ใช่ครับ) 
  4. และทุกขั้นความสำเร็จเรามีความสุขกับมันจริงๆ ไหม (ตอนนี้ยังใช่) 

คุณล่ะครับ

...คุณรักอะไร แล้วอยากบ่มเพาะอะไรขึ้นมา..เมื่อเจอแล้วอะไรคือความท้าทาย และอะไรเป็นทักษะอื่นที่ต้องบ่มเพาะมาควบคู่กัน

...ปีใหม่แล้วปีนี้คุณตั้งใจจะบ่มเพาะความรักเรื่องอะไร

..เจอแล้วมาแชร์กันให้สนุกเลย


ด้วยรักและปราถนาดี

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ IKIGAI School

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)