ผมระมัดระวังไม่โอ้อวดตนด้วยเหตุ ๓ ประการ
            (๑) เชื่อว่าการโอ้อวดตนเอง ไม่ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตนเองกับผู้อื่น
           (๒) ได้รับการสั่งสอนมาจากโรงเรียนแพทย์ ว่าแพทย์มีข้อปฏิบัติด้านจรรยาแพทย์  ว่าต้องไม่โฆษณาตนเอง      จึงยึดถือปฏิบัติจนเป็นนิสัย
           (๓) ได้เห็นพฤติกรรมของผู้โอ้อวดตนจนเกินงาม     แล้วรู้สึกว่าเกิดภาพลบต่อผู้นั้นมากกว่าผลดี

         นอกจากนั้น ผมชอบมีชีวิตของคนธรรมดา มากกว่าชีวิตของคนเด่นคนดัง     ชอบความสงบมากกว่าการเข้าสังคมหรูหรา     การโอ้อวดตนไม่ว่าโดยวิธีใด ถ้าได้ผล เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตแบบเงียบสงบ

         ผมชอบสังเกต และเรียนรู้จากผู้อื่น     สังเกตเห็นว่า คนเก่งบางคน ไม่มีโอกาสทำงานให้เกิดประโยชน์วงกว้างได้สมกับความเก่ง     เพราะเป็นคนโอ้อวดตนมากเกิน จนคนอื่นรังเกียจ  

        แต่ลูกๆ บอกว่าพ่อขี้โม้     คงเป็นเพราะผมเอาเรื่องราวความสำเร็จที่ภูมิใจมาพูดในบ้าน     แล้วลูกคงรู้สึก     การเอาผลงานที่ตนภาคภูมิใจมาทบทวนนี้ น่าจะเป็นกลไกทางสมอง ที่จะช่วยกระตุ้นพฤติกรรมทำนองนั้นอีก     แต่ผมก็ระมัดระวังไม่เอาไปพูดนอกบ้าน     เกรงคนอื่นเขาอ้วก      

         การเอาเรื่องราวของความสำเร็จของตนเอง มาทำ AAR กับตนเอง น่าจะช่วยการเรียนรู้ได้มาก     เป็นการเรียนรู้จากความสำเร็จตรงตามหลักจิตวิทยา     แต่เมื่อทำ AAR จริงๆ เราจะพบจุดที่เราโม้ไม่ออก     คือยังมีบางจุดที่เราน่าจะทำได้ดีกว่าที่ทำไปแล้วได้

         ผมมองว่า KM ช่วยทำให้สมาชิกเข้าใจหรือเข้าถึงความจริงมากขึ้น     เห็นทั้งศักยภาพและจุดอ่อนของตนเองมากขึ้น     การทำ KM จึงน่าจะช่วยให้คนมีความอ่อนน้อมถ่อมตน    และในขณะเดียวกันก็มีความเคารพ ให้เกียรติผู้อื่นได้ดีขึ้น     รวมทั้งมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นด้วย     มั่นใจแต่ไม่โอ้อวด

วิจารณ์ พานิช
๑๔ ธค. ๔๙