อดีตการเดินทาง ที่ยังเป็นปัจจุบัน(ความทรงจำ)

ภูกระดึง,5/1/2562 เขียนวันที่ 22/11/2563

ปีใหม่ ปีเก่า มีเรื่องราวให้คิดถึงมากมาย เคยไหม? เราอาจเคยคิดถึงสถานที่ การเดินทาง แม้แต่ผู้ร่วมเดินทางไปกับเราสักคนนึง เราไม่รู้หรอกว่าเราจะอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้นานขนาดไหน แต่ตอนที่มีกันอยู่ก็ขอให้สร้างความทรงจำ ฝากอะไรให้ใครได้คิดถึงบ้าง อยู่แบบให้เขารัก จากแบบให้เขาคิดถึง เอะ ทำไมมีแต่คำว่าคิดถึง ก็คิดถึงนั่นแหละครับ ตรงๆ เลย แต่ไม่รู้จะถึงคนที่เราคิดถึงเขาไหม แน่นอนการเวลาย่อมพรากใครสักคนนึง ทิ้งไว้ระหว่างทาง แต่เรายังคงต้องเดินทางต่อ เพื่อความฝัน ความสำเร็จ หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ และการเข้าใจเข้าถึงซึ้งความรู้สึกของชีวิต

วันที่ 4 มกราคม 2562 ผมกลับมาที่ มมส.ดินแดนแห่งฝัน กลับจากบ้านอันเป็นที่รักที่มีพ่อแม่พร้อมหน้าช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ รีบกลับมาลงทะเบียนเรียน และได้มาหาคนที่ผมรักช่วงนั้นเราคบกันเป็นแฟน ผมได้เอ่ยปากชวนเขาว่าจะพาไปขึ้นภูกระดึง แคะกระปุกออมสินไป ก็จริงแหละครับผมก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีตังแต่ก็มักชอบการเดินทาง อยากไปไหนต้องเก็บหอมรอมริด เราได้ตกลงกันว่าจะไปเช้าของวันพรุ่งนี้ ตอนเย็นได้เก็บของแพคแบก(เก็บกระเป๋านั่นเอง) ผมไม่มีอะไรมากหรอกครับ เสื้อผ้า 2-3 ตัวยัดๆ ใส่ แต่น้องอายคนที่จะไปกับผมเก็บของแบบละเอียดมาก ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า ตุ๊กตาคู่ใจ จนคืนนั้นเราทะเลาะกันนั้นแหละครับ ทะเลาะเรื่องเก็บเยอะจัง ยังกะย้ายบ้านทำไมไม่รีบนอนพักผ่อนเอาแรงไว้เดินขึ้นภูวันพรุ่งนี้ ฮ่าๆ ยังไม่ทันถึงไหนเลยทะเลาะกันล่ะ แต่ผมก็ง้อน้องเขาจนได้ จนยอมคุยกับผม น้องถามประวัติความเป็นมาภูกระดึง ว่าพี่พอรู้ไหม พอดีผมเป็นคนที่จะเดินทางไปไหนต้องศึกษาข้อมูลก่อนอยู่แล้วก็เลยเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังว่า มีนายพรานป่าได้ตามกระทิงไปเรื่อยๆบนเขาลูกนึงแถบเขตภูผาม่าน จนถึงเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึงแล้วก็ไปเจอลานทุ่งกว้างบนยอดเขา มีสัตว์ป่า มีแหล่งน้ำ มีวิวทิวทัศน์สวยงามน่าดู จึงได้เดินไปแล้วได้ยินเสียงกระดิ่ง ตามเสียงนั้นไปได้พบกับก้อนหินที่เวลาทุบหรือเคาะจะคล้ายๆเสียงกระดิ่ง หรือเสียงระฆัง เป็นที่ประหลาดใจ นายพรานจึงลงมาเล่าและได้ทำการสำรวจจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน แต่เอะมีความเชื่ออีกอย่างนึงอยู่นะ ว่าถ้าใครพาแฟนขึ้นภูถ้าไม่รักกันจริงไม่นานก็เลิกกัน หรือว่าเร็วหน่อยก็บอกเลิกกันบนนั้นเลย ก็มีแบบหยอกๆบ้างแหละครับ แล้วเราก็รีบพักผ่อนกัน เพื่อเช้าวันใหม่

เช้าแล้วตีห้า เราแบกสัมภาระไปขึ้นรถที่ บขส. (รถสีชมพูสารคาม-ขอนแก่น) ถึงขอนแก่นราวๆ  7โมงเช้า ผมก็ไปหาซื้อน้ำซื้อขนม ข้าวเหนียวไก่ และหารถต่อไปลงที่ภูกระดึง ได้ขึ้นรถทัวร์(ขอนแก่น-เมืองเลย) ขึ้นรถรถออกก็หลับซบไหล่กันจนตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงแอดรถบอกว่า ถึงผานกเค้าแล้วใครจะไปภูกระดึงเตรียมตัว ก็ได้ปลุกเขาตื่นเหมือนกันแบบสภาพสลึมสลือ พอจะลงรถคนแอดรถแซวว่า นี่บ่คนจะขึ้นภูกระดึง จะไหวไหมน้อ เดินตั้งสิบกิโลเด้ ผมก็ได้แต่ยิ้มและจับมือน้องเขาลงรถ เราต่อรถสองแถวไปที่อุทยาน เสียค่าเข้า ค่าที่พัก ค่าเต้นนอน เราตกลงกันว่าจะอยู่แค่คืนเดียวนั่นแหละ เพราะ เที่ยวตามงบ ก็ได้ลงทะเบียนทางขึ้น จะมีจุดฝากของสัมภาระให้ลูกหาบหาบให้ กิโลล่ะ 30 บาท แต่มองดูกระเป๋าหนักก็จริงเพราะมีแต่เหรียญ 5555 ผมเลยอาสาจะเป็นคนขนสัมภาระเองนั่นแหละ แบบรังเลว่าจะไหวไม่ไหว แต่ยังไงก็ต้องไว้ ถือไม้พยุงไม้เท้าคู่ใจคนละอัน เดินไปเรื่อยๆ ในมือถือแผนที่ที่ขอจากเจ้าหน้าที่ ระยะทางการเดินหนึ่งกิโลเมตรแรกก็ยังไม่ชินเท่าไร ใช้เวลาเกือบชั่วโมง แบบเหนื่อยมากๆร่างกายยังไม่ปรับตัว ได้มานั่งพักนอนพัก ตรงนี้แหละพักนานหน่อย ต่างคนต่างดูและกัน พักที่ลานหินชมวิวจุดแรก และซื้อแตงโมอันละ 10 บาทกิน ถ่ายรูป จนมีโพสต์ว่า ไม่ได้อ่อยๆแค่รู้ว่าอร่อยก็เลยอยากให้ชิม55555 เพราะ ท่าทางกินแตงโมที่ผิดปกติจากข้างล่างแหละมั้งครับ มันอร่อยแบบพิเศษ กับคนที่เราเราพาไปด้วยก็อยากพิสูจน์อะไรแหละครับ มานึกขึ้นได้เคยลาดตระเวนตอนเรียนนักศึกษาวิชาทหารที่เขาชนไก่ เขาให้เดิน 45 นาที พัก 15 นาทีเลยเปลี่ยนแผนใหม่ ต่อไปซำบอนระยะทาง 700 เมตรซำนี้ไม่ได้พักครับ เราใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง เอะได้ผลสูตรการเดินแบบนี้แล้ว เราจอดพักกะว่าจะดื่มน้ำแบบจิบๆ และไปต่อ ที่ซำกกกอกอีก 400 เมตร ซำนี้จอดพักกะจะหาอะไรกินแน่นอน น้องที่ขายของซำบอนโฆษณาขายไข่ปิ้งบอกว่าถ้าพี่ซื้ออยู่นี้แค่ 15 บาท ถ้าขึ้นไปจะขาย 20 แล้วนะ อายอดยิ้มและหัวเราะไม่ได้กระวิบบอกผมว่าน้องขายเก่งและฉลากมากก็อุดหนุนครับ แต่ซำนี้มีเด็กวิ่งลงภูแล้วล้ม ตกใจมากน่าจะเจ็บพอสมควร ตรงนี้เราพักแล้วไปต่อเรื่อยที่ซำพรานแปเอกลักษณ์คือจะเป็นที่พักของลูกหาบครับ ซำกกหว้า ซำกกไผ่ตรงนี้ร่มรื่นมากเห็นพี่ชาวต่างชาติผมทอง แบกเป้อุ้มลูกขึ้นภูด้วย มาตรงนี้ระยะทาง 1.1 กิโลเมตร รวมๆเราเดินมาได้ 2.5 กิโลแล้วนี่ ไม่ธรรมดาเลย แต่เดี๋ยวก่อนเส้นทางอีกยาวไกลครับ ตรงนี้พักกินผลไม้ดองและมะเฟืองบอกตรงๆอร่อยมาก ที่ตัดสินใจซื้อเพราะถูกนั่นแหละครับถุงละ 10 บาท เดินไปอีก 2 กิโล ผ่านซำกกโดน ซำแคร่ ก็สวนทางกับเพื่อนๆ น้องๆหลายคน มายกมือไหว้แต่ผมก็จำไม่ได้หมดหรอก 5555 รับไหว้ตามมารยาทนะ ทางเดินเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆและอากาศเย็นลง แต่ระหว่างทางบาที่ก็เป็นทางเดินราบมีอุโมงค์ต้นไม้ทดให้คู่รักเดินจับมือกัน ผมก็จับนั่นแหละมาแบบมีคู่ก็ต้องแสดงออกกับเขามั้งเดี๋ยวจะเฉยนะ ก็เขิลอยู่นะ ปกติเที่ยวไหน ไปไหนก็ไปคนเดียวตลอดนิ หรืออาจมีเพื่อนไป แต่นี่ไปกับคนของใจไงครับ มันก็สุขแหละ เดินยิ้มกริ่มๆ ทางเริ่มชันและอันตรายมากระหว่างทางดูต้นไม้ มีต้นชะโนดดด้วยน่าแปลกใจ ผ่านซำแคร่ก็จะขึ้นสู่หลังแปไม่มีที่พักแล้ว บางช่วงต้องเดินข้ามหิน บางช่วงเกาะราวบันไดเหล็ก เห็นลุกหาบเปิดวิทยุ แบกสัมภาระขึ้นแบบชิวๆ ไม่ต่างจากผมหรอกครับ แบกเหมือนกัน ถึงหลังแปรก็ประมาณบ่ายสอง บรรยากาศที่นั่นเย็นมาก ถึงเวลาทิ้งไม้เท้าแล้วนิ เข้าห้องน้ำ ถ่ายรูปเซลลฟี ดีใจมากครับ ข้างบนมีสัญญาณเน็ตเรียกว่าเต็มสปีดก็ว่าได้ เดินต่อสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า มีต้นสนเรียงราย พาเธอคุยอะไรเรื่อยเปื่อย จนถึงวังกวางครับ ติดต่อที่พักก็เช่าผ้าห่มเดินหาเต้น พอเข้าเต้นก็เอนกายลง ก่อนจะค่ำก็เลยพากันไปเดินสำรวจหาของกิน แล้วรีบจะอาบน้ำ แต่เอะน้องเตรียมพร้อมมากเลย มีแชมพู สบู่เหลวใส่ขวดเล้กๆมาให้ ยังนึกเสียใจอยู่ ว่าจะบ่นเขาทำไม เพราะ เขาอุตส่าห์เตรียมให้เนาะ ไปรอคิวอาบน้ำ จะบอกว่าหนาวมากครับ หนาวจนสั่น อาบเสร็จเราชวนกันไปหาอะไรกิน นับเหรียญในกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ถือติดไป เดินวนอยู่สองรอบไม่รู้จะกินอะไร ใจก็อยากกินนะเนื้อย่างชุดละ 500 แต่ก็ลังเล จนตกลงกันได้ว่าจะกินข้าวราดแกง จานละ 70 บาท น้ำขวดละ 30 บาท กินเสร็จก็ถือขวดมาด้วย ไว้ใช้ประโยชน์ อยู่บนภูค่ำเร็วมากครับ บรรยากาศเงียบสงัดเข้าเต้นท์ ตกดึกมา 3 ทุ่ม หิวมากครับ เปิดกระเป๋าดูเรามีอะไรมั้ง เย้ เตรียมมาม่ามาด้วย ก็เลยชวนกันไปขอน้ำร้อนร้านคุณยาย กินร้อนๆท่ามกลาง บรรยากาศหนาวเหน็บ มีน้องกวางเดินเล่น เสียงเจ้าหน้าที่ประกาศงดใช้เสียง ห้ามก่อกองไฟ เรามานั่งเงียบๆคุยกัน เปิดแอพโทรศัพท์ ดูแผนที่ดวงดาว ก็คุยกันแหละครับวางแผนว่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ที่ผานกแอน คืนนี้ก็ควรนอน ฝันดีนะ ฤดูหนาวฤดูแห่งการกอดนั่นแหละ หลับปุ๋ยเลยนะ ฉันรู้ว่าเธอก็เหนื่อยและหนาวมาก แต่คงจะอุ่นนะอ้อมกอดของฉันที่ให้

เสียงนาฬิกาปลุกไม่รู้ว่าของใครเป็นของใครชวนให้ตื่น 5555 ลุกล้างหน้าบ้วนปากเดินๆไปผานกแอ่น มืด หาวิวดีๆนั่ง เราไม่รู้หรอกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางไหน ก็เดินตามเขาไปตามจุดนั่นแหละ กลัวหลงก็จับมือกันเดินนะ เดินช้าๆล่ะ จนถึงหน้าผาก็นั่งรอ ทั้งหนาวทั้งง่วง พอพระอาทิตย์ขึ้นก็สวยแหละนะ อายก็นั่งตั้งโทรศัพท์นิ่ง จนผมงุดหงิดแหละครับ ก็เลยบ่นว่านานๆมาด้วยกันทำไมไม่ถ่ายรูปเซลฟี่ ไม่อยากถ่ายด้วยหรอ ไม่สนใจหรอ ถ่ายรูปให้หน่อยสิ อายก็ถ่ายให้แบบไม่มีอารมณ์ที่ถ่าย จนน้องอธิบายว่ากำลังถ่ายโหมดหย่นเวลาแล้วเปิดภาพให้ผมดูมันสวยมมาก แต่ผมเพราะความอีโก้สูง ก็ไม่ยอมจะขอโทษหรือง้อก็พาเดินกลับบ่นๆไปตลอดทาง หว้าทำไมเป็นแบบนี้นะตัวเรา สองข้างทางผมก็พูดเรื่องป่าสนสองใบ สามใบ น้องคงจะโกรธหรืองอลแหละ ไม่พูดด้วยเลย จนจะมาถึงที่พัก เจอคนนอนในเต็นท์แปดโมงแล้วทำไมยังไม่ตื่น ผู้คนเดินผ่านเสียงกรนดังมาก คนผ่านไปมาหัวเราะซุปซิบกัน ผมก็อดไม่ได้เหมือนกัน เราเก็บของและตกลงจะลงจากภูเลย ก็เดินกลับทางเก่าเพื่อไปหลังแป ระหว่างทางก็พบรอยเท้าสัตว์ น่าจะเป็นกวางแหละครับ ผมเลยถามคำถามว่าอายรู้ไหมว่าเป็นรอยเท้ากวางตัวผู้หรือตัวเมีย น้องก็ตอบว่าไม่รู้ ผมเลยเฉลยบอกว่าเป็นกว้างตัวเมีย เขาถามทำไมรู้ด้วยความงงหรือสงสัยหรืออยากรู้เหตุผลนั่นแหละ ผมเลยทำท่าเดินเหมือนนางแบบให้ดู แล้วรอยเท้าก็คล้ายกับรอยเท้ากว้าง น้องหัวเราะออกแล้ว ยอมคุยแบบเต็มใจแล้วนิ5555 ขอบคุณรอยเท้าแกนะเว้ย ที่ทำให้ง้อวน้องอายได้ ตอนเดินลงลำบากมากนะ ค่อยๆประคองกัน แต่การเดินลงต้องใช้ทักทะเฉพาะตัว อันตรายมาก หยุดชะงักรอกันไม่ได้ เกาะกันไม่ได้ จะทำให้เราล้มได้ ตกลงกันว่าใครนำหน้าถ้าถึงจุดที่รอได้ก็ให้รอนะ เราเดินลงเรื่อยๆจนมาถึงข้างล่าง 11 โมงครับ ระหว่างทางไม่ได้กินข้าวหรืออะไรหรอกแวะพัก ตลอดทางก็มีคำถามมากมายหลายคำตอบ จนอายบอกว่ามีคำถามไหนที่ถามพี่นุกแล้วตอบไม่ได้บ้าง เราถึงข้างล่างเจออาจารย์ทวีศิลป์ แกจำผมได้แกเลยแซวว่ากี่รอบ ผมบอกว่าเพิ่งครั้งที่ 2 ครับ ถามแกกลับ แกตอบผมว่าอาจารย์เดินขึ้น 88 รอบแล้ว แล้วก็หัวเราะกัน เข้าห้องน้ำอาบน้ำ หาข้าวทาน และต่อรถสองแถวไปรอรถเมืองเลยขอนแก่น รอรถนานพอสมควรเลยนะ พอรถมากับได้ตั๋วยืน ผมและอายยืนจนถึง บขส.ขอนแก่นเกือบ 4 ชั่วโมง ตลอดทางก็ถามกันว่าไหวไหม ที่จริงเหนื่อยล้ามากนั่นแหละครับ แต่ก็ผ่านมาได้ ผมได้บอกว่าพี่ก็อยากมีรถยนต์นะจะได้ไม่ต้องพาเราลำบากแบบนี้อีก น้องอายบอกผมว่าชอบการเกินทางรถประจำทางมากกว่าเพราะได้เห็นชีวิตอะไรเยอะแยะมากมาย ผมก็อดยิ้มไม่ได้อย่างมีความสุข จะมะมีใครสักกี่คนที่ทนลำบากกับเราอาจมีกระทบกระทั่งบ้างก็คือรสชาติการครองชีวิตกันและกัน วันนั้นถึงหอที่ มมส.เกือบนึงทุ่ม นอนหลับยาวเกือบบ่ายโมงวันถัดไปเลยนะ จะว่าไปผมก็อดคิดถึงไม่ได้หรอกนะครับ ตอนนี้ก็พอรู้ข่าวว่าเขาพาคนใหม่ไปขึ้นภูไปด้วยกันแบบมีความสุข มีรถยนต์ มีทุกอย่างพร้อมแบบไม่ต้องแคะกระปุกเหมือนตอนอยู่กับผมนิ ก็ขอให้มีความสุขนะครับ ดีใจที่เธอสามารถพาใครไปในสถานที่เดิมที่เคยมากับคนพิเศษก่อนหน้า สามารถแทนที่ได้ แต่พี่ทำอะไรแบบนั้นไม่ได้เลย ตอนนี้มีความคิดอยากไปเดินขึ้นภู คงได้เดินคนเดียวไม่เหมือนอย่างเดิมแล้ว สัจธรรมบนโลกเป็นของไม่จีรัง รักอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีพร้อมและความเข้าใจในสิ่งที่คนสองคนต้องการด้วย ขอโทษที่ไม่ดีพอจะรักษา และได้พาไปขึ้นภูใหม่เหมือนที่เราคุยกันไว้

เรื่องราวของเราก็คงจบฉากลงนั่นแหละ แต่ก็ยืนยันนะ ว่าหายไปจากสายตาแต่ไม่เคยหายไปจากหัวใจของพี่เลย ที่จริงพี่อยู่คนเดียวได้นะ แต่ต้องไม่มีความรู้สึก แต่โลกนี้มันมีความรู้สึกนี่สิ สายลมหนาวเลยโอบกอดความเหงา ตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงตอนนี้ 22/11/63 ระยะเวลา 1 ปี 10 เดือน 18 วัน พี่ยังจำวันเวลา ความรู้สึก เรื่องราว เรื่องเล่า เรื่องฝันที่เราคุยกันตอนนั้นได้ดี ไม่เคยลืม ยังมีอะไรที่ไม่ได้ทำด้วยกันเยอะเนาะ แต่พี่ก็จะพยายามใช้ชีวิตอยู่ให้ได้แหละครับ ยืนยันว่าไม่ทิ้งความฝันเก่าที่เราคุยกันไว้แน่นอนครับ วันนี้ฉันเขียน เรื่องราว เรื่องฝัน เรื่องเศร้าให้ตัวเอง ยังจำได้เสมอนะครับ คนที่จากไปจากสายตา ไม่ใช่หัวใจพี่จะรับใครเข้ามาง่ายๆด้วยสิ ตกลงเล่าเรื่องราวหรือเรื่องเศร้ากันแน่ (ขอโทษผู้อ่านที่มีดาม่า)

นิยามความรักของผมตอนอายุ 24 คือ ความผิดหวัง อยากจะบอกนะรู้ไหมไม่ว่าจะกลับมาหรือไม่ก็ตาม อยากจะบอกว่าพี่เพิ่งสัมผัสได้ถึงรสชาดการจากลา พี่ต้องตามตัวเองและก็ตอบไม่ได้ว่าความรักที่มีให้เธอมากสุดตอนไหน จนเธอเดินจากไปนี่แหละครับ เธอมีค่า และคุ้มค่าที่เธอคือส่วนนึงในชีวิตพี่ห้วงเวลานึง แต่น่าเสียดายไม่รู้ว่าหัวใจของเรายังพอมีพี่ในนั้นบ้างไหม แท้จริงแล้วไม่เคยกลัวเธอหมดรัก กลัวเธอไม่รักหรอก แต่กลัวอายไปรักคนอื่นนั่นแหละครับ  สุดท้ายไม่มีใครหรอกนะที่มองเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ได้ก็ต่อเมื่อเดินออกมามองจากที่ไกล ฉันกำลังหาคำตอบอะไรมากมายอยู่จากคำถามที่อยู่ในใจฉัน...รอ...หรือว่าเส้นทางเราหยุดรักไว้เพียงแค่นี้...เหมือนฝัน...เพราะฉันเขียนเรื่องเศร้าให้เธออ่าน