11 ธันวาคม 2563
: ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) [1]
ข้อมูลการสมัครรับเลือกตั้งเบื้องต้น
(1) จากข้อมูลในการเปิดสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ระหว่างวันที่ 2-6 พ.ย.63 พบว่ามีผู้สมัครสูงถึง 8,521 คน แม้บางส่วนถูกตรวจพบว่าขาดคุณสมบัติ คือ ผู้สมัครนายก อบจ. 4 คน และ ส.อบจ. 116 คน ทำให้เหลือผู้สมัครนายก อบจ. ทั้งสิ้น 331 คน และ ส.อบจ. 8,070 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากพอสมควร จังหวัดที่มียอดผู้สมัครสูงสุดคือ บุรีรัมย์ 352 คน ประกอบด้วยนายก อบจ. 8 คน และ ส.อบจ. 344 คน แต่ต่อมาถูกตัดสิทธิไป 1 คน เหลือ 343 คน รวมยอดผู้สมัครเหลือ 351 คน และล่าสุด จ.บุรีรัมย์ (9 ธค.63) ผู้สมัคร ส.อบจ. ถูกถอนชื่ออีก 15 คน จังหวัดที่มีผู้สมัครนายก อบจ. มากที่สุดคือ ขอนแก่น 10 คน จังหวัดที่มีผู้สมัครน้อยที่สุดคือ เพชรบุรี 34 คน ประกอบด้วย นายก อบจ. 1 คน และ ส.อบจ. 33 คน [2] ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้สมัครฯ (นายกฯ) จะต้องแข่งกับตนเองคือ ต้องให้มีการลงคะแนนให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 [3]ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด
(2) เป็นปัญหาการวินิจฉัยในคุณสมบัติฯ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะการตรวจสอบคุณสมบัติต้องมีระยะเวลา และหรือต้องมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ ในส่วนนี้ การรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครด้วยตนเองว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย [4] โดยการรับรองตนเอง และ ด้วยการให้ถ้อยคำยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัคร (ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ผอ.กกต.อบจ.) จึงเป็นสิ่งจำเป็น
(3) บรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง อบจ. เป็นไปอย่างคึกคัก แต่ในขณะเดียวกับเริ่มมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง [5] เนื่องจากผู้สมัครหลายคนเป็นนักการเมืองท้องถิ่นหน้าเก่า ซึ่งเคยถูกสอบสวน ตรวจสอบโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช ตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หรือถูกสอบสวนโดยผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้กำกับดูแลตาม พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และ พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
คุณสมบัติหรือลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(1) ด้วยความห่วงใยในข้อกฎหมาย ที่มีข้อเท็จจริงที่อาจเหมือนหรือแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่หลักการต้องเหมือนกัน เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีมาตรฐาน การตีความเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ มิใช่ตีความให้กฎหมายบิดเบี้ยวมีผลประหลาดทางกฎหมายที่ไม่มีผลบังคับใช้ ไม่อาศัยช่องโหว่ช่องว่างบิดเบี้ยวในการดำเนินการ ลากยาว หรือช่วยเหลือกันในการวินิจฉัยของผู้มีอำนาจ ของผู้กำกับดูแล อปท. ด้วยช่องว่างต่างๆ ที่ผู้ใช้กฎหมาย “Regulator” [6] ทั้งหลาย โดยเฉพาะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พึงยึดถือปฏิบัติ พบว่า ในหลายกรณีมีการถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะตามนัยมาตรา 50 [7] แห่ง พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 เช่น มาตรา 50 (3) (4) (10) (14) (20) เป็นต้น ซึ่งบางกรณีเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ประกอบข้อกฎหมายที่ต้องมีการวินิจฉัยโดยผู้มีอำนาจ บางกรณีอาจมิได้เป็นไปเองโดยอัตโนมัติโดยผลของกฎหมาย ขอยกกรณีศึกษา
(2) กรณีตาม มาตรา 50 (10) แห่ง พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ได้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ว่า เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมฯ โดยประเด็นดังกล่าวได้ยุติแล้วด้วยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 63/2563 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 กรณีวินิจฉัยสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของนายก อบจ.กำแพงเพชร ว่า ต้องเป็นผู้ต้องคำพิพากษาอาญาถึงที่สุดเท่านั้น ไม่นับคดีปกครองที่ถึงที่สุด จึงจะต้องห้ามลงรับสมัครเลือกตั้งตามบทบัญญัติของ พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แสดงว่า ผู้บริหารท้องถิ่นมากมายที่ถูกดำเนินคดีอาญาทุจริตฯ แต่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าได้กระทำความผิดนั้นยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพราะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าได้กระทำความผิดนั้นยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แม้ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาก็ยังลงสมัครรับเลือกตั้งได้ กรณีนี้ก็ตอบข้อสงสัยของประชาชนหลายคนได้แล้วว่า ทำไมผู้สมัครคนดังกล่าวจึงยังลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่ด้วยความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมของไทยซึ่งต้องใช้ระยะเวลาต่อสู้คดีความกันอีกหลายปีกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงคาดเดากันได้ไม่ยากว่า กรณีที่มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุดก็มีไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่แล้วเพิ่งจะมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบกันในช่วงก่อนการรับสมัครหรือเมื่อทราบข่าวว่ามีการเลือกตั้ง
(3) กรณีศึกษา นายก อบจ.พะเยา ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 [8]ตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่เป็นกรณีที่โต้แย้งกันว่า จะต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือเป็นกรณีหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีโดยผลของกฎหมาย ณ วันที่ศาลรับฟ้อง เพราะ กฎหมาย ป.ป.ช. ให้นำกรณีของฝ่ายการเมืองระดับชาติมาใช้โดยอนุโลมแก่และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นด้วย กล่าวคือ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(4) กรณีศึกษา การขาดคุณสมบัติและพักหน้าที่ของนายก ทต. กรณี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ตามมาตรา 39 (2) [9] ที่บัญญัติว่า “อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่” และมาตรา 50 (4) แห่ง พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ประกอบกฎหมาย พรบ.จัดตั้ง อปท.ในแต่ละประเภท กรณีนี้คล้ายกับข้อ (3) กล่าวคือเป็นกรณีที่ต้องขาดคุณสมบัติฯ โดยผลของกฎหมายทันที ที่มิต้องวินิจฉัยโดยผู้มีอำนาจกำกับดูแล แต่ที่ผ่านมา มีข้ออ้างว่า ต้องมีการวินิจฉัยโดยการสอบสวนของผู้กำกับดูแลตามกฎกระทรวงว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นฯ ที่มีการประกาศใช้ล่าช้า ทำให้เป็นช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย
(5) กรณีตาม มาตรา 50 (3) ของ พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 บัญญัติคุณสมบัติว่าต้องไม่เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นสื่อ เช่นเดียวกับ ส.ส. ประเด็นปัญหาคือ หากผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ.หรือ สจ.มีชื่อถือหุ้นในบริษัท ห้าง ที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับสื่อด้วย ตามแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับกับกรณี ส.ส. เพียงใด [10]
ข้อวิตกในบริบทในการตรวจสอบกำกับดูแลท้องถิ่นและปัญหาคุณสมบัติของผู้สมัครฯ
(1) ประเด็นการร้องเรียนเพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายก อบจ.ในปัจจุบันมากมายจึงไม่มีผลเป็นการตัดสิทธิ์การลงรับสมัครเลือกตั้งของผู้สมัครแต่อย่างใด เป็นไปได้สูงว่า หากคำพิพากษาศาลถึงที่สุดแล้วอาจต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกรอบหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยในแนวทางดังกล่าวก็สามารถตัดปัญหาในอนาคตที่จะตามมาได้ ซึ่งอาจจะดีกว่าการสอบสวนและสั่งให้พ้นจากตำแหน่งของผู้กำกับดูแลตามกฎหมายที่หากใช้ดุลพินิจโดยไม่ถี่ถ้วนแล้ว อาจเกิดบทเรียนดังเช่นกรณีกระทรวงมหาดไทยสั่งให้คืนตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองระนองให้กับนายสมชาย ข้ามสมุทร อดีตนายกเทศมนตรีเมืองระนอง และแจ้งให้นายพินิจ ต้นกุล นายกเทศมนตรีเมืองระนองคนปัจจุบันหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองระนอง ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0804.3/0263 ลงวันที่ 18 มกราคม 2559 [11]
(2) หากมีกรณีการร้องเรียนและสุดท้ายผู้กำกับดูแลตามกฎหมายสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิ์ลงรับสมัครเลือกตั้งแล้ว อาจก่อให้เกิดความเสียหายและถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองมากมาย แต่ด้วย พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 14 [12] ได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั้งหมด เว้นแต่ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด แสดงว่า หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ผู้รับผิดชอบงบประมาณในการดำเนินการส่วนใหญ่ก็คือ อปท. นั่นเอง
(3) ตามข้อเท็จจริง อปท.ถูกเอารัดเอาเปรียบจากส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคเสมือนเป็น “หน่วยงานราชการใต้บังคับบัญชา” อยู่เนืองๆ จากคำสั่งที่เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตชวนสงสัยของผู้กำกับดูแลเอง เช่น การสั่งให้ อปท.ไปรดน้ำดอกไม้ภายในภูมิทัศน์ของอำเภอแห่งหนึ่ง หรือกรณีที่นายอำเภอแห่งหนึ่งสั่งให้ อปท.รับผิดชอบงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจนกระทั่ง สตง. มีหนังสือทักท้วง เป็นต้น ก็ไม่ได้มีนัยยะสำคัญต่อการเลือกตั้งครั้งนี้นัก อาจเพราะผู้ตรวจการเลือกตั้ง (ผตล.) ที่ กกต.แต่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2561 จังหวัดละ 7 คน รวมทั้งสิ้นทั่วประเทศ 603 คน [13] แทบจะไม่มีผลงาน เพราะเนื้อแท้ในบทบาทหน้าที่และบริบทในสังคมท้องถิ่น ผตล.เองก็แทบจะเป็นเนื้อเดียวกับนักการเมืองท้องถิ่น หรือผู้กำกับดูแล อปท.ทั้งในส่วนของจังหวัดและอำเภอ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นคนกันเองทั้งนั้น การตรวจสอบการเลือกตั้งจึงต้องพึ่งพาประชาชนเป็นสำคัญ และด้วย อบจ.มีความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นกับการเมืองระดับชาติ รวมถึงผู้กำกับดูแลตามกฎหมายเองที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก อบจ. อยู่เป็นประจำ แทบจะเรียกได้ว่า เป็นกระเป๋าสำรองของส่วนจังหวัดก็ว่าได้ ด้วยงบประมาณมหาศาลที่ อบจ. มี และประกอบกับการช่วยหาเสียงของพรรคการเมืองระดับชาติเองทั้งที่เปิดเผยและเป็นทางลับก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เก้าอี้นายก อบจ. มีความสำคัญเพียงใด
(4) ตลอดเวลาที่ผ่านมา อปท. ได้กลายเป็นกระเป๋าสำรองด้านงบประมาณสนับสนุน หรือการอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตลอดมา และคงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย เว้นแต่ความเข้มแข็งของส่วนท้องถิ่นได้ขยายความยิ่งใหญ่และกระทบอำนาจของส่วนภูมิภาคซึ่งแทบไม่มีบทบาทในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานต่าง ๆ ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้หากไร้ซึ่งการสนับสนุนของ อปท. ในประเทศเยอรมันที่มีส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกับประเทศไทย ราชการส่วนภูมิภาคก็ไม่ได้มีอำนาจล้นพ้นเหนือท้องถิ่นเป็นเพียงหน่วยสนับสนุนประสานงานเท่านั้น ซึ่งตามหลักการกระจายอำนาจก็ควรเป็นเช่นนั้น จากบทเรียนที่ผ่านมาในต่างประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายก็เช่นกัน
ก็เพราะว่า “พลังการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนผู้เลือกตั้ง” [14] และ “การตื่นตัวทางการเมือง (political alertness) [15] ของประชาชน” เป็นสิ่งสำคัญ ท้องถิ่นจะเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนได้ก็ด้วยประชาชนเท่านั้น
[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharapron Maneenuch & Watcharin Unarine, ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), สยามรัฐออนไลน์, 11 ธันวาคม 2563, https://siamrath.co.th/n/203735
[2]เลือกตั้งท้องถิ่น : ปรากฏการณ์ใหม่-ข้อมูล-สถิติน่าสนใจในศึกเลือกตั้ง อบจ. 63, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย, election, 6 ธันวาคม 2563, https://www.bbc.com/thai/thailand-55186329
& กกต.เผยคำวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก อบจ.พร้อมถอดชื่อ 6 ผู้สมัครพัวพันคดี, ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2563, https://mgronline.com/uptodate/detail/9630000124897
& กกต. สั่งถอนชื่อ ผู้สมัครสมาชิก อบจ.เพิ่ม 19 ราย ชี้ เข้าข่ายต้องห้าม, ไทยรัฐออนไลน์, 8 ธันวาคม 2563, https://www.thairath.co.th/news/politic/1991065
& กกต.ตัดสิทธินายก 4-ส.อบจ. 116 คน ศึก อบจ.เดือด-แห่ร้อง 21 เรื่องใน 11 จว., ข่าวมติชน, 24 พฤศจิกายน 2563, https://www.matichon.co.th/politics/news_2455366
& กกต.แจงไม่รับรองคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิก อบจ.-นายก อบจ.120 คน, 23 พฤศจิกายน 2563, https://www.sanook.com/news/8302062/
[3]ดู ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 137 ก วันที่ 17 ธันวาคม 2562 หน้า 1-74, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/137/T_0001.PDF
ข้อ 178 (3) กำหนดว่า เขตเลือกตั้งใดที่มีผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้ง หรือกรณีที่เขตเลือกตั้งใด มีผู้สมัครเป็นผู้บริหารท้องถิ่นเท่ากับจำนวนผู้บริหารท้องถิ่นที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น ผู้สมัครนั้นจะได้รับเลือกตั้ง ต่อเมื่อได้คะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด
[4]การสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครมีโทษตาม พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 120บัญญัติว่า ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
[5]กกต.เผยร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งนายก-สมาชิก อบจ.แล้ว 21 เรื่อง 11 จังหวัด ชี้ผู้สมัครขาดคุณสมบัติเหตุไม่ไปเลือกตั้ง ส.ส., ผู้จัดการออนไลน์, 23 พฤศจิกายน 2563, https://mgronline.com/politics/detail/9630000120536
[6]การทำหน้าที่ของ กกต. ในฐานะ Regulator ในการเลือกตั้งท้องถิ่น, โดย สมชาติ เจศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงาน สถาบันนโยบายศึกษา, http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1598908222.news
[7]พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
มาตรา 50บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(1) ติดยาเสพติดให้โทษ
(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ
(4) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 39 (1) (2) หรือ (4)
(5) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(6) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(7) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
(9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(10) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนักกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
(11) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
(12) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(13) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
(14) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
(15) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
(16) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(17) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
(18) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี
(19) เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี มายังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง
(20) อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา 42 หรือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(21) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง
(22) เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
(23) เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือ จะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอื้อประโยชน์ส่วนตนระหว่างกัน และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
(24) เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
(25) เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแก่ราชการ และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
(26) ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด
[8]ตาม มาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มีหลักการว่า “เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบประทับรับฟ้องให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”
ดูข่าว ณรงค์ศักดิ์' ลงนามสั่งพักงาน 'นายก อบจ.พะเยา' พร้อมพวก เซ่นคดีทุจริตซื้อท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก, ข่าวมติชน, 2 มีนาคม 2562, https://www.matichon.co.th/region/news_1387891
& “ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์” สั่งย้ำนายก อบจ.พะเยาหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล-ศาลรับฟ้อง, mgronline, 3 มีนาคม 2562, https://mgronline.com/local/detail/9620000021509
& ป.ป.ช.เฉลยเหตุผู้บริหาร อปท.ปฏิบัติหน้าที่ได้แม้ถูกชี้มูล กฤษฎีกาชี้มูล กฤษฎีกาชี้เป็นความผิดคนละสมัย, สำนักข่าวอิศรา, 29 มิถุนายน 2563, https://www.isranews.org/article/isranews-news/89976-isranews-193.html
& นอกจากนี้ ก็มีประเด็นการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเช่นกัน ตามนัยมาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 และมาตรา 86 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และการขอกลับปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ นั้น เห็นว่า ประเด็นหารือดังกล่าวเป็นปัญหาการใช้บังคับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ดูข่าว ลุ้น! ความเห็น “กฤษฎีกา” แก้ปม 4 ขรก.อบจ.พะเยา ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลอื่นอื่นนอกจากฐานทุจริต ขอกลับไปทำงานที่เดิมได้หรือไม่, mgronline, 15 กรกฎาคม 2563, https://mgronline.com/politics/detail/9630000072599
อ้างอิง :พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 52 ก วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 หน้า 1-80, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/052/1.PDF
มาตรา 93เมื่ออัยการสูงสุดได้รับสำนวนคดีอาญาตามมาตรา 91 ให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวน ให้นำความในมาตรา 77 มาตรา 78 มาตรา 80 มาตรา 81 มาตรา 82 มาตรา 83 มาตรา 84 มาตรา 85 และมาตรา 86 มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 81ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับฟ้องตามมาตรา 77 ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้
ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไปและไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ
มาตรา 86 ในกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หยุดปฏิบัติหน้าที่อยู่ และยังมิได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อน ก็ให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และถ้าในระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่มิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน หรือประโยชน์อื่นใด ก็ให้มีสิทธิได้รับเสมือนหนึ่งผู้นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ในกรณีที่ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งไปก่อนที่จะมีคำพิพากษา การจ่ายเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน หรือประโยชน์อื่นใด ให้จ่ายจนถึงวันก่อนวันที่พ้นจากตำแหน่ง
[9]พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
มาตรา 39บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช
(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(5) มีลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด
[10]มีกรณี ผู้สมัคร อบจ. 2 รายถูกตัดสิทธิ์ เพราะมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ได้แก่ (1) กรณีเป็นเจ้าของกิจการแม้จะหยุดกิจการ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งยกเลิกเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ยังถือว่ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ (2) กรณีเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง
ดู สส.ฝ่ายรัฐบาลรอดหมด! ศาลรธน.วินิจฉัย ไม่ได้ถือหุ้นสื่อ, Thai Post, 28 ตุลาคม 2563, https://www.thaipost.net/main/detail/82069
[11]เปิดคำพิพากษาศาล ปค.สูงสุด เบื้องหลัง! มท.คืนเก้าอี้อดีตนายกฯระนอง, สำนักข่าวอิศรา, 19 มกราคม 2559, สืบค้นจาก https://www.isranews.org/isranews-scoop/44199-mtmtmt.html
[12]มาตรา 14ภายใต้บังคับมาตรา 75 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั้งหมด เว้นแต่ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด
[13]ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผตล.) จะทำงานสลับจังหวัดกัน อยู่ในจังหวัด 2 คน ไปสลับจังหวัดอื่นอีก 3-6 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ผตล.จะตรวจสุ่มตัวอย่าง ไม่ตรวจทั้งหมด ส่วนใหญ่ ผตล.ที่ทำ เช่น การตรวจว่ามีประกาศตามกฎหมายเลือกตั้งครบหรือไม่ ติดตั้งที่ใด ป้ายหาเสียงติดตั้งเหมาะสมหรือไม่ หน่วยงานประชาสัมพันธ์หรือไม่ เป็นต้น
ผตล.ประจำจังหวัด มีจังหวัดละไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน อายุตัว 45-70 ปีนับถึงวันสมัคร มีระยะเวลาวาระ 5 ปี จำนวน ผตล.ประจำจังหวัดในแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับจังหวัดใหญ่-เล็ก ตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่กำหนดไว้ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ (1) ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่จะแต่งตั้ง จำนวน 2 คน (2) ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่มิได้มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่จะแต่งตั้งให้ครบตามจำนวนที่กำหนดสำหรับจังหวัดนั้น
อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้ง (1) ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีอำนาจแจ้งเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ถ้าไม่มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องให้รายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว (2) ตรวจสอบการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำใดที่จะเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (3) เข้าไปในที่เลือกตั้ง หรือสถานที่นับคะแนนเลือกตั้ง (4) ปฏิบัติงานอื่นตามระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และตามที่ได้รับมอบหมาย
ดู ผู้ตรวจการเลือกตั้งคือใคร ทำหน้าที่อะไร ? โดย ฉัตรชัย ศรีเมืองกาญจนา วิทยากรชำนาญการกลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, Hot Issue, กรกฎาคม 2561, https://library2.parliament.go.th/ebook/content-issue/2561/hi2561-041.pdf
& กกต. อบรมพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจการเลือกตั้ง, สำนักพิมพ์บ้านเมือง, 17 สิงหาคม 2563, https://www.banmuang.co.th/news/region/202860
[14]“การมีส่วนร่วมทางการเมือง” (Political Participation) คือ “การกระทำใดๆที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลหรือมีผลต่อนโยบายต่างๆของรัฐ”
อ้างจาก การศึกษาความตื่นตัวด้านสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี จากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบ้านกุ่ม โดย รจนา คําดีเกิด, วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2554, http://libdcms.nida.ac.th/thesis6/2554/b176599.pdf
[15]“ความตื่นตัวทางการเมือง”(Political Awareness) คือ ความระมัดระวัง เอาใจใส่ต่อเหตุการณ์ต่างๆที่จะกระทบหรือละเมิดต่อสิทธิของตนหรือของกลุ่มตนที่เคยได้รับหรือควรจะได้รับ โดยนอกจากจะระมัดระวังและเอาใจใส่ต่อเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ยังอาจดำเนินการหรือเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิหรือผลประโยชน์ทางการเมืองดังกล่าวด้วย, รจนา คําดีเกิด, 2554, อ้างแล้ว
& การตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย (The Political Alertness of New Generation in Thailand) โดย กัญจิรา วิจิตรวัชรารักษ์ (Kanjira Wijitwatchararak) อาจารย์มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ใน วารสารสถาบันวิจัยญาณสังวร ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2563), https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yri/article/download/244034/166004/