
[Review] รีวิว A Chrismas Carol (2009) อาถรรพ์วันคริสต์มาส เป็นหนังที่ตั้งประเด็นสำคัญไว้คือ "เมื่อแก่ไป เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" สร้างจากบทประพันธ์ของนักเขียนระดับตำนาน ชาร์ลส์ ดิคเกนส์ โดยผู้กำกับฝีมือดี โรเบิร์ต แซมมัวร์คิส เป็นแอนนิเมชั่นแบบเสมือนคนจริงโดยมีนักแสดงเอกตัวเอกคือจิมส์ แครี่ สุดยอดดาราตลกแห่งการฮอลลีวูด เชื่อว่าหากคุณได้ดูแล้วจะทำให้คุณ ได้ทบทวนอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ผ่านมา
...............
ดูคลิปรีวิวได้ที่นี่
...............
A Chrismas Carol (2009) อาถรรพ์วันคริสต์มาส
เป็นเรื่องของเอเบเนเชอร์ สครูจ ชายแก่ผู้ไม่มีความรักความเมตตา ไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ผู้ไม่เชื่อเรื่องคริสต์มาส
ผู้ไม่ใส่อะไรเลยนอกจากเงินทอง
ก่อนวันคริสต์มาสหนึ่งวัน มีผีตนหนึ่งอดีตเพื่อนของเขามาบอกว่า ชีวิตหลังความตายช่างโหดร้ายนัก ให้ทำความดีมีเมตตาซะก่อนที่มันจะสายเกินไป แล้วยังบอกว่าจะมีผีมาหาเขาสามตัว หนึ่งตัวต่อหนึ่งคืน เป็นผีคริสต์มาสในอดีต ผีคริสต์มาสในปัจจุบัน ผีคริสต์มาสในอนาคต
ผีทั้งสามพาไปดูชีวิตของสครูจ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ทำให้เขาเห็นว่า ในชีวิตที่ผ่านมาเขาพลาดอะไรไป ผีสองตัวแรกแสดงสัญลักษณ์มีไฟสว่างคือ การส่องทางสกูสที่มีชีวิตและความคิดที่มืดมน ผีตัวสุดท้ายคือผีอนาคตสีดำมืดมิดพาเขาไปดูชีวิตหลังความตายอันโหดร้าย อันเป็นผลมามาจากผลของการกระทำของเขาเอง
สครูจได้รับบทเรียนจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และเขาคิดได้ว่า เมื่อแก่ตัวเขาหลงลืมอะไรบางอย่างในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก บางอย่างที่เคยทำให้เขามีความสุขนั่นเอง

เป็นอนิเมชั่นที่มีความสวยงามมาก ผลงานโดยโรเบิร์ต เซเมคกิส เป็นทั้งผู้สร้างและเป็นผู้ลงทุนเขียนบท ใช้เทคนิคแบบเพอร์ฟอร์แมนซ์แคปเจอร์ ซึ่งเคยฝากผลงานมาแล้วใน The Polar Express(2004) เป็นหนังแนวคริสต์มาสว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายที่ได้เดินทางขึ้นรถไฟไปในดินแดนของซานตาคลอส และเรื่อง Beowulf (2007) ว่าด้วยเรื่องราวของ เบวูล์ฟกับการผจญภัยสู้กับเหล่าศตรูอันร้ายกาจ
ทั้งสองเรื่องใช้เทคนิคเพอร์ฟอร์แมนซ์แค๊ปเจอร์ คือกระบวนการที่จะบันทึกการแสดงของนักแสดงด้วยกล้องคอมพิวเตอร์แบบ 360 องศา นักแสดงก็แสดงไปตามปกติตามบทที่เขาได้รับ จากนั้นก็จะบันทึกเข้าคอมพิวเตอร์แล้วนำไปปรับให้เป็นเหมือน ภาพอนิเมชั่นอีกที
จากผลงานทั้ง 2 เรื่องก็สามารถการันตีได้ว่า ในด้านภาพนั้น A Chrismas Carol จะไม่ทำให้เราผิดหวัง เทคนิคเช่นนี้ทำให้เราสามารถสัมผัสและรับรู้ถึงอารมณ์ของตัวละครได้อย่างเต็มที่ที่ออกมาทั้งแววตา สีหน้า รอยยับย่นของใบหน้า กล้ามเนื้อของหน้า แม้กระทั่งการพูดการจาก็เหมือนกับคนพูดจริง ๆ ทุกประการ
ที่ผมชอบหนังเรื่องนี้คือ หนังทำให้เห็นว่า คริสต์มาส นอกจากจะเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ตนเองจะได้รับแล้ว ยังเป็นเทศกาลที่ยังมอบความสุขให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วย แต่ก็ได้บอกเพิ่มอีกว่า ไม่มีการให้ใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการให้อภัยตัวเอง

หนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมาย ที่เกี่ยวข้องกับความดีความชั่ว ที่สำคัญที่สุดคือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาหรือหัวใจสำคัญของคริสต์มาส ที่ว่าด้วยความสุขความสัมพันธ์ของครอบครัว การมองโลกในด้านดี การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และอะไรคือความหมายของความสุขที่แท้จริง
หนังสอนเราให้รู้ว่า เหตุการณ์ในอดีตต่าง ๆ ที่เราเคยทำผิดพลาด หรือพลาดที่จะทำมันนั้น หรือการเสียใจกับมันไม่ว่าเหตุการณ์ใดก็ตาม แม้เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ แต่เราสามารถให้อภัยกับมันได้ เราสามารถให้อภัยตัวเองได้ และเราก็สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับความผิดพลาดนั้น และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อคุณดูแล้ว คงจะทำให้ฉุกคิดได้ว่า มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องจมอยู่ในอดีตอันเลวร้ายดำมืดเสมอไป เราสามารถเปลี่ยนทัศนคติด้านมืดให้สว่างขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่เปลี่ยนจากใจของเราเอง

A Christmas carol เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งจินตนาการ อารมณ์ มนต์เสน่ห์ เทศกาลคริสต์มาส การเรียนรู้เรื่องราวของความสุข การเรียนรู้เรื่องราวของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และการเรียนรู้ที่จะทำให้ตัวเองนั้น ได้รู้จักคุณค่าของการให้ มากกว่าการได้รับ
และสุดท้ายนี้ ประโยคสุดท้ายของหนังคือ "พระเจ้าคุ้มครองเราทุกคน" ซึ่งอาจแปลความได้ว่า "ความดีจะปกป้องเราทุกคน"
9.5/10
วาทิน ศานติ์ สันติ

#สถานีหนัง #MovieStation
#รีวิวหนัง #รีวิวภาพยนตร์
วาทิน ศานติ์ สันติ