สวนธรรมวัดทุ่งลาดหญ้า

โสภณ เปียสนิท

.....................................................

        เนื่องด้วยก่อนที่คุณแม่ไมตรี เปียสนิทจะเสียชีวิตลงเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม 2558 มีจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาจึงชวนบุตรหลานทั้งหมด น้อมถวายที่ดินทำกินของครอบครัว ตามเอกสารเสียภาษีบำรุงท้องที่ โดยซื้อต่อมาจากเพื่อนบ้านในหมู่บ้านท่ามะนาว ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แด่หลวงพ่อลำไย จารุวัณโณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า

ดังนั้นที่ดินผืนนี้จึงตกเป็นสมบัติของวัดทุ่งลาดหญ้า หมายถึงเป็นสมบัติของพระศาสนาสืบต่อมาแต่นั้น หลวงพ่อลำไย จารุวัณโณเมตตาให้ศิษย์ของท่านนำเม็ดมะขามไปโรยแนวเขตไว้บ้างในระยะเริ่มต้น และเก็บพื้นที่ไว้รอคอยการใช้ประโยชน์ทางพระศาสนาต่อมา

            เมื่อเดือนตุลาคมปีพุทธศักราช 2563 บุตรหลานและญาติพี่น้องตระกูลเปียสนิท พบปะสนทนากันเรื่องที่ดินผืนนี้ของแม่ไม่ตรี (นกเอี้ยง เปียสินท) ที่ตกเป็นสมบัติของพระศาสนา วัดทุ่งลาดหญ้ามานานแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ใดๆ จึงประสานงานกับทางคณะสงฆ์ ทั้งหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า รูปปัจจุบัน เจ้าอาวาสวัดท่ามะนาว เจ้าคณะตำบล วัดหมอเฒ่า แจ้งเจ้าคณะอำเภอเมืองทราบ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของคุณแม่ไมตรี เปียสนิท โดยจัดหากองทุนเพื่อสร้างกุฏิปฏิบัติธรรมแด่พระสงฆ์ผู้ประสงค์จะมาปฏิบัติธรรม ณ สวนธรรมวัดทุ่งลาดหญ้าแห่งนี้

            ญาติพี่น้องประสานงานผู้ใหญ่บ้านนำเข้าที่ประชุมหารือขอความเห็นชอบจากชาวบ้าน และขอความร่วมแรงร่วมใจเพื่อช่วยกันจัดหากองทุนเพื่อการพัฒนาสถานที่พักอาศัยของคณะสงฆ์ พัฒนาจิตใจของชุมชนรอบพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปลูกป่าขึ้นใหม่ให้เต็มพื้นที่ รักษาป่าเดิมให้คงความเป็นป่า รักษาธรรมปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์สามเณรอุบาสก อุบาสิกาในพระศาสนาโดยไม่แบ่งสายปฏิบัติ

            หลวงพ่อวัดทุ่งลาดหญ้า เมตตามอบไม้ และกระเบื้องจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างกุฏิ ส่วนอื่นๆ ที่เหลือมอบหมายให้ญาติพี่น้องรวบรวมจตุปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วไปเพื่อนำมาสร้างกุฏิให้สำเร็จต่อไป เจ้าของสวนทุเรียนที่มีพื้นที่ติดต่อกัน อนุญาตให้ใช้ไฟฟ้าเพื่อการก่อสร้างได้ ขณะนี้งานก่อสร้างกุฏิหลังแรกสำเร็จลงแล้ว คณะกรรมการจัดสร้าง ประสานงานกับทางคณะสงฆ์ขอกราบอาราธนานิมนต์พระสงฆ์องค์แทนฝ่ายพระศาสนาเข้ามาพักเพื่อปฏิบัติธรรมตามหลักสมณะปฏิบัติ

            เพื่อให้สอดคล้องกับความประสงค์ของแม่ไมตรี เปียสนิทจึงขอความเห็นชอบจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้ารูปปัจจุบัน ขอใช้ชื่อพุทธสถานที่แห่งนี้ว่า “สวนธรรมวัดทุ่งลาดหญ้า” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมของพุทธบริษัททั้งสี่จากจตุรทิศ และเป็นที่อนุรักษ์ป่าไม้ และเป็นศูนย์การศึกษาพันธุ์ไม้ต่อไปในอนาคต

            การทำบุญครั้งนี้มีความยากมากเป็นพิเศษ เพราะสถานที่ของแม่ถวายวัดทุ่งลาดหญ้ามานาน แต่ยังมิได้มีการดำเนินการใช้ประโยชน์ ไม้ป่าในพื้นที่จึงเติบใหญ่ปกคลุมบริเวณกว้าง มองข้างนอกเข้าไปจะเห็นว่าเป็นป่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องการรักษาความเป็นป่า ผมมีความคิดว่าอยากทำให้ความหวังของแม่ผู้วายชนม์เป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนขึ้น มองเห็นว่า “ป่าไม้กับพระผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ร่วมกันแบบอิงอาศัยและมีประโยชน์มากกว่า”

            ก่อนวันให้ช่างเข้าดำเนินการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมงาน “ผมตั้งจิตอธิษฐานอัญเชิญสมเด็จองค์ปฐม และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั่วทุกจักรวาลอนันตจักรวาล เชิญมาร่วมแผ่เมตตาบารมีให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นทิพยสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกมาปฏิบัติธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยสะดวก”

            วันต่อมาผมเดินทางเข้าถึงพื้นที่ ที่ผมจำไม่ได้ว่าเคยผ่านที่แห่งนี้มาก่อนหรือไม่ ญาติมิตรแจ้งว่าน่าจะเคยเดินทางผ่านที่แห่งนี้มาแล้ว เพราะตอนเป็นเด็กน้อย เคยตามหลังพี่น้องเข้าป่าหายิ่งสัตว์หาของป่าเป็นอาหารตามวิถีแห่งชาวบ้านทั่วไป บางครั้งหายิงแย้ บางครั้งหาเห็ด สมัยนั้นก่อนจบการเรียนระดับประถมสี่ ผมเป็นแค่ผู้ติดตาม จำได้ว่า บางครั้งเดินตามเขาจนงง แถมหิวน้ำจนแทบจะแย่ พี่ชายให้อมเม็ดมะขามป้อมแก้หิวน้ำ ก็พอบันเท่าความหิวไปได้นิดหน่อย ฝีมือการล่าสัตว์หาเห็ดค่อนข้างแย่ ประสบการณ์หาของป่าจึงอยู่ระดับท้ายแถว

            วันที่ช่างลงมือปรับพื้นดินผมใช้โทรศัพท์แจ้งเรื่องไปขอความเมตตาบารมีของพระอาจารย์ที่ยินดีจะเข้ามาประจำพื้นที่ หรือไม่ก็พร้อมจะหาทางนิมนต์พระรูปอื่นเข้ามาประจำพื้นที่แห่งนี้ ขอเมตตาบารมีของพระอาจารย์วัดเขาหินเทินหัวหิน พระอาจารย์หลวงพ่อวัดลาดหญ้า และเพื่อเรียนท่านทราบไว้กุศลเจตนาในครั้งนี้ด้วย

            ระหว่างการประสานงาน ผมคิดเรื่องดำเนินการแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยค่อยๆ ร่างหนังสือ เรียบเรียงเรื่องราวความเป็นมาของการจัดสร้างกุฏิขึ้นในครั้งนี้ เป็นการเตรียมการแจ้งตามขั้นตอนของทางราชการ ที่มีกำหนดให้ทุกๆ สำนักสงฆ์ ที่พักสงฆ์ ที่เข้าอยู่ในพื้นที่ป่าไม้แจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 17 เดือนธันวาคม ปีพุทธศักราช 2563 โดยมิได้คิดอะไรให้มากมาย คิดแค่เพียงว่า งานทุกอย่างที่ได้ทำไป ทรัพย์สินที่ได้เสียสละไป เพื่อถวายใช้หนี้สงฆ์ในบวรพุทธศาสนาเท่านั้น

            “ด้วยบุญกุศลที่กระผมขวนขวายงานของพระศาสนา ประสานทางฝ่ายสงฆ์ ประสานทางญาติมิตร ประสานงานชาวบ้าน ด้วยทานบารมีที่ได้เสียสละทรัพย์ และเชิญชวนญาติมิตรมาร่วมสร้างกุฏิที่พัก พร้อมห้องน้ำ และอำนวยความสะดวกแด่พระสงฆ์ในการเข้ามาพักปฏิบัติธรรมในธรรมสถานแห่งนี้ ขอบุญราศีบารมีนี้ขอให้กระผมและครอบครัว พร้อมญาติมิตร ผู้มีส่วนร่วมทุกคนถึงที่สุดแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ”

            การจัดสร้าง “สวนธรรมวัดทุ่งลาดหญ้า” เป็นผลมาจากการได้สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ ตลิ่ง พระนักปฏิบัติศิษย์สายหลวงปู่ชา ท่านแจ้งให้ทราบว่า ยังมีพระที่ต้องการสถานที่สงบไว้ปฏิบัติธรรมอีกหลายองค์ ตอนนี้ยังเดินทางไปที่โน่นที่นี่ตามแต่จะพบความเป็นสัปปายะที่แห่งใด “ถ้าหากว่าโยมจะสร้างกุฏิไว้ อาตมาจะไปอยู่ให้ หรือหากไม่มีรูปไหนจะไปอยู่อาตมายินดีจะไปเอง หรือแค่เพียงสร้างห้องน้ำไว้ห้องเดียว อาตมาก็จะไปอยู่ให้ได้”

ท่านว่าไว้อย่างขันแข็งอย่างนั้น ทำให้ผมเบาใจเรื่องการหาพระคุณเจ้าเข้าพักอาศัย จึงตัดสินใจว่า ถ้าเราตั้งใจสร้างกุฏิหลังเล็กไว้หนึ่งหลัง ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ย่อมได้บุญจากการสร้างกุฏิไว้ก่อนแล้ว เพราะเป็นความตั้งใจที่จะถวายสงฆ์ในพระศาสนา บุญย่อมเกิดขึ้นจาก “เจตนา” ที่ตั้งไว้ดีแล้ว ส่วนเรื่องว่า อาจมีปัญหาจากหน่วยงานทางราชการ และต้องรื้อถอนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องของทางราชการ ส่วนบุญที่เราตั้งใจทำไว้ดีแล้ว ย่อมได้บุญไปก่อนแล้ว ใครจะรื้อถอนเป็นเรื่องของบาป ที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานราชการต้องรับผิดชอบ

ผมคิดคำขวัญประจำสวนธรรมวัดทุ่งลาดหญ้าไว้ว่า “ปลูกต้นไม้ปลูกธรรม” เพราะมีสองส่วนที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองทั้งคู่ บ้านเมืองต้องการป่าไม้ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกป่าอยู่แล้ว วัดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระและโยม เมื่อวัดและบ้าน ต่างมีความต้องการอย่างเดียวกัน คือการปลูกป่า วัดก็ต้องการป่าเพื่อการปฏิบัติ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่วัดและราชการมีความต้องการสอดคล้องกัน

ทุกวันสำคัญในหน้าฝน คนผู้มีส่วนร่วมอยู่กับสวนธรรมแห่งนี้จะได้รับคำชวนให้เข้ามา ออกมาร่วมกันปลูกต้นไม้นานาชนิดตามแต่จะหาได้ ไม่นานนักป่าไม้จะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีพันธุ์ไม้แปลกๆ พันธุ์ไม้หายากมากยิ่งขึ้น ผู้เดินทางเข้ามาศึกษาย่อมหาความรู้เรื่องป่าได้รอบด้าน

ผมได้บุญจากการทำงานเพื่อพระศาสนา ชาวบ้านได้จากการมีส่วนร่วมบุญในครั้งนี้และได้แหล่งศึกษาป่าธรรมชาติ ได้ความสงบทางด้านจิตใจ พระสงฆ์ หรือ คณะสงฆ์ได้ที่ไว้รองรับปฏิบัติธรรมทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสเพิ่มขึ้น พระศาสนาได้ผู้สืบทอดและยืดอายุออกไปอีกหลายปี หากมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเข้ามาค้นคว้าหาธรรมอันเที่ยงแท้มากยิ่งขึ้นตามลำดับ แม่ของผมย่อมได้บุญจากที่คนมีส่วนร่วมได้ทำบุญกันไปทุกรายการ

            ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบสาม ผมได้ทำบุญใหญ่อีกครั้ง เพื่อรองรับการเกษียณอายุราชการในปี สองพันห้าร้อยหกสิบสี่ มีบางคนกล่าวไว้ว่า เมื่อช่วงชีวิตของเราเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงที่สำคัญๆ คนเราต้องมีบุญคอยรองรับไว้ ผมถือโอกาสนี้ได้ทำบุญไว้รองรับช่วงชีวิตที่สำคัญ “ชีวิตหลังเกษียณ” ไว้ก่อนวันเกษียณจริง นับว่าสร้างความปีตีอิ่มใจไม่น้อย

            บางคนก็ว่า วัยเกษียณไม่ได้มีความสำคัญอันใดดอก เพราะแค่ยืนนิ่งๆ อยู่เฉยๆ วันเดือนเคลื่อนคล้อยมันก็เกษียณของมันเองอยู่แล้ว แต่บางคนก็ว่ามันสำคัญ เพราะเคยทำงานมา บางคนสามสิบปี บางคนสี่สิบปีกว่า มันช่างยาวนานจนชีวิตคุ้นชินกับการไปทำงาน เย็นกลับบ้านทานข้าวแล้วหลับนอน เช้าก็ไปทำงานที่เดิมๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน คราวนี้เปลี่ยนไป ผู้เกษียณต้องหยุดชีวิตกับความเคยชินสามสิบสี่สิบปีเพียงชั่วข้ามคืน จะว่าสำคัญหรือไม่สำคัญก็ว่ากันไป

            บางคนเช้าวันหลังเกษียณ ตื่นเช้าแต่งตัวแบบเดิมที่เคยทำงานเพื่อจะไปทำงาน เพราะคิดว่าเป็นวันทำงานตามปกติ ครั้นแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกจากห้อง ภรรยาที่บ้านเห็นเข้าเลยทักขึ้น “อ้าว เกษียณแล้วต้องไปทำงานด้วยหรือ” ฝ่ายสามีที่เกษียณตกใจ แต่ยังรักษาฟอร์มมาตรฐานนิ่งๆ ไว้ แล้วตอบแก้เขินว่า “พอดีว่าจะไปพบเพื่อนๆ ที่สำนักงานหน่อย” ฝ่ายภรรยาเพียงคิดในใจแบบไว้หน้าสามี “เอ ไปพบเพื่อนทำไมต้องแต่งชุดราชการ”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (0)