อิสลามกับประชาธิปไตย 2


ประชาธิปไตยหลุดพ้นจากอิสลามหรือไม่ ? (บทความ 2 ตอน-ตอนจบ )

------------------------------------------------------

คำตอบโดย ศ.ดร.ยูซุฟ กอรฎอวีย์

อดีตประธานสหพันธ์อุลามาอ์อิสลามนานาชาติ

[ International Union for Muslim Scholars-IUMS ]

และประธานสภาฟัตวาและการวิจัยแห่งยุโรป [ European Council for Fatwa and Research ]

● อ่านบทความต้นฉบับ

https://www.al-qaradawi.net/no...

----------------------------------------------------

● อำนาจอธิปไตยของประชาชน และอำนาจอธิปไตยของอัลลอฮ์

สิ่งที่เราต้องการมุ่งเน้น ณ ที่นี่คือสิ่งที่เราได้กล่าวไว้ในตอนต้นซึ่งก็คือ : แก่นแท้ของประชาธิปไตยสอดคล้องกับแก่นแท้ของศาสนาอิสลามอย่างแน่นอน หากเราอ้างอิงแหล่งที่มาดั้งเดิมของอิสลาม และนำมาจากแหล่งที่มาอันบริสุทธิ์ ได้แก่ อัลกุรอานและซุนนะห์ และผลงานของบรรดาคอลีฟะฮ์ผู้ใหญ่ ไม่ใช่จากประวัติศาสตร์ของผู้นำมุสลิม ความอยุติธรรมกษัตริย์ทรราช หรือจากฟัตวาของนักปราชญ์ของสุลต่าน หรือกัลยาณชนผู้ไม่ศึกษาในศาสตร์อย่างลึกซึ้งถ่องแท้

คำพูดที่กล่าวว่า : ประชาธิปไตยหมายถึงการปกครองประชาชนโดยประชาชน เป็นการขัดแย้งกับหลักการที่ว่า "อำนาจเป็นของอัลลอฮ์" ถือว่าเป็นคำพูดที่ไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยว่า จะต้องปฏิเสธอำนาจของพระเจ้าเหนือมวลมนุษย์ เนื่องจากผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงสิ่งนี้ แต่สิ่งที่พวกเขาหมายถึงอย่างกระตือรือร้นคือ การปฏิเสธการปกครองแบบเผด็จการ การปฏิเสธการปกครองของผู้นำทรราชที่อ้างประชาชน

ระบอบประชาธิปไตยที่คนเหล่านี้หมายถึง เป็นเรื่องที่ประชาชนเลือกผู้ปกครองตามที่พวกเขาต้องการ โดยให้มีการตรวจสอบการกระทำของผู้ปกครองเหล่านั้น รวมถึงปฏิเสธคำสั่งของผู้นำหากพวกเขาละเมิดรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่ในวลีของอิสลามเรียกว่า "การปฏิเสธคำสั่งหากผู้นำสั่งให้ทำบาป" และมีสิทธิ์ถอดถอนพวกเขา ออกหากพวกเขาเบี่ยงเบนและไม่ยุติธรรม และไม่ตอบรับคำแนะนำหรือคำเตือน .

● หลักการของ "อัลหุกม์ ลิลลาฮ์-อำนาจอธิปไตยเป็นของอัลลอฮ์" หมายความว่าอะไร ?

ฉันอยากจะย้ำเตือนก่อน ณ ตรงนี้ว่า หลักการ "อัลหุกม์ ลิลลาฮ์-อำนาจอธิปไตยเป็นของอัลลอฮ์” เป็นหลักการของศาสนาอิสลามที่แท้จริง ที่นักวิชาการด้านอุศูลุลฟิกฮ์ - ศาสตร์ว่าด้วยการวินิจฉัยบทบัญญัติอิสลาม - ทั้งหมดต่างยอมรับหลักการนี้ ในการอภิปรายเกี่ยวกับ “บทบัญญัติกฎหมายอิสลาม-หุกุ่มชัรอีย์” และในกรณีอภิปรายเกี่ยวกับ “ผู้ปกครอง” พวกเขาเห็นพ้องกันว่า“ ผู้ปกครอง” คือพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ และศาสดาเป็นผู้สื่อสารของพระเจ้า โดยที่อัลลอฮ์ผู้ทรงฤทธานุภาพเป็นผู้สั่งใช้ และผู้สั่งห้าม อนุญาตและไม่อนุญาต ตลอดจนบัญญัติกฎเกณฑ์ต่างๆ

และคำกล่าวของกลุ่มคอวาริจญ์-กลุ่มกบฏในยุคคอลีฟะฮ์แรกๆ- ที่ว่า "ลาหุกม์ อิลลา ลิลลาฮ์-ไม่มีอำนาจปกครองใด ยกเว้นเป็นสิทธิสำหรับพระเจ้าเท่านั้น ” เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องในตัวของมันเอง แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือการใช้ผิดที่ผิดทาง โดยที่พวกเขาเพื่อปฏิเสธคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่เป็นมนุษย์ในข้อพิพาท ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติของอัลกุรอานที่ยอมรับการอนุญาโตตุลาการในหลายๆที่

หนึ่งในสิ่งที่ทราบกันดีที่สุดคือ กรณีอนุญาโตตุลาการระหว่างคู่สมรสหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา

นั่นคือเหตุผลที่ท่านคอลีฟะฮ์อาลีผู้ซื่อสัตย์ - ขอให้พระเจ้าพอใจกับเขา - ตอบโต้ต่อชาวคาริจโดยกล่าวว่า "คำพูดแห่งความจริง แต่ใช้เพื่อความเท็จ" ท่านอาลีตำหนิที่พวกเขาใช้หลักการนี้ไปคัดค้านหลักการอื่นของอัลลอฮ์ ( หมายถึง กรณีอนุญาโตตุลาการที่ท่านอาลีทำกับท่านมุอาวียะฮ์ เพื่อยุติข้อพิพาท แตคอวาริจญ์ไม่ยอมรับ - ผู้แปล )

จะไม่ใช่คำพูดแห่งความจริงได้อย่างไร เพราะหลักการนี้นำมาจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ชัดเจน อัลลอฮ์กล่าวว่า

إن الحكم إلا لله

“ไม่มีการพิพากษา/ปกครอง นอกจากมีไว้เพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น” (ยูซุฟ : 40)

ดังนั้น การปกครองของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์นั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน และแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1 - อำนาจปกครองจักรวาล ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดการบริหารจักรวาล ผู้บริหารกิจการของพระองค์ ซึ่งเป็นไปตามลิขิตของพระองค์ ตามก"เกณฑ์ที่ไม่มีผันแปร ไม่ว่าเป็นสิ่งที่รู้และไม่รู้ ดังเช่นในคำพูดนั้นพระผู้ทรงฤทธานุภาพว่า

أو لم يروا أنا نأتي الأرض ننقصها من أطرافها والله يحكم لا معقب لحكمه وهو سريع الحساب

"หรือพวกเขาไม่เห็นว่าเรามาถึงโลกที่เราลดหลั่นมันลงมาจากชายขอบ และอัลลอฮ์ทรงปกครอง และไม่มีการปกครองหลังจากการปกครองของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ตัดสินอย่างรวดเร็ว" ( อัรเราะด์ : 41)

สิ่งที่ปรากฎมาในความเข้าใจทันทีคือ การปกครองในที่นี้หมายถึง การปกครองในเชิงบริหารจัดการจักรวาล ไม่ใช่การปกครองในเชิงนิติบัญญัติในเรื่องกฎหมาย

2- การกำกับดูแลด้านกฎหมายเชิงบทบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจปกครองด้สงานคำสั่งใช้และข้อห้าม ข้อผูกมัดและการใช้สิทธิเลือก และเป็นสิ่งที่ปรากฏในคำสั่งที่พระเจ้าส่งผู้ส่งสารมา และพระองค์ทรงส่งคัมภีมา เพื่อใช้การกำหนดภาระหน้าที่ ข้ออนุญาตและข้อต้องห้าม .. สิ่งนี้ไม่ได้ถูกปฏิเสธโดยมุสลิมที่ยอมรับอัลลอฮ์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า และอิสลามเป็นศาสนา และมูฮัมหมัด - ขอพระเจ้าอวยพรเขาและประทานสันติสุขแก่เขา - เป็นศาสดาและศาสนทูต

[*** ซึ่งหมายถึง การวินิจฉัยบทบัญญัติศาสนาต่อกรณีต่างๆ ก็ถือเป็นกระทำของมนุษย์ แต่ทุกฝ่ายล้วนยอมรับ ไม่มีใครปฏิเสธว่าทำไม่ได้ แต่พอจะใช้หลักการเรื่องอนุญาโตตุลาการ กลุ่มคอวาริจญ์กลับอ้างว่า เป็นการตัดสิน/พิพากษาของมนุษย์ ขัดแย้งกับอัลกุรอานที่ยอมรับหลักอนึญาโตตุลาการ - ผู้แปล ]

มุสลิมที่เรียกร้องประชาธิปไตย เป็นเพียงการเรียกร้องโดยถือว่ารูปแบบหนึ่งของการปกครองโดยใช้หลักการทางการเมืองของศาสนาอิสลามในการเลือกผู้ปกครอง การนำหลักการชูรอ-การปรึกษาหารือและคำแนะนำ การกำชับในสิ่งที่ดีและห้ามมิให้ทำสิ่งที่ผิด ต่อต้านความอยุติธรรมและปฏิเสธการละเมิดฝ่าฝืนบทบัญญัติศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการ "ไม่เชื่ออย่างชัดเจน" ตามหลักการที่พิสูจน์ได้

สิ่งที่ยืนยันสิ่งนี้คือ : รัฐธรรมนูญระบุ - ในขณะที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย - ว่า ศาสนาของรัฐคือศาสนาอิสลาม และกฎหมายอิสลามเป็นที่มาของกฎหมาย และนี่คือการยืนยันอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า นั่นคือหลักนิติธรรมของพระองค์และวจนของอัลลอฮ์มีสถานะสูงสุด เป็นไปได้ที่จะเพิ่มมาตราที่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า กฎหมายหรือระบบทุกระบบ ที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดของชะรีอะฮ์ถือว่าเป็นโมฆะ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นสำหรับการเรียกร้องประชาธิปไตยว่า จะต้องเป็นการปกครองของประชาชนแทนที่การปกครองของพระเจ้า เนื่องจากไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน

และหากสิ่งนั้นจำเป็นในข้อกำหนดของระบอบประชาธิปไตยคำกล่าวที่ถูกต้องของผู้ตรวจสอบในหมู่นักวิชาการของศาสนาอิสลาม: หลักคำสอนนั้นจำเป็นไม่ใช่หลักคำสอนและไม่อนุญาตให้ผู้คนปฏิเสธศรัทธาหรือปฏิเสธศรัทธาโดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของหลักคำสอนของพวกเขาพวกเขาอาจไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้และพวกเขาอาจไม่ได้คิดถึงพวกเขาเลย

ถึงกระนั้น แม้ว่าบางครั้ง ระบอบประชาธิปไตยจะมีเจตนาให้มนุษย์มีอำนาจปกครองเหนือศาสนา แต่ทัศนะที่ถูกต้องของนักวิชาการอิสลามเห็นว่า องค์ประกอบทุกอย่างของแนวคิดสำนักหนึ่ง ไม่จำเป็นจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์เสมอไป ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้ตีตราว่า ผู้ที่ถือแนวคิดของสำนักใดๆ หลุดพ้นจากศาสนาอิสลามเพียงแค่ยึดถือแนวคิดของสำนักนั้น เพราะบางครั้งผู้ที่ยึดถือแนวคิดนั้น อาจไม่ยึดถือตามทั้งหมด บางครั้งอาจไม่คาดคิดด้วยซ้ำไป

● การตัดสินโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ขัดต่อศาสนาอิสลามหรือไม่?

ในบรรดาหลักฐานสำหรับมุสลิมกลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นหลักการของต่างชาติต่างศาสนาและไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับศาสนาอิสลามนั่นคือ การตัดสินโดยใช้เสียงข้างมากและถือเป็นผู้ถือสิทธิในการจัดตั้งผู้ปกครอง การบริหารกิจการต่างๆ และใช้ตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีการโต้แย้ง การลงคะแนนเสียงในระบอบประชาธิปไตยถือเป็นการตัดสินและการอ้างอิง ความคิดเห็นใด ๆ ที่ได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดหรือกึ่งๆ ถือเป็นความคิดเห็นที่มีผล ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เหล่านั้นอาจผิดพลาดก็ได้

ซึ่งอิสลามไม่ยอมรับวิธีการนี้และไม่ใช้แนวทางนี้ในการตัดสินว่าความคิดเห็นหนึ่งเหนือกว่าคิดเห็นอื่นเนื่องจากความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ แต่ให้มองว่าถูกหรือผิดด้วยตัวของความเห็นนั้นเอง ? ถ้าถูกก็ต้องทำแม้ว่ามีเพียงหนึ่งความเห็นหรือไม่มีใครเห็นด้วยเลย แต่ถ้ามันเป็นความผิดพลาด ก็ใช้ไม่ได้แม้ว่าจะเป็นความเห็นของคนร้อยละ 99 ก็ตาม

มิหนำซ้ำ อัลกุรอานระบุว่าคนส่วนใหญ่มักจะอยู่ข้างความเท็จและอยู่ข้างทรราช ดังตัวอย่าง ที่อัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจกล่าวว่า:

وإن تطع أكثر من في الأرض يضلوك عن سبيل الله

และถ้าคุณเชื่อฟังคนหมู่มากที่อยู่บนโลก แน่นอนพวกเขาจะหันเหคุณไปจากเส้นทางของอัลลอฮ์ ( อัลอันอาม : 116)

وما أكثر الناس ولو حرصت بمؤمنين

และมีคนมากมายเพียงใดที่ไม่เชื่อ ถึงแม้ว่าท่านจะกระตือรือร้นก็ตาม ( ยูซุฟ : 103)

และอัลกุรอานกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

ولكن أكثر الناس لا يعلمون

แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ (อัลอะรอฟ : 187)

بل أكثرهم لا يعقلون

แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ (อัลอังกะบูต : 63)

ولكن أكثر الناس لا يؤمنون

แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ ( ฮูด: 17)

ولكن أكثر الناس لا يشكرون

แต่คนส่วนใหญ่ไม่ขอบคุณ ( อัลบะกอเราะฮ์ : 243)

นอกจากนี้ อัลกุรอานยังชี้ให้เห็นว่าคนที่มีความดีและความชอบธรรมมีจำนวนน้อยที่สุด ดังที่อัลลอฮ์พระผู้ทรงฤทธานุภาพกล่าวว่า

وقليل من عبادي الشاكرون

"และบ่าวของฉันจำนวนน้อยที่ขอบคุณ" ( สะบะ : 13)

إلا الذين آمنوا وعملوا الصالحات وقليل ما هم

"ยกเว้นผู้ที่ศรัทธาและกระทำความชอบธรรมและมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นเช่นนั้น" ( ศอด : 24)

คำกล่าวนี้ถูกย้อนต่อผู้ที่กล่าวเช่นนั้น เป็นคำกล่าวที่ตั้งอยู่บนความผิดพลาดหรือการเข้าใจผิด ในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังพูดถึงประชาธิปไตยในสังคมมุสลิมซึ่งส่วนใหญ่รู้ มีเหตุผล ศรัทธา และขอบคุณ เราไม่ได้พูดถึงสังคมของผู้ที่ปฏิเสธหรือเบี่ยงเบนไปจากเส้นทางของพระเจ้า

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบข่ายของการลงคะแนน และไม่อนุญาตให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเป็นเรื่องที่แน่นอนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เว้นแต่สังคมจะเปลี่ยนไปและไม่ได้เป็นมุสลิมอีกต่อไป ดังนั้นจึงไม่มีที่สำหรับการลงคะแนนเสียงในส่วนของชะรีอะฮ์พื้นฐานของศาสนา

แต่การโหวตอยู่ในเรื่อง "อิจติฮาด-ดุลพินิจ" ที่เปิดโอกาสให้มีความคิดเห็นมากกว่าหนึ่งความเห็นและผู้คนอาจมีความเห็นต่างกันก็ได้ เช่น กรณีการเลือกผู้สมัครสำหรับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แม้ว่าเขาจะดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐก็ตาม และเช่นการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการจราจร หรือเพื่อควบคุมการก่อสร้างร้านค้าหรือโรงพยาบาลในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมหรือโรงพยาบาล

หรือสิ่งที่อยู่ในสิ่งที่นักวิชาการฟิกฮ์เรียกว่า "ผลประโยชน์สมบูรณ์" เช่น การตัดสินใจประกาศสงครามหรือไม่ การเรียกเก็บภาษีบางอย่างหรือไม่ การประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ การกำหนดวาระของประมุขแห่งรัฐหรือไม่และระดับใด.. ฯลฯ . ความคิดเห็นแตกต่างกันไปในประเด็นเหล่านี้ควรปล่อยให้ดำเนินต่อไปหรือตัดสินให้เด็ดขาดไป โดยที่ต้องมีสิ่งที่มาทำให้ทัศนะใดทัศนะหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่า หรือไม่ ?

เหตุผลทางตรรกะ ทางศาสนา และทางความเป็นจริงเห็นว่า ต้องมีสิ่งที่มาทำให้ทัศนะใดทัศนะหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าในกรณีที่มีความเห็นต่าง คือเสียงส่วนใหญ่ เนื่องจากความเห็นของสองคนใกล้เคียงกับความถูกต้องมากกว่าความคิดเห็นของคนหนึ่ง ดังปรากฏในหะดีษว่า

إن الشيطان مع الواحد، وهو من الاثنين أبعد

แท้จริงชัยตอนอยู่กับคนๆเดียว และยิ่งห่างจากสองคน (รายงานโดยติรมิซีย์ ใน "อัลฟิตัน" จากท่านอุมัร เลขที่ 2166 และเห็นว่า เป็นหะดีษหะซันเศาะเหียะห์ฆอรีบ และหากิม (1/114) และรับรองความถูกต้องตามเงื่อนไขของสองชีคและซาฮาบีย์ก็เห็นด้วยกับเขา)

ท่านนบี ศอลฯ กล่าวกับอบูบักร์และอุมัรว่า :

لو اجتمعتما على مشورة ما خالفتكما

"หากท่านทั้งสองร่วมกันให้คำแนะนำใด ฉันก็ไม่ขัดแย้งกับท่านทั้งสอง" (รายงานโดยอะหมัด)

และเราก็เห็นท่านนบี - ขอพระเจ้าอวยพรและมอบสันติสุขแด่ท่าน - ตามความเห็นของเสียงส่วนใหญ่ในการรบที่อูฮุด โดยการออกไปรบกับชาวมุชริกีนนอกเมืองมะดีนะฮ์ ทั้งๆที่ความเห็นของท่านและความเห็นของซอฮาบะฮ์อาวุโสต้องการตั้งรับอยู่ในนครมะดีนะฮ์และต่อสู้จากภายใน

ที่ชัดไปกว่านั้น เป็นกรณีของท่านอุมัรแต่งตั้งคณะชูราหกท่าน ซึ่งท่านเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ และเลือกหนึ่งในนั้นโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ ที่เหลือจะต้องเชื่อฟัง และเสียงเท่ากันเป็นสามต่อสาม ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ตัดสิน คืออับดุลลอห์ บุตรของท่าน และถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ ก็ให้เอาฝ่ายที่อับดุลเราะห์มาน บินอ๊าฟ เป็นหนึ่งในสามคนนั้น

และได้รับการยืนยันแล้วว่า หะดีษกล่าวถึงให้ตาม "สะวาดอะซอม-เสียงส่วนใหญ่" เป็นหะดีษที่รายงานโดยสายรายงานหลายสายที่มาสนับสนุนซึ่งกันและกัน เป็นหะดีษมัรฟูอ์ รายงานจากอบูอุมามะฮ์ ว่า

إن بني إسرائيل تفرقت إحدى وسبعين فرقة - أو قال: اثنتين وسبعين فرقة - وإن هذه الأمة ستزيد على هم فرقة، كلها في النار، إلا السواد الأعظم"

ชาวอิสราเอลแบ่งออกเป็นเจ็ดสิบเอ็ดกลุ่ม - หรือกล่าวว่า: เจ็ดสิบสองกลุ่ม

และประชาชาตินี้จะมีกลุ่มมากกว่าพวกเขา ทั้งหมดอยู่ในนรก ยกเว้นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด”

และอะหมัดได้รายงานไว้ในมุสนัด จากอิบนุอบีเอาฟา กล่าวว่า : "โอบินจะฮ์มาน ท่านจงอยู่กับชนส่วนใหญ่ "

อิบนุอาบีอาศิม รายงานในหนังสือ อัสสุนนะฮ์ เลขที่ 80 จากอิบนุอุมัร ว่า "อัลลอฮ์จะไม่มีวันทำให้ประชาชาตินี้เห็นพ้องกันในความหลงผิด และหัตถ์ของพระเจ้าจะอยู่กับชนส่วนใหญ่ ผู้ใดปลีกตัวออกไปก็จะปลีกไปยังไฟนรก "

อิหม่ามอาบูฮามิด อัลฆอซาลี ได้เขียนไว้ในหนังสือบางเล่มของท่านว่า การให้น้ำหนักให้ใช้เสียงส่วนใหญ่เมื่อมุมมองทั้งสองมีความเท่าเทียมกัน

คำพูดของผู้ที่กล่าวว่า: การให้น้ำหนักมีไว้เพื่อความถูกต้องเท่านั้นแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นด้วยก็ตาม และสำหรับความผิดพลาดนั้นก็จะถูกปฏิเสธแม้ว่าจะมีความคะแนนเสียงร้อยละ 99 ก็ตาม เป็นความจริงในกรณีที่มีตัวบททางศาสนาอย่างชัดเจนและไม่มีทางเห็นต่างหรือเห็นแย้งได้ ซึ่งมีไม่มากนัก ซึ่งเป็นกรณีที่ว่า "เสียงส่วนใหญ่คือสิ่งที่พ้องกับความจริงแม้ว่าคุณจะอยู่คนเดียวก็ตาม"

สำหรับประเด็นที่ใช้ดุลพินิจ-อิจติฮาดียะฮ์- ซึ่งไม่มีตัวบท หรือมีตัวบทที่อาจมีคำอธิบายมากกว่าหนึ่ง หรือมีตัวบทที่มีความหมายตรงข้ามกันหรือที่เท่าเทียมกันหรือแข็งกว่า จะไม่มีทางเลี่ยงอื่นใดนอกจากต้องอาศัยสิ่งที่มาตัดสินให้น้ำหนักยุติความขัดแย้ง และการลงคะแนนเสียงเป็นวิธีการที่คนทั่วไปใช้กัน และเป็นที่ยอมรับโดยปราชญ์ทั่วไปและปราชญ์มุสลิม ในชารีอะห์ไม่มีข้อห้าม หากทว่ามีตัวบทที่มาสนับสนุนการกระทำเช่นนั้น

● การกดขี่ทางการเมืองเป็นสาเหตุประการแรกที่ทำให้ประเทศชาติเดือดร้อนทั้งในอดีตและในปัจจุบัน

สิ่งแรกที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับประเทศอิสลามในประวัติศาสตร์คือ การละเลยการปกครองด้วยระบบชูรอ และการเปลี่ยนแปลง“ ระบบคอลีฟะฮ์” ไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นอาณาจักรที่ซอฮาบะฮ์บางท่านเรียกว่า“ระบอบไกเซอร์” หรือ“ ซีซาร์” ซึ่งหมายความว่า ระบอบจักรพรรดิเผด็จการแพร่กระจายไปยังชาวมุสลิมในอาณาจักรที่พวกเขาปกครอง ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาควรนำมาเป็นอุทาหรณ์ และหลีกเลี่ยงบาปและความชั่วร้ายที่เป็นสาเหตุทำให้บ้านเมืองล่มสลาย

และสิ่งที่เกิดขึ้นกับอิสลาม ประเทศอิสลาม และพันธกิจอิสลามในยุคใหม่ล้วนอันเป็นผลมาจากการปกครองแบบกดขี่ข่มเหงประชาชนด้วยคมดาบ การเรียกร้องสู่อิสลามไม่ได้ถูกขัดขวาง ลัทธิฆราวาสไม่ได้มีอำนาจบาตรใหญ่ บีบบังคับผู้คนให้ใช้ชีวิตแบบแปลกแยก ยกเว้นเพราะการกดขี่ข่มเหง และการใช้มีดและปืน

การเรียกร้องสู่อิสลามและการเคลื่อนไหวของอิสลามไม่ได้ถูกโจมตี และไม่ได้มีการกดขี่บีฑาทารุณกรรมต่อคนทำงานอิสลาม ทำให้พวกเขาบ้านแตกสาแหรกขาด ยกเว้นภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการและการกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรง ซึ่งบางครั้งก็อ้างเปลือกประชาธิปไตยจอมปลอม ที่มหาอำนาจต่อต้านอิสลามบังคับบัญชาใช้ให้ทำอย่างเปิดเผย หรือการวางแผนอยู่หลังม่าน

เสรีภาพทางการเมืองเป็นสิ่งแรกที่เราต้องการ อิสลามจะไม่ฟื้นตัว พันธกิจอิสลามจะไม่แพร่หลาย การตื่นฟื้นของมันก็จะไม่ปรากฏขึ้น และเสียงจะไม่ดังขึ้น ยกเว้นด้วยเสรีภาพแม้จะเพียงไม่มากก็ตาม ขอเพียงได้มีโอกาสสนทนากับสามัญสำนึกของผู้คนที่รอคอย เสียงอาซานที่โหยหา และเพื่อโน้มน้าวจิตใจที่โหยหามัน

สมรภูมิแรกของการเรียกร้องอิสลาม การตื่นตัวของอิสลามและการเคลื่อนไหวของอิสลามในยุคของเราคือ สมรภูมิการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ที่บรรดาผู้ที่หวังดีต่ออิสลามทุกฝ่าย จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องและปกป้องเสรีภาพเป็นภารกิจแรก โดยไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

สิ่งสำคัญสำหรับฉันที่จะต้องเน้นย้ำ ฉันไม่ใช่คนที่ชอบใช้คำต่างประเทศ เช่น ประชาธิปไตย หรืออื่นๆ เพื่อสื่อถึงความหมายของหลักการศาสนาอิสลาม แต่ถ้าคำนั้นเป็นที่นิยมและใช้กันโดยผู้คน เราคงไม่อาจปฏิเสธเรื่องนี้ได้ แต่เราต้องรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไรเมื่อมีการใช้กัน เพื่อที่เราจะไม่เข้าใจไม่เหมือนกับความเป็นจริง สิ่งที่ผู้ใช้คำนั้นไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นและผู้พูดไม่ต้องการ และนี่คือคำวินิจฉัยที่มีความสมดุล ซึ่งการใช้คำต่างประเทศก็ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด เพราะการวินิจฉัยไม่ได้ดูที่ถ้อยคำแต่ดูที่เนื้อหาสาระมากกว่า

อย่างไรก็ตามนักเผยแผ่อิสลามและนักเขียนหลายคนใช้คำว่า "ประชาธิปไตย" และไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด เช่น อับบาส อัลอักกาด ได้เขียนหนังสือชื่อ "ประชาธิปไตยอิสลาม" คอลิด มุฮัมมัดคอลิด ถือว่าประชาธิปไตยคือศาสนาอิสลาม ซึ่งเราได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหนังสือของเรา:“ การตื่นตัวของอิสลาม และความกังวลของโลกอาหรับและอิสลาม”

กลุ่มอิสลามหลายคนเรียกร้องให้ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองรัฐเพื่อการรับประกันเสรีภาพ และเพื่อต่อต้านการกดขี่ของผู้ปกครอง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งแสดงถึงเจตจำนงของสังคม ไม่ใช่เจตจำนงของผู้ปกครองเผด็จการและกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ของเขาการยกคำขวัญประชาธิปไตยในขณะที่ทำลายจิตวิญญาณของมัน ทำการเปิดเรือนจำ เตรียมแส้ และกฎหมายฉุกเฉิน เพื่อลงโทษทุกคนที่มีความคิดเห็นโดยเสรี และทุกคนที่พูดกับผู้ปกครองว่า "ทำไม" นับประสาอะไรกับผู้ที่กล่าวว่า "ไม่"

ฉันเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฐานะวิธีการที่ดีในการบรรลุเป้าหมายของเราเพื่อชีวิตที่ดี ที่เราสามารถเรียกร้องสู่อัลลอฮ์และอิสลามตามที่เราเชื่อ โดยไม่ถูกโยนเข้าไปในสถานกักกันอันมืดมิดหรือแขวนคอเรา

● ชูรอมีผลผูกพัน ไม่ใช่แค่เพื่อทราบ

ฉันยังคงได้ยินอุลามาอ์บางส่วนจนถึงวันนี้ ชูรอไม่มีผลผูกพัน แค่เพื่อทราบ และผู้ปกครองควรปรึกษา แต่ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นกับความคิดเห็นของสมาชิกสภาชูรอ-อะห์ลุลหัลล์ วัลอักด์- ผู้ให้ความเห็น อันมีความหมายบ่งชี้ว่า ชูรอไม่มีความหมายหากผู้ปกครองปรึกษาแล้วทำในสิ่งที่เขาพอใจ ละทิ้งความเห็นของสภาชูรอ-อะห์ลุลหัลล์ วัลอักด์-อย่างไร้คุณค่าใดๆ

หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า สภาทำสัญญาและยกเลิกสัญญา -อะห์ลุลหัลล์ วัลอักด์- ตามที่เรารู้ในตำรามรดกทางวิชาการของเรา ในความเป็นจริงไม่มีอำนาจทำสัญญาและยกเลิกสัญญา !

อิบนุกะษีรได้กล่าวไว้ในหนังสือตัฟซีรของท่าน รายงานจากอิบนุมัรดะวียะฮ์ จากท่านอาลี ถูกถามเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "อัลอัซม์" ในอายะฮ์

وشاورهم في الأمر فإذا عزمت فتوكل على الله

"และปรึกษาพวกเขาในกิจการและหากท่านมั่นใจ ก็จงวางใจในอัลลอฮ์ "( อาลอิมรอน : 159)

ท่านอาลีกล่าวว่า : จงปรึกษาผู้ที่มีความคิดเห็น แล้วปฏิบัติตามพวกเขา

แม้ว่า ในกรณีชูรอมีผลผูกพันหรือไม่ มี 2 ทัศนะ แต่สิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับโลกมุสลิมและยังคงสร้างความเดือดร้อนมาจนถึงทุกวันนี้ อันเนื่องจากการปกครองแบบเผด็จการ ล้วนสนับสนุนความเห็นที่ว่า ชูรอมีผลผูกพัน

แม้ว่าจะมีความเห็นต่างกันเช่นไร เมื่อประชาชาติหรือประชาคมมุสลิม ตัดสินใจที่จะรับความเห็นที่ว่าชูรอมีผลผูกพัน ความเห็นต่างก็เป็นอันสิ้นสุด การยึดถือทัศนะนี้ก็ถือเป็นวายิบทางศาสนา เพราะหะดีษระบุว่ามุสลิมจะต้องตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ตกลงกัน จะกลายเป็นหน้าที่ของชะรีอะห์ที่มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพวกเขา หากประธานาธิบดีหรือประมุขใดได้รับเลือกตั้งบนพื้นฐานนี้และเงื่อนไขนี้ ก็ไม่อนุญาตให้เขาทำลายสัญญานี้ และหันไปรับเอาความคิดเห็นอื่น ๆ เนื่องจากชาวมุสลิมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพวกเขา และการปฏิบัติตามพันธสัญญาถือเป็นภาระผูกพัน

และเมื่อท่านอาลีถูกเสนอให้รับตำแหน่งคอลีฟะฮ์ โดยเงื่อนไขว่าจะมีการจงรักภักดีต่อเขาตามอัลกุรอานและซุนนะฮฺ และงานของอาบูบักร์และอุมาร์ แต่ท่านอาลีปฏิเสธสิ่งนี้ - หมายถึง ความมุ่งมั่นในการทำงานตามทั้งสอง- เพราะถ้าท่านยอมรับก็จะต้องปฏิบัติตาม

ด้วยเหตุนี้ชูรอในอิสลามจึงใกล้เคียงจิตวิญญาณของประชาธิปไตย และถ้าหากต้องการฉันก็พูดว่า : แก่นแท้ของประชาธิปไตยใกล้กับจิตวิญญาณของระบบชูรอ-การปรึกษาหารือ-ของอิสลาม

ขอบคุณอัลลอฮ์พระเจ้าของทุกสิ่ง

หมายเลขบันทึก: 684641เขียนเมื่อ 22 ตุลาคม 2020 19:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 ตุลาคม 2020 19:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี