“ตัวประกอบ” เรื่องสั้นจากหนังสือรวมเรื่องสั้น “รยางค์และเงื้อมเงา” ที่ผ่านเข้ารอบ Shotlist รางวัลซีไรต์(รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน)ปีพุทธศักราช2563 โดยฝีมือการประพันธ์ของ วิภาส ศรีทอง นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปีพุทธศักราช2555 จากนวนิยายเรื่อง “คนแคระ” และเขายังมีผลงานที่ผู้คนต่างยอมรับอีกมากมายหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งเรื่อง ตัวประกอบ นี้เป็นเรื่องสั้นแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่เข้าไปสำรวจจิตใจของกมล(ตัวละครเอก) และนำมาตีแผ่ให้ผู้อ่านได้รับรู้ ผ่านสัญญะของ ตัวประกอบ ที่หลุดล่อนออกมาจากตัวละครเอก ชวนให้ผู้อ่านได้รับบรรยากาศของความวิปริตผิดปกติ หลอนและน่ากลัว เป็นกลิ่นอายที่คล้ายกับวรรณกรรมระดับโลก อย่างเรื่อง Metamorphosis ของ Franz Kafka
ชื่อบทวิจารณ์อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจว่าเรื่องสั้นตัวประกอบ คัดลอกหรือดัดแปลงมาจากวรรณกรรมตะวันตกเรื่อง Metamorphosis แต่แท้จริงแล้วบทวิจารณ์เรื่องนี้เพียงต้องการชี้ให้เห็นลักษณะที่แตกต่างและคล้ายคลึงของวรรณกรรมทั้งสองเรื่องในส่วนของโครงเรื่อง และแก่นเรื่องเท่านั้น และผู้เขียนขอให้ผู้อ่าน พินิจทุกตัวอักษรที่มีอยู่ในบทวิจารณ์เรื่องนี้เสียก่อนเพื่อความเข้าใจว่า “เหตุใดจึงเลือกใช้ชื่อหัวข้อบทวิจารณ์เช่นนี้”
ตัวประกอบ เป็นเรื่องราวหลอนอารมณ์ปนระทึกขวัญของกมล หนุ่มนักเขียนผู้มีชีวิตคู่กับภรรยา(วิยะดา)ในสภาพที่ง่อนแง่น เนื่องด้วยความแตกต่างในหลาย ๆ ด้าน ประกอบกับสถานะหลักลอยของกมล ชีวิตคู่ของทั้งสองจึงเป็นไปในทางที่นัก เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันที่กมล เข้าไปสังเกตการณ์การประท้วง ซึ่งในระหว่างนั้นเกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นเหตุให้เขาถูกแก๊สน้ำตาเข้าเต็มรัก ทำให้เขาได้รับผลของแก๊สน้ำตาอย่างเต็มที่ เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาถูกภรรยาบ่นด้วยความเบื่อหน่าย เนื่องจากเขาพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย
เขานอนป่วยและตื่นขึ้นในวันต่อมา พร้อมกันนั้นเขาได้สำรอกสิ่งประหลาดออกมา พบว่ามันมีลักษณะคล้ายกับมือของทารก และคล้ายกับมันสารมารถดิ้นได้ เขาตัดสินใจเก็บมันบรรจุในกล่องทัพเปอร์แวร์และไม่บอกเรื่องนี้กับภรรยา สามวันต่อมาขณะที่ตื่นเขารู้สึกถึงสิ่งหนึ่งที่อยู่ในปาก และคายมันออกมา พบว่ามันมีลักษณะคล้ายยางลบ เขาจึงเก็บชิ้นส่วนทั้งสองไว้ในทัพเปอร์แวร์ ในวันนั้นกมลรู้สึกมีชีวิตชีวา มีความคิดเกี่ยวกับงานเขียน และอยากทำหลาย ๆ สิ่งอีกครั้ง
หลายวันผ่านไป มีสิ่งประหลาดหลุดออกมาจากร่างกายของกมลหลายชิ้นด้วยกัน และทุก ๆ ชิ้นเขาเก็บรวมกันไว้ในทัพเปอร์แวร์ และเขาเห็นการเจริญเติบโตของมัน กลายเป็นตัวประกอบที่ไม่น่าอภิรมณ์ ซึ่งเขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของมันได้ โดยมันอาศัยเศษชิ้นส่วนจากร่างกายของเขาในการหล่อเลี้ยงชีวิต เขาจึงย้ายมันไปไว้ในกล่องที่ห้องเก็บของ ในระหว่างนี้เขายังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเขียนพร้อมกับทำอาชีพเสริมไปพร้อม ๆ กัน จนกระทั่งคืนหนึ่ง คำพูดของวิยะดาที่ว่า “เราจะอยู่กันแบบนี้หรือ”(น.28) คำพูดนี้ทำให้กมลเกิดความท้อแท้ เบื่อหน่าย และหมดกำลังใจในการทำสิ่งต่าง ๆ วันต่อมา กมลจึงแก้เบื่อเนื่องจากหมดความคิดในการเขียน ด้วยการตรวจดูความเปลี่ยนแปลงของสิ่งประหลาด และพบว่ามันใกล้จะตาย เขาจึงนำปอยผมที่หลุดร่วง มายัดเข้าไปในร่างกายของมัน กลมรู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วมือพร้อมกับรู้สึกมีไข้คล้ายกับว่าตัวประกอบพ่นพิษใส่ตัวของเขา เขานอนพักผ่อนด้วยอาการไข้สูง เมื่อวิยะดากลับมาจากทำงาน เธอดูแลและพยาบาลกมลเรื่อยมา
ในช่วงที่กมลป่วยหนักนี้ เขาพยายามบอกเรื่องราวของสิ่งประหลาดแก่วิยะดา เธอพยายามจับใจความจนเข้าใจเรื่องราวในที่สุด เธอจึงไปที่ห้องเก็บของและนำตัวประกอบนั้นออกมา ขณะที่เธอสัมผัสตัวประกอบ วิยะดาก็สามารถรับรู้ความรู้สึกของมันได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นความรู้สึกที่อบอุ่น ซึ่งในระหว่างที่เธอดูแลตัวประหลาดนี้ด้วยใจ จนมันกลับกลายจากตัวน่าเกลียดมาเป็นสิ่งที่น่าทะนุถนอม และกมลก็มีอาการดีขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เขาก็ไม่หายขาดจากอาการป่วย ไม่สามารถหลับได้ตลอดทั้งคืน และเขามีความรู้สึกว่าตัวเขากับตัวประกอบหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว
เรื่องสั้นเรื่องนี้ผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยการบรรยายฉากย้อนเหตุการณ์ถึงพฤติกรรมของกมล(ตัวละครเอก) ที่โดนแก๊สน้ำตาในระหว่างไปสังเกตการณ์การประท้วง เป็นเหตุให้เขาถูกวิยะดาบ่นด้วยความเบื่อหน่าย และนำไปสู้เหตุการณ์ที่มีสิ่งประหลาดหลุดออกมาจากปากของกมล ถือได้ว่าเป็นการเปิดเรื่องที่น่าสนใจ สามารถปูเรื่องเพื่อเชื่อมโยงไปยังเหตุการณ์ที่เกิดความขัดแย้งแรกระหว่างกมลและวิยะดาได้อย่างลงตัว ทำให้เห็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพในงานเขียนของ วิภาส ศรีทอง ได้เป็นอย่างดี
ความขัดแย้งภายในเรื่องที่ผู้อ่านจะได้พบเป็นอันดับแรกก็คือ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งก็คือกมลกับวิยะดา ดังจะเห็นได้ในประโยค
“...วิยะดาบ่นอุบที่เขาพาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายไม่เข้าเรื่อง เธอใส่อารมณ์ผิดธรรมดา
แววตาแหนงหน่ายของเธอไม่ได้ใช้ความพยายามปกปิดสักเท่าไหร่...” (น.16)
และ“...พวกเขากำลังระหองระแหงกันอยู่ เธอไม่พอใจกับสถานะหลักลอยของเขา” (น.16)
จากความขัดแย้งในข้างต้น เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้กมลเกิดความขัดแย้งหลักขึ้นในจิตใจ โดยจะเห็นได้จากการสร้างตัวประกอบขึ้นมาทีละส่วน อันเปรียบเสมือนเป็นการเก็บอารมณ์ความรู้สึกแปลกแยกไว้ภายในจิตใจ จากการที่เขานั้นมีความแตกต่างจากภรรยาอย่างสิ้นเชิง ด้วยเขานั้นไม่มีงานเป็นหลักแหล่ง และไม่สามารถทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้เลย ต่างจากภรรยาที่มีงานของตน และได้รับการเลื่อนขั้นจนงานล้นมือ อีกทั้งกมลยังได้รับการเมินเฉย ไร้การเหลียวแลเอาใจใส่จากภรรยา อันเห็นได้จากความสัมพันธ์อันหองระแหง จนแทบจะเป็นอิสระจากกัน ที่ปรากฏอยู่แทบตลอดทั้งเรื่อง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้กมลเกิดภาวะผลักดันให้เขารู้สึกแปลกแยกจากภรรยา ซึ่งผู้เขียนใช้ ตัวประกอบ เป็นสัญญะแห่งความรู้สึกแปลกแยกนั่นเอง จุดนี้ถือว่าผู้เขียนสร้างสัญญะขึ้นมาได้อย่างแยบคาย และกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ของงานเขียนได้เป็นอย่างดี และเป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของเรื่องสั้นเรื่องนี้(ซึ่งผู้เขียนยังนำสัญญะที่เป็นจุดเด่นของเรื่องมาเป็นชื่อของเรื่องสั้นอีกด้วย)
เรื่องราวดำเนินต่อมาอย่างเข้มข้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองมีความเหินห่างกันมากขึ้นเรื่อยมา อันเห็นได้จากเหตุการณ์ในคืนที่วิยะดาไปที่งานเลี้ยงและมีปากเสียงกับกมล “ทุเรศจริง ๆ” (น.25) และความขัดแย้งก็ดำเนินต่อมาจนถึงคืนที่วิยะดาถามกมลว่า “เราจะอยู่กันแบบนี้หรือ” (น.28) เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของตัวประกอบที่แปลกประหลาด ทำให้สามารถสรุปได้ว่าความขัดแย้งของทั้งสอง ส่งผลต่อการเก็บสั่งสมความรู้สึกแปลกแยกภายในจิตใจของกมล ที่มีรูปสัญญะคือ ตัวประกอบ และเรื่องราวได้ทวีความเข้มข้นจนถึงขีดสุดหลังจากคืนที่วิยะดาถามกมล โดยผู้เขียนกำหนดให้ตัวประกอบอ่อนแอลงและใกล้จะตาย กมลจึงต้องหาสิ่งที่ช่วยฟื้นฟูชีวิตอันน้อย ๆ ของมัน เขานำปอยผมที่หลุดล่วงของเขายัดเข้าไปในร่างกายของตัวประกอบ ผู้เขียนพรรณนาเหตุการณ์นี้ไว้ว่า
“...ร่างของมันพลันกระตุกแรงเหมือนสัตว์ได้กลิ่นความตาย เหมือนการสะดุ้งก่อนสิ้นสภาพ
แต่ไม่ใช่เลยกลับเป็นตัวเขาเองต่างหากที่รู้สึกเจ็บแสบทันใด คล้ายว่าปลายนิ้วถูกกรีดด้วย
มีดคมจนต้องชักมือออก” (น.30-31)
หลังจากนั้นกมลจึงเกิดล้มป่วยด้วยพิษไข้ที่หนักหน่วง เหตุการณ์นี้อยู่ในช่วงจุดสุดยอดของเรื่อง เป็นเหตุการณ์ที่ความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้ภายในจิตใจของกมลนั้นระเบิดออกมา หลังจากการเผชิญกับภาวะความแปลกแยกระหว่างเขากับวิยะดามาอย่างหนักหน่วง พร้อมกับเป็นช่วงที่ความรู้สึกแย่ ๆ ถาโถมเข้ามา นอกจากนี้การที่กมลเป็นผู้ได้รับความเจ็บปวดแทนตัวประกอบ เท่ากับว่าเป็นการแสดงให้ผู้อ่านเห็นแล้วว่ากมลและตัวประกอบเป็นสิ่งเดียวกัน
สิ่งต่าง ๆ ถูกคลี่คลายเมื่อวิยะดารับรู้เรื่องราวของตัวประกอบที่กำเนิดขึ้นมาจากเศษเสี้ยวของกมล เธอจึงนำมันมาดูแลและมอบความอบอุ่นให้แก่มัน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความรักของเธอ ดังตัวอย่าง “...ความรู้สึกอุ่นวาบพุ่งขึ้นสู่ก้นบึ้งของหัวใจ เธอรู้โดยไม่ลังเลว่าจะจัดการอย่างไรและทำไปโดยธรรมชาติ” (น.35) ทำให้ตัวประกอบมีสภาพที่ดูดีขึ้น แข็งแรงขึ้น และกมลมีอาการดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ไม่อาจหายขาด จากเหตุการณ์นี้ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า เหตุที่ตัวประกอบและกมลมีอาการดีขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากการมอบความรักและเอาใจใส่ของวิยะดาดังประโยคที่ยกมาข้างต้น ต่างจากช่วงแรกของเรื่องที่วิยะดาไม่ได้ให้ความสนใจกมล ‘อย่างไรก็ตามเมื่อเรามีความรู้สึกใดขึ้นมาก็ยากจะกำจัดความรู้สึกนั้นออกไปจากจิตใจได้’ คงไม่ต่างจากการล้มป่วยของกมลอันมีสาเหตุมาจาก ภาวะความแปลกแยกที่อยู่ภายในจิตใจ ก็ยากจะรักษาให้หายขาดเป็นปลิดทิ้งเช่นเดียวกัน และนำไปสู่การคลายปมความขัดแย้งหลักของเรื่องเมื่อกมลรับรู้ว่าตัวเอาและตัวประกอบนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน ดังจะเห็นได้ในการปิดเรื่องที่ว่า “...เขารู้สึกหวั่นหวาดสุดแสน กลัวเหลือเกินว่าหากปิดเปลือกตา เมื่อนั้นเขาจะมองเห็นทุกอย่างผ่านสายตาของมัน ดวงตาสองคู่เชื่อมผนึกกันแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียว” (น.39)
ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยการพรรณนาถึงความน่าพรั่นพรึงและระทึกขวัญผู้อ่าน โดยกล่าวถึงความรู้สึกของกมลที่กลัวว่าตนนั้นจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับตัวประกอบ เป็นการปิดเรื่องที่ทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้คิด ตีความ และทบทวนในสิ่งที่ได้อ่าน ซึ่งผู้อ่านแต่ละท่านสามารถตีความได้ตามความเข้าใจและแนวทางของตน
ตลอดทั้งเรื่องทำให้เห็นว่าสัญญะ ตัวประกอบนี้ จะค่อย ๆ พัฒนาตนเองขึ้นมาเรื่อย ๆ เหมือนกับความรู้สึกทั้งดีและไม่ดี เมื่อพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกในด้านนั้น ๆ มากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเก็บสะสมความรู้สึกนั้นเรื่อยมาโดยที่เราเองไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งถึงวันที่ไม่สามารถเก็บอารมณ์นั้นไว้ได้อีกแล้ว แหมือนกับเรื่องราวในเรื่องสั้นเรื่องนี้นั่นเอง
ในส่วนของแก่นเรื่องนั้น วิภาส ศรีทองได้นำเสนอในเรื่องของความรู้สึกแปลกแยก อันเป็นความรู้สึกที่มีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจของมนุษย์ทุกคนไม่มากก็น้อย ซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นการสะท้อนความรู้สึกแปลกแยกของตัวละคร และนำเสนอวิธีการที่จะใช้ในการช่วยเหลือให้บุคคลเหล่านั้นคลายความวิตกในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าหากไม่ให้ความสำคัญทางด้านนี้แล้ว อาจส่งผลร้ายแรงต่อผู้ที่มีภาวะนี้อิงแอบอยู่ภายในห้วงคำนึง ไม่ต่างจากภาวะทางจิตใจอื่น ๆ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวนี้พบมากในบุคคลในยุคปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่ดี ที่ผู้เขียนนำเอาภาวะความแปลกแยกนี้มาตีแผ่ให้กับสังคมได้รู้จัก เรื่องสั้นเรื่อง “ตัวประกอบ” นี้ จึงไม่เพียงมอบความสนุกเร้าใจ และความระทึกขวัญ ชวนขนหัวลุกเท่านั้น ยังมอบความรู้ ความเข้าใจในเรื่องความแปลกแยกทางจิตใจให้กับผู้อ่านได้รู้จักได้เป็นอย่างดี
เรื่องสั้นทั้งสองเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายจุดด้วยกันทั้งในด้านโครงเรื่อง แก่นเรื่อง และสัญญะ แต่ที่มีความคล้ายคลึงมากที่สุด กล่าวคือ ด้านแก่นเรื่อง โดยเรื่องสั้นทั้งสองนำเสนอภาพของภาวะความแปลกแยก อันมีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์และความขัดแย้งกับคนในครอบครัว ในเรื่องตัวประกอบจะเกิดขึ้นระหว่างตัวละครเอกและภรรยา ส่วนเรื่อง Metamorphosis จะเกิดขึ้นระหว่างตัวละครเอกและคนในครอบครัวทั้ง น้องสาว และพ่อแม่ โดยที่ผู้แต่งเรื่องสั้นทั้งสองเรื่องเลือกนำเสนอผ่านจุดเด่น นั่นก็คือระบบสัญญะเหมือนกันทั้งคู่ แต่แตกต่างกันในส่วนของรูปแบบสัญญะเท่านั้น วิภาส ศรีทองเลือกใช้ตัวประกอบที่ไร้รูปร่างตัวตน อันสื่อให้เห็นถึงสภาวะความรู้สึกนึกคิดที่แปลกแยก และไร้ตัวตนที่แน่นอนเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับชื่อตัวละครนั่นก็คือ กมล อันหมายถึงจิตใจ ซึ่งจิตใจก็ไม่สามารถที่จะระบุรูปทรงที่ตายตัวได้ การเลือกใช้สัญญะนี้จึงมีความเหมาะสมทั้งในด้านความหมายและโครงสร้าง ส่วน Franz Kafka เลือกใช้แมลงเป็นสัญญะ แทนภาวะความแปลกแยก โดยแมลงนี้เปรียบเสมือนเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ดังที่ อาจารย์ถนอมนวล โอเจริญ ได้ให้แง่มุมไว้ว่า “ ‘แมลง’ ในเรื่องมีความหมายอย่างไร ตามความเห็นของเรา เราว่ามันอาจสะท้อนถึงความแปลกแยกจากผู้คนรอบข้าง ความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อย ไร้ค่า ไม่ต่างอะไรจากแมลงตัวหนึ่ง ซึ่งชวนหดหู่ไม่น้อย” (ในบทวิเคราะห์ตอนท้ายเล่ม Metamorphosis) จึงกล่าวได้ว่าในแง่ของแก่นเรื่องและสัญญะนั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ผิดกันเพียงรูปลักษณ์ของสัญญะเท่านั้น
ในส่วนของด้านโครงเรื่องจะมีทั้งลักษณะที่คล้ายคลึงและแตกต่าง กล่าวคือ การเปิดเรื่อง ในเรื่อง Metamorphosis จะเริ่มด้วยการ กลาย ของตัวละครเอกมาเป็นแมลง แต่ในเรื่องตัวประกอบ จะเริ่มจากการที่ตัวละครเอกนำตนเองไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการ กลาย แต่การกลายในที่นี้จะไม่ใช่การกลายร่างเหมือนกับเรื่อง Metamorphosis แต่จะเป็นการกลายความรู้สึกมาเป็นตัวประกอบ (ซึ่งความหมายของสัญญะทั้งสองได้กล่าวไปแล้วในย่อหน้าข้างต้น) การดำเนินเรื่องมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยวิภาส ศรีทองจะดำเนินเรื่องผ่านสายตาของพระเจ้าหรือสายตาของผู้เขียน ต่างจาก Franz Kafka ที่เล่าผ่านสายตาของตัวละครเอกที่กลายเป็นแมลง ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครเอกได้ดีกว่า และการปิดเรื่องนั้นจะเห็นได้ว่ามีการปิดเรื่องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เรื่อง Metamorphosis จบเรื่องด้วยการตายของตัวละครเอก หลังจากที่เขาไม่ได้รับการเหลียวแลจากครอบครัว และปล่อยให้เขาเหี่ยวแห้งไร้ค่าไปช้า ๆ แต่วิภาส ศรีทองกลับกำหนดให้ตัวละครเอกได้รับความรักความอบอุ่นจากภรรยา จนทำให้ตัวละครเอกมีอาการ(ทางใจ)ดีขึ้นตามลำดับ
โดยสามารถสรุปได้ว่า สัญญะแห่งความรู้สึกที่กลับกลาย นี้ย่อมหมายถึง “ตัวประกอบ” อันเป็นสัญญะของการกลายความรู้สึกของตัวละครเอกมาเป็นตัวประกอบที่ไร้ตัวตนที่แน่นอน ซึ่งนอกจากตัวประกอบจะเป็นสัญญะที่สำคัญภายในเรื่องแล้ว ตัวประกอบ ยังเป็นชื่อของเรื่องสั้นอีกด้วย
และนี่ก็คือความเหมือนและแตกต่างของเรื่องสั้นทั้งสองเรื่อง จะเห็นได้ว่าเรื่อง “ตัวประกอบ” ไม่ได้เหมือนกับเรื่อง “Metamorphosis” ไปเสียทั้งหมด ยังมีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เมื่ออ่านเรื่อง “ตัวประกอบ” แล้วจะไม่ได้รับกลิ่นอายของเรื่อง “Metamorphosis” และเพียงได้รับความรู้สึกและบรรยากาศที่คล้ายคลึงเท่านั้น ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนบทความวิจารณ์ เห็นว่า “ความยอดเยี่ยมของวรรณกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากผลงานของใครหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเขาสามารถปรุงส่วนประกอบต่าง ๆ เหล่านั้นได้ชวนลิ้มลองและเลิศรสเพียงใดต่างหาก ซึ่งกล่าวได้ว่า วิภาส ศรีทอง สามารถปรุงเรื่องตัวประกอบได้ครบรส ทั้งสนุก ตื่นเต้น หลอนและหวาดเสียว สมกับฝีมือและศักดิ์ศรีของนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง