
“คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด”ได้รับรางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยม รางวัล ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ ประจำปี 2562 ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่และตีพิมพ์อีกครั้ง เป็นหนึ่งในสิบสองเรื่องสั้นของหนังสืออาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่น ๆ ผลงานของ กำพล นิรวรรณ โดยผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นผลงานเขียนเล่มแรกของเขาเอง และยังได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2563 อีกด้วย
“คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด”จากชื่อเรื่องแสดงให้เห็นถึงความลี้ลับของธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจของผู้ร่วมขบวนการปฏิวัติคนหนึ่งที่ออกเดินทางหาเสบียงในป่า และได้พบกับความงดงามของธรรมชาติซึ่งเขาสามารถเห็นได้เพียงคนเดียว เขาได้รับฟังบทเพลงที่ไม่เข้าใจความหมายจากเหล่าคนธรรพ์ หลังการปฏิวัติล่มสลาย เขากลับออกจากป่าและใช้ชีวิตตามเดิม เมื่อกลับมาเยือนค่ายอีกครั้ง สิ่งที่เขากลัวก็เกิดขึ้นจริง และสุดท้ายเขาสามารถเข้าใจความหมายของบทเพลงที่ได้ฟังในครั้งนั้นได้โดยไม่ต้องมีคำพูดใด
โครงเรื่องของ “คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด”เกี่ยวกับเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เข้าร่วมกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย เขตพัทลุง-ตรัง-สตูล เพื่อต่อต้านระบบทุนนิยมที่สร้างความไม่เท่าเทียมในสังคม เนื่องจากเขาไม่มีความสามารถด้านการสู้รบ ไม่สามารถทนอยู่กับความตึงเครียดจากการพ่ายแพ้ต่อฝ่ายตรงข้าม และต้องการอิสระในการทำสิ่งต่าง ๆ เขาจึงเปลี่ยนหน้าที่จากนักดนตรีมาเป็นนายพราน ออกหาเสบียงสำหรับคนในค่าย การเดินป่าหาเสบียงทำให้เขาพบกับเรื่องมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ความงดงามที่เห็นได้เฉพาะเขาคนเดียว ทั้งน้ำตกและวังมรกต เพราะเขามีจิตสำนึก เห็นคุณค่า ความสำคัญของธรรมชาติ จึงเห็นความงดงามในแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น และยังได้พบกับเหล่าคนธรรพ์ ซึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงให้ได้พบคือการมีดนตรีในหัวใจเหมือนกัน นอกจากนี้เขาได้ฟังเพลงจากคนธรรพ์แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมาย จนกระทั่งกลับมาที่ค่ายอีกครั้งหลังขบวนการปฏิวัติล่มสลาย เพื่อรำลึกถึงความหลังและอุดมการณ์ของตน เขาเห็นถึงธรรมชาติที่ทรุดโทรมลงไปมากจากผลกระทบของระบบทุนนิยม จึงเข้าใจความหมายของบทเพลงในครั้งก่อน
“ฝันหวานที่แวบเข้ามาเติมเต็มเสี้ยวหัวใจที่หายไป อาจทรมานเราได้นานวัน ฝันร้ายในชีวิตจริงบางฝันอาจตามหลอกหลอนเราได้นานปี แต่ความจริงที่งดงามดั่งความฝันอาจพันธนาการเราได้ชั่วนิรันดร์”(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 13) ข้อความที่ชวนให้คิดตามตั้งแต่การเปิดเรื่องโดยดึงดูดความสนใจของผู้อ่านด้วยประสบการณ์ร่วม ซึ่งเป็นความรู้สึกพื้นฐานที่หลายคนต้องเคยประสบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขอันน่าจดจำหรือความสะเทือนใจที่ไม่อาจลืม แต่จะเหมือนหรือแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เบื้องต้นผู้อ่านไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าข้อความข้างต้นกล่าวถึงฝันหวานและฝันร้ายเรื่องใด จนกว่าจะอ่านเรื่องราวต่อถึงสามารถตีความได้ว่าฝันหวาน หมายถึง หญิงสาวหนึ่งในเหล่าคนธรรพ์ หรือภาพแทนความงดงามของธรรมชาติ ฝันร้าย หมายถึง การพ่ายแพ้ของการปฏิวัติ อีกทั้งการเปิดตัวละครพร้อมกับบทเพลงที่ไม่สามารถแปลความหมายได้ ดังข้อความ
“อาลู อาลู โมลีทอนาดู ไลลาคิจินมอรา
อาลู อาลู โมลีทอนาดู ไลลาคิจินมอรา
ตุงคามี ซินญาดาลาคิรี ซินญาดาลาคิรี
รายมอราติซินญา รายกันโธ รายมอรา”
(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 13)
ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งการดึงความสนใจด้วยข้อความชวนให้ขบคิด การใช้บทเพลงด้วยภาษาที่แปลกตาและไม่สามารถแปลความหมายได้ ซึ่งกระตุ้นความใคร่รู้และชวนติดตามได้เป็นอย่างดี ก่อนจะนำเข้าสู่เรื่องราวทั้งหมดโดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของตัวละคร “ข้าพเจ้า” ดำเนินเรื่องแบบย้อนกลับ กล่าวถึงเหตุการณ์อันตราตรึงที่ได้ฟังบทเพลงจากคนธรรพ์ ก่อนจะเล่าถึงชีวิตตัวละครตั้งแต่การร่วมในกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย เขตพัทลุง-ตรัง-สตูล ต้องหาเสบียงให้คนในค่ายด้วยการออกล่าสัตว์ ทำให้ได้พบกับเรื่องราวมหัศจรรย์ที่น่าหลงใหล ด้วยความลึกลับของธรรมชาติที่งดงามเกินกว่าจะพบได้ในชีวิตจริง เหล่าคนธรรพ์หรือเทพที่มีความชำนาญทางด้านดนตรี ล้วนเป็นการสร้างเรื่องแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ กล่าวคือ เป็นการนำความเหนือจริงมาสร้างบนพื้นฐานความสมจริง โดยให้คนธรรพ์เป็นภาพแทนของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเห็นได้ว่าคนธรรพ์มีจุดสิ้นสุดของอายุขัยเช่นเดียวกับมนุษย์ในชีวิตจริง อีกทั้งพื้นฐานความสมจริงมาจากการใช้เค้าโครงชีวิตจริง การมีประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในเขตเทือกเขาบรรทัด หลังจากมีคำสั่ง 66/2523 นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เขาก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ทำให้เห็นความชัดเจนของสถานที่และช่วงเวลา ว่าเรื่องราวอยู่ในช่วงของสังคมสมัยใด ส่งผลให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น
จุดเริ่มต้นของปมความขัดแย้งมีที่มาจากความขัดแย้งระหว่างสังคมกับมนุษย์ ด้วยระบบทุนนิยมที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น เพื่อสร้างความเท่าเทียมจึงก่อให้เกิดการเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติของตัวละคร “ข้าพเจ้า” และระบบทุนนิยมนี้ยังส่งกระทบต่อธรรมชาติ เนื่องจากความโลภมากของมนุษย์ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ ขาดจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ด้วยเช่นกัน เรื่องราวน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆเมื่อตัวละครพบกับความมหัศจรรย์ในป่า เห็นความงดงามของธรรมชาติโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นนอกจากตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของน้ำตก ความอุดมสมบูรณ์ของวังมรกตที่เต็มไปด้วยปลาตัวโต การที่ได้ยินเสียงดนตรีจากในป่า และการที่ได้พบเหล่าคนธรรพ์ หรือภาพแทนความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ด้วยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจึงสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้อ่านเป็นอย่างมาก ดังข้อความ “ป่าทั้งป่าสว่างเรืองรองด้วยแสงหิ่งห้อยที่ลอยว่อนเป็นกองทัพ มีคนกลุ่มใหญ่นั่งล้อมวงชมหญิงสาวในชุดผ้าถุงสีน้ำตาลลายทองเลื่อมพราย เสื้อขาวแขนยาวคอกว้างราวสิบคนร้องเพลงและร่ายรำกันอยู่”(กำพล นิรวรรณ,2562,
หน้า 27)
เรื่องราวดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดวิกฤตที่ตัวละครกลับมารำลึกความหลังที่ค่ายอีกครั้งหลังขบวนการปฏิวัติล่มสลาย และสิ่งที่เขากลัวก็เกิดขึ้นจริงตามที่เคยคิดไว้ ความงดงามของธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับทรุดโทรมลงมากจนน่าสลดใจ ดังข้อความ “...ลำห้วยที่สายน้ำเคยฉอเลาะแก่งหินให้พวกเราได้ยินทั้งวันทั้งคืน บัดนี้แห้งสนิท ป่าที่เคยรกทึบภายใต้แมกไม้สูงเสียดฟ้าถูกแทนที่ด้วยสวนยาง ต้นไม้ยักษ์ที่ข้าพเจ้าเคยแวะนั่งฟังเสียงนกกาฮังฉอเลาะกันบนเรือนยอดของมัน เหลือแต่ตอกับพูพอน ยางไม้สีน้ำตาลเข้มยังไหลเยิ้มออกมาจากรอยเลื่อย แม้แต่ภูสูงลูกที่พวกเราเคยขึ้นไปนั่งชมบ้านเมือง ณ ปลายขอบฟ้าและฝันถึงชัยชนะอันสวยหรู ก็มีการตัดทางโล่งเตียนพาดข้ามสันไปอีกฝั่ง…”(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 38)
ช่วงท้ายของเรื่องสั้น ในการคลี่คลายปมจะเห็นว่า ถึงตัวละครจะพ่ายแพ้ต่อการสู้กับระบบทุนนิยม เขาก็ยังมีอุดมการณ์ที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และผู้อ่านจะเห็นสภาพธรรมชาติที่ถูกทำลาย ด้วยการพรรณนาที่เห็นภาพอย่างชัดเจน จากป่ารกทึบก็ถูกแทนที่ด้วยต้นยางพารา แม่น้ำลำธารที่เคยมีน้ำไหลผ่านกลับแห้งขอด ยอดภูสูงถูกตัดทำถนนผ่าน ต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปีไม่เหลือแม้แต่ตอ สัตว์ป่าที่เคยเห็นกลับไร้วี่แวว แน่นอนว่าไม่สามารถหาความอุดมสมบูรณ์ได้จากป่าแห่งนี้อีกต่อไป ความเสียหายของธรรมชาติที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ผู้เขียนจึงกระตุ้นจิตสำนึกของผู้คนผ่านบทเพลง ดังข้อความ
“ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว เจ้าอยู่หนใดไยไม่กลับมา
ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว เจ้าอยู่หนใดไยไม่กลับมา
รู้ไหม หัวใจข้ากำลังโรยรา หัวใจข้ากำลังโรยรา
โปรดกลับมาหาข้าเถอะนะคนดี โปรดกลับมา”
(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 40-41)
จากข้อความข้างต้น ตัวละครสามารถแก้ปริศนาของบทเพลงนี้ได้ รับรู้ความหมายโดยที่ไม่ต้องมีคำพูดใด แต่เกิดจากการตระหนักรู้ด้วยตนเอง เปรียบเหมือนแบบอย่างของคนที่มีจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากพิจารณาบทเพลงข้างต้นสามารถตีความได้ว่า จิตสำนึกในการเห็นคุณค่าของธรรมชาติหายไปอยู่ที่ใด รู้บ้างไหมว่าธรรมชาติกำลังทรุดโทรม และขอความกรุณาช่วยตระหนักถึงปัญหานี้เสียที จะเห็นว่าการใช้ข้อความซ้ำ ๆ ใช้คำถามโดยไม่ต้องการคำตอบ การใช้ประโยคขอร้อง เพื่อเป็นการเน้นย้ำความหมายให้เห็นถึงความสำคัญ ช่วยกระตุ้นความคิดและอ้อนวอนขอความเห็นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นปิดเรื่องด้วยการที่ตัวละครกล่าวถึงธรรมชาติที่งดงามว่าจะตราตรึงอยู่ในใจเขาตลอดไป
ตัวละครที่โดดเด่นและเป็นตัวหลักที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่อง ได้แก่ “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นตัวละครน้อยลักษณะ โดยผู้เขียนนำเสนอให้เห็นด้านดีเพียงด้านเดียว เช่น การที่เขาเคารพธรรมชาติ ด้วยการขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขาหลังยิงปลาเพื่อเป็นเสบียง ดังข้อความ “ข้าพเจ้าลงไปอุ้มมันขึ้นมาวางกองบนตลิ่งแล้วยกมือไหว้สี่ครั้ง ครั้งละตัว เป็นการขออโหสิกรรมที่ข้าพเจ้าจำใจต้องเอาชีวิตพวกมัน” (กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 25)การรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คิดถึงคนอื่น เห็นจากการหักห้ามใจตนเองไม่กินปลาที่ล่ามาได้จนอิ่ม เพราะต้องเหลือสำหรับคนในค่าย ดังข้อความ “ข้าพเจ้ากินแก้มบาง ๆ กับครีบและหางของมัน”(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 25)
เมื่อมองในแง่การดำเนินชีวิตของตัวละคร การปฏิบัติต่อสมาชิกในค่าย การออกล่าสัตว์เพื่อยังชีพสำหรับการอยู่ในป่า ถือว่ามีความสมจริง ส่วนหนึ่งของความสมจริงนี้คงมาจากการที่ผู้เขียนมีประสบการณ์โดยตรงจากการเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และในแง่ของการเป็นนักดนตรีมีความสมจริงเช่นกัน ด้วยบุคลิกที่มีอารมณ์ศิลปินสูง รักสันโดษ รับรู้ถึงความงดงามของธรรมชาติได้มากกว่าคนอื่น ๆ จะเห็นว่าเขาชมธรรมชาติตลอดการเดินทางหาเสบียง และเพลิดเพลินไปกับเสียงสรรพสัตว์ในป่า ดังข้อความ “ชมนกชมไม้ฟังเสียงมโหรีของป่าดงพงไพรด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ”(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 18)ทั้งนี้เขายังเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่สมเหตุสมผล มีความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เช่น การรู้สึกเสียวสันหลังกับคำพูดตรงไปตรงมาของสหายผู้นำที่ไม่ไว้วางใจในตัวเขา กลัวจะนำความเดือดร้อนมาให้คนในค่าย การรู้สึกหดหู่กับธรรมชาติที่ทรุดโทรมถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์ เป็นต้น
เรื่องสั้น “คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด”สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมในสังคมที่พบเห็นจากชีวิตจริง ด้วยระบบทุนนิยมที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ มีช่องว่างของการกระจายรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน ระบบนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน กลายเป็นการสร้างค่านิยมให้คนมีความโลภ เกิดแก่งแย่ง เอารัดเอาเปรียบกัน สะท้อนถึงธรรมชาติในตัวมนุษย์ได้อย่างชัดเจน ดังคำกล่าวที่ว่า มนุษย์มีความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังข้อความ “เธอคงจะเป็นน้ำตกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คงไม่เคยแปดเปื้อนมลทินจากมือของคนเมือง แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่าสักวัน ไม่ช้าก็เร็ว ด้วยความโลภโมโทสันอย่างหาที่สุดมิได้ของสัตว์มนุษย์ เธอจะต้องสูญเสียพลังลี้ลับและความบริสุทธิ์ให้กับพวกมันจนได้”(กำพล นิรวรรณ,2562,หน้า 22)และการขาดศีลธรรมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างสิ้นเปลืองย่อมส่งผลกระทบตามมา เช่น ป่าทรุดโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ การรุกล้ำที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เป็นต้น
นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์หนักแน่นที่ต้องการต่อสู้กับระบบทุนนิยม เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับสังคม จึงเกิดขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ว่าการปฏิวัติจะพ่ายแพ้ แต่อุดมการณ์ของผู้คนยังหนักแน่นอยู่เสมอ เห็นได้จากกลับมารำลึกอุดมการณ์ที่ค่ายอีกครั้ง ผู้เขียนยังกระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านทัศนะตัวละคร “ข้าพเจ้า” และคนธรรพ์ โดยชี้ให้เห็นถึงความงดงาม คุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติว่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลก และชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทำลายสมดุลของธรรมชาติไปมากเพียงใด ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้
จะเห็นได้ว่าเรื่องสั้น “คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด” จากหนังสือ อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่น ๆ ของ กำพล นิรวรรณ มีความสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเรื่องด้วยข้อความที่ชวนให้ขบคิด การดำเนินเรื่องอย่างต่อเนื่อง การผูกปมความขัดแย้งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในสังคมอย่างชัดเจน การหน่วงเรื่องที่น่าตื่นเต้น จุดสุดยอด การคลี่คลายปมและการปิดเรื่องก็น่าสนใจและเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล นอกจากนี้ชื่อเรื่องยังมีความสอดคล้องกับเนื้อหา เป็นเหมือนกุญแจนำไปสู่เรื่องราวมหัศจรรย์ในเนื้อเรื่อง ตัวละครมีพฤติกรรมการแสดงออกที่สมจริง เนื่องจากสามารถหาเหตุผลรองรับได้และพบเห็นได้จากชีวิตจริง ผู้อ่านจะได้เห็นถึงสภาพสังคมที่มีความขัดแย้ง แม้จะคาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต แต่ก็ยังสามารถพบเห็นปัญหานี้ได้ในสังคมปัจจุบันผ่านการนำเสนอแก่นเรื่อง ข้อความบางช่วงก็ชวนให้ผู้อ่านได้กระตุ้นความคิด ตระหนักเกี่ยวกับปัญหาในสังคม การใช้ภาษาสละสลวย การบรรยายและพรรณนาอย่างชัดเจน ทำให้จินตนาการเห็นภาพตามได้อย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ผู้อ่านไม่ควรพลาด
อ้างอิง
กำพล นิรวรรณ. 2562. อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ.กรุงเทพฯ: ผจญภัยสำนักพิมพ์