อิสลามกับประชาธิปไตย


ประชาธิปไตยหลุดพ้นจากอิสลามหรือไม่ ? (บทความ 2 ตอน-ตอนแรก)

------------------------------------------------------

คำตอบโดย ศ.ดร.ยูซุฟ กอรฎอวีย์

อดีตประธานสหพันธ์อุลามาอ์อิสลามนานาชาติ

[ International Union for Muslim Scholars-IUMS ]

และประธานสภาฟัตวาและการวิจัยแห่งยุโรป [ European Council for Fatwa and Research ]

● อ่านบทความต้นฉบับ

https://www.al-qaradawi.net/no...

----------------------------------------------------

■ คำถาม

ผมรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินจากผู้ที่เคร่งครัดศาสนาบางคนที่อยู่ในกลุ่มอิสลามบางกลุ่มกล่าวว่า ประชาธิปไตยนั้นเข้ากันไม่ได้กับอิสลาม หนึ่งในนั้นอ้างถึงนักวิชาการบางคนที่เห็นว่า ประชาธิปไตยนั้นเป็นการหลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม !! และข้อโต้แย้งของเขาคือ ประชาธิปไตยหมายถึงการปกครองประชาชนโดยประชาชน แต่ในศาสนาอิสลามผู้คนไม่ใช่ผู้ปกครอง แต่ผู้ปกครองคือพระเจ้าผู้ทรงอำนาจ {The rule is only for God} (Al-An'am: 57) และนี่ก็คล้ายกับสิ่งที่กลุ่มคอวาริจญ์พูดในอดีต และอาลีก็ตอบว่า: "ความจริงที่ถูกอ้างเพื่อการเท็จ "

และยังเป็นเรื่องปกติธรรมดาในหมู่นักเสรีนิยมและผู้สนับสนุนเสรีภาพที่เห็นว่า กลุ่มอิสลามเป็นศัตรูของประชาธิปไตย และเป็นเครือข่ายผู้สนับสนุนเผด็จการทรราช เป็นความจริงหรือไม่ที่อิสลามเป็นศัตรูกับประชาธิปไตยและประชาธิปไตยนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิเสธศรัทธาหรือความชั่วร้ายตามที่มีผู้กล่าวอ้างหรือไม่ หรือเป็นเพียงการกล่าวเท็จต่ออิสลาม ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ?

เรื่องนี้จำเป็นต้องมีคำชี้ขาดจาก“ คณะนักวิชาการอิสลามสายกลาง” ซึ่งไม่มีแนวโน้มที่จะพูดเกินจริงหรือพูดความจริงครึ่งเดียว เพื่อให้มีการพิจารณาเรื่องต่างๆตรงตามเป็นจริง และไม่ตีความอิสลามไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะมีการให้ความเห็นโดยนักวิชาการที่เป็นมนุษย์ที่มีถูกมีผิด

เราพรต่ออัลลอฮ์เพื่อช่วยให้ท่านเปิดเผยความจริง ชี้แจงหักล้างข้อโต้แย้ง และขอขอบคุณและให้อัลลอฮ์ตอบแทนท่าน

■ คำตอบ

الحمد لله، والصلاة والسلام على رسول الله، وعلى آله وصحبه ومن والاه، وبعد

การสรรเสริญเป็นของพระเจ้าและพรและสันติสุขจงมีแด่ผู้ส่งสารของพระเจ้าและต่อครอบครัวของเขาเพื่อนร่วมงานและผู้ที่ติดตามพระองค์และหลังจากนั้น

ข้าพเจ้าก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สิ่งต่าง ๆ สับสนอลหม่านและความจริงสับสนกับความเท็จในหมู่ผู้เคร่งครัดศาสนาโดยทั่วไปและในหมู่ผู้พูดในนามของศาสนาอิสลามบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เปิดเผยโดยคำถามของพี่น้องที่ถาม -ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเขา- ถึงขั้นการกล่าวหาผู้คนว่าว่าหลุดพ้นจากศาสนาหรือผิดศีลธรรมกลายเป็นเรื่องง่าย ราวกับว่าพวกเขาไม่รับรู้ว่าว่าในสายตาของชะรีอะห์นั้น การกล่าวหาผู้คนว่าหลุดพ้นจากศาสนาเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงอุกฉกรรจ์ และจะย้อนกลับมาเข้าตัวผู้ที่กล่าวหาผู้อื่น ดังปรากฏในหะดีษซอเหียะห์

คำถามที่พี่น้องผู้มีเกียรติถามถามนี้ ไม่แปลกสำหรับข้าพเจ้า เพราะพี่น้องของเขาจากแอลจีเรียได้ถามมาหลายครั้ง และด้วยคำถามชัดเจนว่า [ ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่หลุดพ้นจากอิสลามหรือไม่ ? ]

● การตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นกิ่งก้านของความรู้แจ้งถึงสิ่งนั้น

ที่แปลกประหลาด บางคนตัดสินว่าประชาธิปไตยเป็นความเลวที่ชัดเจน หรือการปฏิเสธศาสนาอย่างชัดเจน ทั้งๆที่เขาไม่รู้ถึงแก่นแท้ของมัน โดยไม่ติดอยู่กับหน้าปกและชื่อเรื่อง

หนึ่งในบรรดากฎที่นักวิชาการบรรพกาลของเรากำหนดไว้คือ การตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นกิ่งก้านของความรู้แจ้งถึงสิ่งนั้น

ดังนั้นใครก็ตามที่ชี้ขาดในบางสิ่งที่เขาไม่รู้การตัดสินของเขาก็ถือว่าผิดพลาด แม้ว่าจะถูกต้องโดยบังเอิญก็ตาม เพราะเป็นการยิงโดยไม่มีคุณสมบัติ

ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏในหะดีษว่า ผู้พิพากษาที่ตัดสินโดยไม่มีความรู้หรือรู้ความจริงแต่กลับไม่พิพากษาตามข้อเท็จจริง ล้วนถือว่ามีความผิดทั้งสิ้น

ประชาธิปไตยที่ประชาชนทั่วโลกเรียกร้องก็เช่นกัน มวลชนจำนวนมากในตะวันออกและตะวันตกกำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา

บางส่วนก็ได้มาหลังจากการต่อสู้กับทรราชอย่างขมขื่น คนหลายพันคน ถึงนับล้านๆคน ต้องหลั่งเลือดและตกเป็นเหยื่อ เช่นในยุโรปตะวันออกและที่อื่น ๆ ทำให้กลุ่มอิสลามบางส่วนยอมรับว่าเป็นวิธีการในการยับยั้งการปกครองของบุคคลและตัดเขี้ยวเล็บของลัทธิเผด็จการทางการเมืองที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวมุสลิมของเรา

ดังนี้ ประชาธิปไตยนี้เป็นการหลุดพ้นจากศาสนาอิสลามอย่างที่พวกผิวเผินบางคนพูดหรือไม่ ?

● แก่นแท้ของประชาธิปไตยคืออะไร?

แก่นแท้ของประชาธิปไตย ซึ่งอยู่เหนือคำจำกัดความและนิยามศัพท์ทางวิชาการ คือ การให้ประชาชนเลือกผู้ที่จะมาปกครองบริหารพวกเขา และการไม่บีบบังคับประชาชนให้ยอมรับผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่พวกเขาเกลียดชัง และประชาชนมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบผู้ปกครองหากกระทำความผิด มีสิทธิ์ที่จะปลดผู้นำหากเบี่ยงเบน และไม่นำผู้คนไปสู่แนวทางเศรษฐกิจหรือทางสังคม วัฒนธรรมหรือการเมือง ที่พวกเขาไม่ยอมรับและไม่พอใจ แนวทางที่หากว่าประชาชนบางคนต่อต้านก็จะมีการขับไล่และกระทำทารุณกรรม รวมถึงการทรมานและสังหาร

นี่คือแก่นแท้ของประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งมนุษยชาติได้ค้นพบรูปแบบและวิธีการที่ใช้ได้จริง เช่น การเลือกตั้ง และการลงประชามติของประชาชน ความเหนือกว่าของเสียงข้างมาก ความหลากหลายของพรรคการเมือง สิทธิของคนส่วนน้อยในการเป็นฝ่านค้าน เสรีภาพของสื่อมวลชน ความเป็นอิสระของตุลาการ ฯลฯ

ประชาธิปไตย - ในสาระสำคัญที่เรากล่าวถึงนั้น ขัดกับอิสลามหรือไม่? การขัดกันนี้มาจากไหน? หลักฐานใดจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺบ่งชี้กรณีนี้

● แก่นแท้ของประชาธิปไตยสอดคล้องกับศาสนาอิสลาม

ความจริงแล้ว หากพิจารณาแก่นแท้ของประชาธิปไตยก็จะพบว่า สิ่งนี้คือแก่นของศาสนาอิสลาม

อิสลามไม่ยอมรับผู้นำละหมาดที่ผู้ตามเกลียดชัง

ปรากฏในหะดีษว่า

ثلاثة لا ترتفع صلاتهم فوق رءوسهم شبرًا .." وذكر أولهم : "رجل أم قومًا وهم له كارهون .."

“ สามคนที่ละหมาดจะไม่ถูกยกขึ้นไปสูงกว่าศีรษะของพวกเขาแม้เพียงหนึ่งกระเบียดนิ้ว .. ” และกล่าวถึงคนแรกว่า:“ ชายคนหนึ่งที่เป็นผู้นำในขณะที่ประชาชนรังเกียจ"

(หะดีษรายงานโดยอิบนุมาจะฮ์ เลขหะดีษ 971 และอัลบูศีรีย์ กล่าวใน อัลซาวาอิด ว่า "สายรายงานเป็นซอเหียะห์ และผู้รายงานมีความน่าเชื่อถือ" และ อิบนุหิบบาน ในหนังสือซอเหียะห์ อัลมาวาริด (377) ทั้งสองรายงานจากอิบนุอับบาส )

นี่เป็นกรณีละหมาด แล้วในเรื่องวิถีชีวิตและการเมืองการปกครองเป็นเช่นไร ?

มีหะดีษกล่าวว่า

خير أئمتكم ـ أي حكامكم ـ الذين تحبونهم ويحبونكم، وتصلون عليهم ـ أي تدعون لهم ـ ويصلون عليكم، وشرار أئمتكم الذين تبغضونهم ويبغضونكم، وتلعنونهم ويلعنونكم" (رواه مسلم عن عوف بن مالك).

ผู้นำที่ดีที่สุดของพวกท่าน คือผู้ที่พวกท่านรักพวกเขาและพวกเขารักพวกท่าน และพวกท่านขอพรให้พวกเขา และพวกเขาขอพรให้พวกท่าน และผู้นำของพวกท่านที่ชั่วร้ายที่สุดคือผู้นำที่พวกท่านรังเกียจพวกเขาและพวกเขารังเกียจพวกท่าน พวกท่านสาปแช่งพวกเขาและพวกเขาสาปแช่งพวกท่าน (หะดีษรายงานโดยมุสลิม จากเอาฟ์ บินมาลิก)

● อัลกุรอานรณรงค์ต่อต้านผู้ปกครองที่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า

อัลกุรอานได้เปิดตัวการรณรงค์ที่มีความโหดร้ายอย่างยิ่งต่อผู้ปกครองที่ตั้งตัวเป็นพระเจ้าในโลกนี้ และถือเอามนุษย์เป็นข้าทาส เฉกเช่น กษัตริย์นัมรูด ( แห่งดินแดนเมโสโปเตเมียในบรรพกาล ) รวมถึงท่าทีของนัมรูดต่อนบีอิบริอฮีม และท่าทีของอิบรอฮีมต่อนัมรูด ว่า

﴿ أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِي حَاجَّ إِبْرَاهِيمَ فِي رَبِّهِ أَنْ آتَاهُ اللَّهُ الْمُلْكَ إِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ رَبِّيَ الَّذِي يُحْيِي وَيُمِيتُ قَالَ أَنَا أُحْيِي وَأُمِيتُ ۖ قَالَ إِبْرَاهِيمُ فَإِنَّ اللَّهَ يَأْتِي بِالشَّمْسِ مِنَ الْمَشْرِقِ فَأْتِ بِهَا مِنَ الْمَغْرِبِ فَبُهِتَ الَّذِي كَفَرَ ۗ وَاللَّهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ ﴾

"ท่าน (มุฮัมมัด) มิได้พิจารณาดูผู้ที่โต้แย้งต่ออิบรอฮีมในเรื่องพระเจ้าของเขาเนื่องจากการที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานอำนาจแก่เขาดอกหรือ ขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวว่า "พระเจ้าของฉันนั้นคือผู้ที่ให้ชีวิตและให้ความตาย" เขากล่าวว่า "ข้าก็ให้ชีวิตและให้ความตายได้" อิบรอฮีมกล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์นั้นนำดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออก ท่านจงนำมันมาจากทิศตะวันตกเถิด" แล้วผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้นก็อับจนปัญญา และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ประทานแนวทางอันถูกต้องแก่ผู้อธรรมทั้งหลาย" ( อัลบะกอเราะห์ : 258 )

ทรราชนี้อ้างว่าเขาให้ชีวิตและให้ความตายได้เช่นเดียวกับที่พระเจ้าของอิบรอฮีม - ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าของโลก - ให้ชีวิตและความตาย ดังนั้นผู้คนควรนับถือเขาเหมือนกับการที่พวกเขานับถือต่อพระเจ้าของอิบรอฮีม และเขาก็อวดดีถึงขั้นอ้างว่าให้ชีวิตและให้ความตาย โดยการนำชายสองคนจากท้องถนนและตัดสินประหารชีวิตโดยไม่มีความผิด และดำเนินการลงโทษคนหนึ่งในนั้นทันที พร้อมกล่าวว่า "ดูเถิดคนนี้ข้าให้ความตาย และยกโทษให้อีกคนหนึ่ง แล้วพูดว่า "ดูเถิด ข้าให้ชีวิตเขาแล้ว ! ฉันไม่ได้ให้ชีวิตและความตายกระนั้นหรือ!

และในทำนองเดียวกัน ฟาโรห์ผู้ซึ่งประกาศก้องในหมู่ประชาชนของเขาว่า

﴿ أَنَا رَبُّكُمُ الْأَعْلَىٰ ﴾

“ ฉันคือพระเจ้าผู้สูงสุดของพวกท่าน” (อันนาซิอาต : 24)

และกล่าวด้วยความองอาจว่า :

﴿ يَا أَيُّهَا الْمَلأُ مَا عَلِمْتُ لَكُمْ مِنْ إِلَهٍ غَيْرِي ﴾

โอ้ผู้คนทั้งหลาย ฉันไม่รับทราบว่ามีพระเจ้าอื่นของจากฉัน" ( อัลกอศ๊อศ : 38)

คัมภีร์กุรอานเปิดเผยขั้วพันธมิตรโสมม ระหว่างฝ่ายชั่วร้ายสามฝ่าย

ฝ่ายแรก ผู้ปกครองที่ตั้งตนเป็นพระเจ้า มีอำนาจบาตรใหญ่เหนือประชาชน โดยมีฟาโรห์เป็นตัวแทน

ฝ่ายที่ 2 นักการเมืองแสวงประโยชน์ ซึ่งทุ่มเทสติปัญญาและประสบการณ์ของเขาในการรับใช้ พิทักษ์รักษาอำนาจการปกครองของทรราช และทำให้ผู้คนเชื่องเพื่อยอมจำนนต่อฟาโรห์ ซึ่งมีฮามานเป็นตัวแทน

และฝ่ายที่ 3 นายทุนหรือขุนนางศักดินาที่ได้รับประโยชน์จากการปกครองของทรราช จากการสนับสนุนทรราชด้วยการใช้จ่ายเงินของตนบางส่วนเพื่อการได้มาซึ่งรายได้ที่มากกว่าจากหยาดเหงื่อและเลือดของผู้คน โดยมีกอรูนเป็นตัวแทนฝ่ายนี้

คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงขั้วพันธมิตรของทั้ง 3 กลุ่มนี้ในเรื่องการกระทำละเมิดศีลธรรมและการล่วงละเมิด ตลอดจนการเผชิญหน้ากับสาส์นของมูซา จนกระทั่งอัลลอฮ์จัดการกับฟาโรห์อย่างน่าสมเพช

﴿ وَلَقَدْ أَرْسَلْنَا مُوسَىٰ بِآيَاتِنَا وَسُلْطَانٍ مُبِينٍ * إِلَىٰ فِرۡعَوۡنَ وَهَٰمَٰنَ وَقَٰرُونَ فَقَالُواْ سَٰحِرٞ كَذَّابٞ ﴾

"และแน่นอน เราได้ส่งมูซามาพร้อมด้วยสัญญาณต่าง ๆ ของเราและหลักฐานอันชัดแจ้ง ไปยังฟาโรห์ และฮามาน และกอรูน แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า (มูซาเป็น) มายากร นักโกหกตัวฉกาจ"

(ฆอฟิร : 23, 24)

﴿ وَقَٰرُونَ وَفِرۡعَوۡنَ وَهَٰمَٰنَۖ وَلَقَدۡ جَآءَهُم مُّوسَىٰ بِٱلۡبَيِّنَٰتِ فَٱسۡتَكۡبَرُواْ فِي ٱلۡأَرۡضِ وَمَا كَانُواْ سَٰبِقِينَ ﴾

และ (เราได้ทำลาย) กอรูน และฟาโรห์และฮามาน และโดยแน่นอนมูซาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง แต่พวกเขาหยิ่งผยองในแผ่นดิน และพวกเขาก็หาได้รอดพ้นไปจากเราไม่ ( อัลอังกะบูต : 39)

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ กอรูนเป็นหนึ่งในคนเชื้อชาติเดียวกับมูซาและคนละเชื้อชาติกับฟาโรห์ แต่เขากลับกระทำผิดต่อชนเชื้อชาติเดียวกัน และเข้าร่วมกับฟาโรห์ ศัตรูของพวกเขา และฟาโรห์ก็ยอมรับเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางวัตถุเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามารวมกัน แม้จะแตกต่างกันทางเชื้อชาติและเชื้อสาย

● คัมภีร์กุรอานเชื่อมโยงการปกครองแบบเผด็จการและการทุจริต

ในบรรดาผลงานชิ้นเอกของคัมภีร์อัลกุรอาน คือการเชื่อมโยงการกดขี่กับการแพร่กระจายของการคอรัปชั่นซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายล้างประชาชาติ

พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพกล่าวว่า:

﴿أَلَمْ تَرَ كَيْفَ فَعَلَ رَبُّكَ بِعَاد (6) إِرَمِ ذَاتِ الْعمَادِ (7) الَّتِى لَمْ يُخْلَقْ مِثْلُهَا فِى الْبِلَـدِ (8) وَثَمُودَ الَّذِينَ جَابُواْ الصَّخْرَ بِالْوَادِ (9) وَفرِعَوْنَ ذِى الأَوْتَادِ (10) الَّذِينَ طَغَوْا فِى الْبِلَـدِ (11) فَأَكْثَرُواْ فِيهَا الْفَسَادَ (12) فَصَبَّ عَلَيهِمْ رَبُّكَ سَوْطَ عَذَاب (13) إِنَّ رَبَّكَ لَبِالْمِرْصَادِ (14)﴾

"เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระเจ้าของเจ้ากระทำต่อพวกอ๊าดอย่างไร

อิรอม มีเสาหินสูงตะหง่าน

ซึ่งเยี่ยงนั้นมิได้ถูกสร้างตามหัวเมืองต่าง ๆ

และพวกซะมูดผู้สกัดหิน ณ หุบเขา

และฟิรเอานฺ เจ้าแห่งหมุดต่างๆ

บรรดาผู้กดขี่เหล่านั้นตามหัวเมืองต่าง ๆ

แล้วก่อความเสียหายอย่างมากมายในหัวเมืองเหล่านั้น

ดังนั้นพระเจ้าของเจ้าจึงกระหน่ำการลงโทษนานาชนิดบนพวกเขา

แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้นทรงเฝ้าดูอย่างแน่นอน"

[อัลฟัจร์ : 6-14]

คัมภีร์อัลกุรอานอาจแสดงคำว่า "ทรราช" ด้วยคำว่า "การเหิมเกริม" ซึ่งหมายถึง ความเย่อหยิ่งและการใช้อำนาจเหนือสิ่งที่อัลลอฮ์ สร้าง ด้วยการสร้างความอัปยศอดสูและการกดขี่ข่มเหง

ดังที่อัลลอฮ์กล่าวถึงฟาโรห์ว่า

إِنَّهُۥ كَانَ عَالِيٗا مِّنَ ٱلۡمُسۡرِفِينَ

"แท้จริงเขาเป็นหนึ่งที่ใฝ่สูงในบรรดาผู้ละเมิด" (อัดดุคอน: 31)

إِنَّ فِرۡعَوۡنَ عَلَا فِي ٱلۡأَرۡضِ وَجَعَلَ أَهۡلَهَا شِيَعٗا يَسۡتَضۡعِفُ طَآئِفَةٗ مِّنۡهُمۡ يُذَبِّحُ أَبۡنَآءَهُمۡ وَيَسۡتَحۡيِۦ نِسَآءَهُمۡۚ إِنَّهُۥ كَانَ مِنَ ٱلۡمُفۡسِدِينَ

"แท้จริง ฟาโรห์ได้เหิมเกริมในแผ่นดิน และแบ่งแยกประชาชนออกเป็นกลุ่มๆ ทำให้กลุ่มหนึ่งอ่อนแอ ฆ่าลูกชายของพวกเขา และไว้ชีวิตผู้หญิงของพวกเขา เขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างความเสื่อมเสีย" (อัลกอศ๊อศ : 4)

ดังนั้นเราจึงเห็น "ความเหิมเกริม" และ "ความเสื่อมเสีย" จะอยู่คู่กัน

● คัมภีร์กุรอ่านวิพากษ์วิจารณ์ชนชาติที่เชื่อฟังต่อทรราช

คัมภีร์อัลกุรอานไม่ได้จำกัดการโจมตีเฉพาะกลุ่มทรราชแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประชาชนและผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพวกเขา และคุกเข่าให้กับพวกเขา โดยถือว่าร่วมรับผิดชอบกับพวกเขา

อัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจกล่าวถึงกลุ่มชนของนบีนุห์ว่า

قَالَ نُوحٌ رَبِّ إِنَّهُمْ عَصَوْنِي وَاتَّبَعُوا مَنْ لَمْ يَزِدْهُ مَالُهُ وَوَلَدُهُ إِلَّا خَسَارًا

นุห์กล่าวว่า โอ้พระเจ้าของฉัน พวกเขาไม่เชื่อฟังฉันและทำตามผู้ที่ทรัพย์สินของเขาและลูกชายของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นนอกจากการสูญเสีย ( นุห์ : 21)

และอัลลอฮ์มหาบริสุทธิ์กล่าวถึงชนเผ่าของนบีฮูดว่า

وتلك عاد جحدوا بآيات ربهم وعصوا رسله واتبعوا أمر كل جبار عنيد

และชาวเผ่าอ๊าดเหล่านี้ปฏิเสธสัญญาณของพระเจ้าของพวกเขา และฝ่าฝืนศาสนทูตของเขา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจผู้ดื้อรั้นทุกคน "(ฮูด: 59)

และกล่าวถึงชนชาติของฟาโรห์ว่า

فَٱسۡتَخَفَّ قَوۡمَهُۥ فَأَطَاعُوهُۚ إِنَّهُمۡ كَانُواْ قَوۡمٗا فَٰسِقِينَ

เขา(ฟาโรห์) ก็พาลกับชนชาติของเขา และพวกเขาก็เชื่อฟังต่อเขา พวกเขาเป็นคนเลว (อัซซุครุฟ : 54)

إِلَىٰ فِرْعَوْنَ وَمَلَئِهِ فَاتَّبَعُوا أَمْرَ فِرْعَوْنَ ۖ وَمَا أَمْرُ فِرْعَوْنَ بِرَشِيدٍ

يَقۡدُمُ قَوۡمَهُۥ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ فَأَوۡرَدَهُمُ ٱلنَّارَۖ وَبِئۡسَ ٱلۡوِرۡدُ ٱلۡمَوۡرُودُ

ดังนั้น พวกเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของฟาโรห์ ทั้งๆสิ่งที่ฟาโรห์ทำนั้นไม่มีเหตุผล เขา(ฟาโรห์)จะนำหน้ากลุ่มชนของเขาในวันกิยามะฮฺ และนำพวกเขาลงในไฟนรก และมันเป็นทางลงที่ชั่วช้าที่พวกเขาได้ลงไป (ฮูด : 97 - 98 )

การที่คนทั่วไปถูกถือว่าเป็นผู้ร่วมรับผิด หรือเป็นส่วนหนึ่งของความผิดดังกล่าว เพราะเป็นผู้สร้างทรราชขึ้นมาเอง ดังวลีที่กล่าวว่า มีคนถามฟาโรห์ว่า ท่านเป็นฟาโรห์ได้เพราะอะไร ? ฟาโรห์ตอบว่า ฉันไม่พบใครขัดขวางฉัน

● ทหารและเครื่องมือของทรราชร่วมรับผิด

ผู้ที่แบกรับความรับผิดชอบกับทรราชคือ“ เครื่องมือแห่งอำนาจ” ที่อัลกุรอานเรียกว่า“ ทหาร” หมายถึง“ กำลังทหาร” ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บของอำนาจทางการเมือง และเป็นแส้ที่มวลชนจะถูกคุกคามหากพวกเขากบฏหรือคิดจะกบฏ

คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า

إِنَّ فِرۡعَوۡنَ وَهَٰمَٰنَ وَجُنُودَهُمَا كَانُواْ خَٰطِـِٔينَ

"แท้จริงฟาโรห์และฮามาน และไพร่พลของเขาทั้งสองเป็นพวกที่มีความผิด" (อัลกอศ๊อศ : 8 )

فَأَخَذۡنَٰهُ وَجُنُودَهُۥ فَنَبَذۡنَٰهُمۡ فِي ٱلۡيَمِّۖ فَٱنظُرۡ كَيۡفَ كَانَ عَٰقِبَةُ ٱلظَّـٰلِمِينَ

"ดังนั้น เราได้ลงโทษเขาและไพร่พลของเขา เราได้โยนพวกเขาลงไปในทะเล จงพิจารณาเถิด บั้นปลายของพวกอธรรมเป็นเช่นไร" (อัลกอศ๊อศ : 40 )

● ซุนนะฮ์ต่อต้านผู้นำทรราช

ซุนนะฮฺได้โจมตีผู้นำทรราชผู้ซึ่งปกครองประชาชนด้วยความรุนแรง และหากพวกเขาพูดก็จะไม่มีใครกล้าตอบโต้ พวกเขาชอบความร้อนเหมือนดังแมงเม่า

นอกจากนั้น ซุนนะฮ์ยังโจมตีผู้ที่คุกเข่า เผาเครื่องหอมในมือของพวกเขา เป็นมือไม้ผู้ช่วยเหลือทรราช

นอกจากนั้น ซุนนะฮฺยังได้กล่าวโทษอุมมะฮ์ที่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวที่แพร่กระจายไปทั่ว และไม่กล้ากล่าวกับผู้อธรรมได้ว่า โอ้ผู้กดขี่เอ๋ย

มีรายงานจากอบูมูซา ว่า ท่านศาสนทูต ศอลฯ กล่าวว่า

إن في جهنم واديًا وفي الوادي بئر يقال له هبهب، حق على الله أن يسكنه كل جبار عنيد"

“ มีหุบเขาในนรกญาฮันนัม และในหุบเขามีบ่อลูกหนึ่งชื่อว่า "ฮับฮับ" พระเจ้าทรงมีสิทธิที่จะให้ผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ดื้อรั้นทุกคนได้อาศัยอยู่”

[ รายงานโดยอัลตอบารอนี ด้วยสายรายงานที่ดี ดังที่อัลมุนซิรีกล่าวไว้ใน "อัลตัรฆีบ" และอัลฮัยซะมีย์ ใน: "อัลมัจมะอ์" 5/197 และอัลหากิม เห็นว่าเป็นหะดีษซอเหียะห์ และอัลซะฮะบีย์เห็นพ้องด้วย 4/332 ]

และรายงานจากมุอาวียะฮ์ ว่า ท่านศาสดา - ขอให้พระเจ้าประทานพรและสันติสุแด่เขา - กล่าวว่า

"يكون من بعدي أئمة يقولون لا يرد عليه قولهم يتقاحمون في النار كما يتقاحم القردة"

“ จะมีผู้นำยุคหลังจากฉัน พวกเขาพูดโดยไม่มีการโต้ตอบ และพวกเขาจะกระโจนลงในกองไฟเหมือนกับฝูงลิง ”

[หะดีษรายงานโดยอบูยะลาและอัลตอบารอนีย์ ในหนังสือ Sahih Al-Jami Al-Sagheer เลขที่ 3615 ]

รายงานจากจาบิรว่า ท่านศาสดา - ขอพระเจ้าอวยพรและประทานสันติสุขแก่ท่าน - กล่าวกับ กะอับ บินอัจเราะฮ์ ว่า

أعاذك الله من إمارة السفهاء يا كعب". قال: وما إمارة السفهاء؟ قال: "أمراء يكونون بعدي، لا يهدون بهديي ولا يستنون بسنتي، فمن صدقهم بكذبهم، وأعانهم على ظلمهم، فأولئك ليسوا مني ولست منهم، ولا يردون على حوض، ومن لم يصدقهم بكذبهم ولم يعنهم على ظلمهم، فأولئك مني، وأنا منهم، وسيردون على حوضي

“ขอพระเจ้าปกป้องท่านจากการปกครองของคนพาล โอ้กะอับ ”

เขากล่าวว่า "การปกครองของคนพาลคืออะไรครับ ?

ท่านนบี ศอลฯ กล่าวว่า

“ ผู้นำยุคหลังจากฉัน พวกเขาไม่ปฏิบัติตามแนวทางของฉัน

ใครก็ตามที่เชื่อในการโกหกของพวกเขา และช่วยพวกเขาในการกระทำความอยุติธรรม คนเหล่านั้นไม่ใช่พวกของฉันและฉันไม่ได้เป็นพวกเขา และพวกเขาไม่อาจมายังสระของฉัน

ส่วนคนที่ไม่เชื่อในคำโกหกของพวกเขา และไม่ช่วยพวกเขาในการกระทำความอยุติธรรม คนเหล่านั้นเป็นพวกของฉันและฉันก็เป็นพวกเขา และพวกเขาจะได้มายังสระของฉัน "

[รายงานโดยอะหมัด และอัลบัซซาร และผู้รายงานล้วนเชื่อถือได้ ดังใน หนังสือ อัลตัรฆีบ ของอัลมุนซีรีย์ และหนังสืออัลซาวาอิด โดย อัลฮัยซะมีย์ 5/247]

หะดีษมัรฟูอ์ รายงานจากมุอาวียะฮ์ ว่า

"لا تقدس أمة لا يقضى فيها بالحق، ولا يأخذ الضعيف منها حقه من القوي غير متعتع"

"ประชาชาติหนึ่งจะไร้ศักดิ์ศรี เมื่อไม่มีการพิพากษาด้วยความยุติธรรม และผู้อ่อนแอจะไม่สามารถเอาสิทธิของตนจากผู้แข็งแกร่งโดยปราศจากความหวาดกลัว"

[รายงานโดยอัลตอบารอนี โดยผู้รายงานที่น่าเชื่อถือ ดังที่อัลมุนซีรีย์และอัลฮัยซะมีย์ได้กล่าวไว้ และดังที่ท่านได้รายงานจากอิบนุมัสอูดด้วยสายรายงานที่ดี 5/20 และอิบนุมาจะฮ์ จากอบีมัสอูด ]

หะดีษมัรฟูอ์ รายงานจากอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ ว่า

"إذا رأيت أمتي تهاب أن تقول للظالم : يا ظالم فقد تودع منهم"

เมื่อท่านเห็นประชาชาติของฉันกลัวที่จะกล่าวกับผู้กดขี่ว่า "โอ้ผู้กดขี่" ก็จะถึงกาลต้องสิ้นสูญแล้ว"

[ รายงานโดยอะหมัดใน อัลมุสนัด ชากิรเห็นว่าเป็นสายรายงานที่ซอเหียะห์ (6521) และ อัลฮัยซะมีย์อ้างจากบัซซาร์ ด้วยสายรายงาน 2 สาย หนึ่งสายเป็นสายรายงานที่ซอเหียะห์ 7/262 และรายงานจากอัลหากิม และเห็นว่าเป็นหะดีษซอเหียะห์ ซึ่งอัลซาฮาบีย์ก็เห็นด้วย ]

● ชูรอ (การให้คำปรึกษา) นาซีฮัต (การให้คำแนะนำ) อัมร์บิลมะรูฟ (ส่งเสริมความดี) และนะห์ยุอานิลมุงกัร (ห้ามปรามความชั่ว)

ศาสนาอิสลามได้บัญญัติให้การชูรอ-ปรึกษาหารือ- เป็นหนึ่งในกฎเกณฑ์ของวิถีชีวิตอิสลาม บังคับให้ผู้ปกครองต้องขอคำปรึกษา และบังคับให้อุมมะฮฺต้องให้คำแนะนำ ถึงขั้นถือว่าการให้คำแนะนำนั้นเป็นทั้งหมดของศาสนาอิสลาม อันรวมถึงการให้คำแนะนำแก่ผู้นำของชาวมุสลิม

นอกจากนี้ อิสลามยังถือว่า การส่งเสริมความดีและการยับยั้งความชั่ว(อัมร์บิลมะรูฟ และนะห์ยุอานิลมุงกัร) เป็นหน้าที่บังคับ

ยิ่งไปกว่านั้น อิสลามยังถือว่า การญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพูดความจริงต่อหน้าทรราช

أفضل الجهاد كلمة حق تقال عند سلطان جائر

"การญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพูดความจริงต่อหน้าทรราช"

(หะดีษ)

ซึ่งหมายความว่า การต่อต้านการกดขี่ข่มเหงและการคอร์รัปชั่นภายใน เป็นที่ชื่นชมของพระเจ้ามากกว่าการต่อต้านศัตรูจากภายนอก เพราะประการแรกมักเป็นสาเหตุของประการหลัง

● ผู้ปกครองในมโนทัศน์ของศาสนาอิสลาม

ผู้ปกครองในมโนทัศน์ของศาสนาอิสลาม คือตัวแทนของอุมมะฮฺหรือพนักงานที่ได้รับการว่าจ้าง และเป็นสิทธิของตัวการที่จะตรวจสอบตัวแทนหรือถอนการเป็นตัวแทนได้ตามประสงค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตัวแทนละเมิดพันธกิจที่ได้รับมอบหมายจากตัวการ

ในศาสนาอิสลาม ผู้ปกครองไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจโดยเด็ดขาด แต่ถือเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาจมีถูกมีผิด อาจเป็นคนยุติธรรมและไม่ยุติธรรม และเป็นสิทธิของประชากรมุสลิมทั่วไป ที่จะทำการแก้ไข หากผู้ปกครองทำผิด

นี่คือสิ่งที่ประกาศโดยผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวมุสลิมรองจากศาสนทูตของพระเจ้า - ขอให้พรของพระเจ้าและสันติจงมีแด่ท่าน- คอลีฟะฮ์ทั้งสี่ คุลาฟาอ์รอชิดูนอัลมะฮ์ดียูน ที่เราถูกบัญชาใช้ให้ปฏิบัติตามซุนนะห์ของพวกเขาอย่างเข้มงวด เนื่องจากถือเป็นการสืบทอดจากครูคนแรก นบีมูฮัมหมัด - ขอให้พรของพระเจ้าและสันติจงมีแด่ท่าน

ในสุนทรพจน์ครั้งแรกของคอลีฟะฮ์ท่านแรก อาบูบักร์ ท่านกล่าวว่า“ โอประชาชนของฉัน หากพวกท่านเห็นว่าฉันทำถูก ก็จงช่วยเหลือฉัน แต่หากเห็นว่าฉันทำผิดก็จงแก้ไขให้ถูก จงเชื่อฟังฉันตราบเท่าที่ฉันเชื่อฟังอัลลอฮ์ หากฉันฝ่าฝืนต่อพระองค์ พวกท่านก็ไม่ต้องเชื่อฟังฉัน"

ท่านอุมัร คอลีฟะฮ์ท่านที่ 2 กล่าวว่า " ขอพระเจ้าทรงเมตตาบุคคลที่ชี้แนะฉันถึงความผิดพลาดของฉัน” และว่า "หากเห็นว่าฉันทำผิดก็จงแก้ไขให้ถูก" พวกเขาจึงกล่าวว่า "โอ้บุตรคอตตอบ หากเราเห็นท่านทำผิด เราจะแก้ไขด้วยดาบของเรา"

ครั้งหนึ่งสตรีนางหนึ่งตอบโต้ท่านขณะปราศรัยอบู่บนแท่นมิมบัร ท่านอุมัรไม่ได้โกรธแค้นอะไรเลย ซ้ำยังกล่าวว่า "ผู้หญิงคนนี้ถูก อุมัรผิด"

ท่านอาลี ได้กล่าวกับชายคนหนึ่งที่โต้แย้งท่านว่า "ฉันมีทั้งที่ถูกและผิด"

{وفوق كل ذي علم عليم} (يوسف : 76).

"และพระองค์ทรงรู้เหนือผู้รู้ทุกคน" (ยูซุฟ : 76)

● อิสลามนำหน้าในการกำหนดหลักการ

อิสลามนำหน้าประชาธิปไตยในการกำหนดหลักการที่เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยดังกล่าว แต่ปล่อยรายละเอียดไว้สำหรับความอุตสาหะพยายามของมุสลิมในการวิเคราะห์วินิจฉัยจากแหล่งมาของบทบัญญัติ และสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางโลก พัฒนาการชีวิต ตามความเหมาะสมของเวลา สถานที่และบริบทของสังคม

.

● จุดเด่นของระบอบประชาธิปไตย

จุดเด่นของระบอบประชาธิปไตยคือ เป็นการค้นพบหลังการต่อสู้อันยาวนานกับการกดขี่ของเหล่าจักรพรรดิและกษัตริย์ทรราช ทำให้ได้พบสูตรและวิธีการที่ถือเป็นหลักประกันที่ดีที่สุดในการปกป้องประชาชนจากการกดขี่ของทรราช

ไม่มีข้อห้ามสำหรับมนุษยชาติ นักคิดและผู้นำในการคิดหาสูตรและวิธีการอื่น ๆ ที่อาจนำไปสู่สิ่งที่สมบูรณ์และเป็นอุดมคติมากกว่านี้ แต่จนกว่าสิ่งนี้จะเป็นไปได้และประสบความสำเร็จในความเป็นจริง เราคิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องอ้างอิงจากวิธีการของประชาธิปไตยในการบรรลุสู่ความยุติธรรม การปรึกษาหารือการเคารพสิทธิมนุษยชน ในการเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงของทรราชในโลกนี้

ในบรรดากฎชารีอะห์ดังกล่าวได้แก่

- สิ่งที่สิ่งวายิบ(ข้อบังคับ)ไม่อาจบรรลุผลได้โดยไม่มีสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็ถือสิ่งวายิบ(ข้อบังคับ)

- วัตถุประสงค์ใดๆ ทางกฎหมายที่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้นอกจากด้วยเหตุปัจจัยใดๆ ปัจจัยดังกล่าวก็จะมีสถานะเดียวกับเป้าหมาย

ศาสนาอิสลามไม่ห้ามอ้างอิงความคิดเชิงทฤษฎีหรือวิธีการแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริงจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะศาสดา - ขอพระเจ้าอวยพรและมอบสันติสุขให้ท่าน - รับแนวคิด“ ขุดร่องลึก” ในช่วงสงครามอะห์ซาบ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของเปอร์เซีย

และท่านใช้ประโยชน์จากนักเชลยศึกในสงครามบัดร์ เพื่อสอนหนังสือให้แก่เด็กๆที่ไม่รู้วิธีอ่านและเขียน

เพราะสติปัญญาเป็นสิ่งของที่ผู้ศรัทธาที่ทำหล่นหายไป หากเขาพบมันที่ใด เขาก็มีสิทธิได้รับมากกว่าผู้อื่น

ข้าพเจ้าได้ระบุไว้ในหนังสือบางเล่มว่า เป็นสิทธิ์ของเราที่จะอ้างแนวคิดและวิธีการที่เป็นประโยชน์ต่อเราจากผู้อื่น .. ตราบใดที่ไม่ขัดแย้งกับหลักการที่ชัดเจน หรือกฎชะรีอะฮฺที่ตายตัว

เราต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรานำมาอ้างอิง และเติมเต็มจิตวิญญาณที่จะทำให้สิ่งที่นำมานั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา และทำให้สิ่งนั้นเสียสัญชาติแรกไป

● การเลือกตั้งถือเป็นการทำหน้าที่เป็นพยานลักษณะหนึ่ง

ระบบการเลือกตั้งหรือระบบการลงคะแนน ในมุมมองของศาสนาอิสลาม ก็คือ "การทำหน้าที่เป็นพยาน" ของความถูกต้องเหมาะสมของผู้สมัคร ..

คุณสมบัติของ "เจ้าของคะแนนเสียง" จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของพยาน คือจะต้องมีความยุติธรรมและประพฤติดี ดังที่อัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจกล่าวว่า

وأشهدوا ذوي عدل منكم

"และจงให้พวกท่านผู้ที่มีความยุติธรรม จำนวน 2 คน เป็นพยาน" (อัลกุรอาน : อัตตอล้าก-การหย่าร้าง: 2)

ممن ترضون من الشهداء

"จากบรรดาผู้ที่พวกท่านยอมรับในหมู่พยาน" (Al-Baqarah: 282)

ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นพยานโดยทุจริต ก็ถือว่าได้กระทำการเป็นพยานเท็จ ซึ่งอัลกุรอานได้เชื่อมโยงกับการตั้งภาคีต่อพระเจ้า โดยกล่าวว่า

فاجتنبوا الرجس من الأوثان واجتنبوا قول الزور

"ดังนั้นจงหลีกเลี่ยงสิ่งที่น่ารังเกียจจากบรรดารูปเคารพและหลีกเลี่ยงคำพูดเท็จ (อัลฮัจญ์: 30)

ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นพยานให้ผู้สมัครเพียงเพราะเขาเป็นญาติหรือคนในท้องถิ่นของตน หรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวที่แสวงหาจากผู้สมัคร แสดงว่าเขาได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจ ที่บัญชาว่า

أقيموا الشهادة لله

"จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์" (อัลกุรอาน : อัตตอล้าก-การหย่าร้าง: 2)

และผู้ใดที่ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งของตน จนเป็นเหตุทำให้คนดีมีความสามารถสอบตก และผู้ไม่สมควรกลับได้รับเสียงข้างมาก และเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามบทบัญญัติอิสลามที่ว่าต้องเป็น"คนเก่งและดี" ถือว่าเขามีความผิดฐานปกปิดการให้การเป็นพยาน ในเรื่องที่มีความจำเป็นต่อสังคมมากที่สุด ...

และผู้ทรงอำนาจตรัสว่า:

ولايأب الشهداء إذا ما دعوا

"และพยานจะไม่ปฏิเสธหากพวกเขาถูกร้องขอ" (Al-Baqarah: 282)

ولا تكتموا الشهادة ومن يكتمها فإنه آثم قلبه

"และอย่าปิดบังพยานหลักฐาน และผู้ใดปกปิดมัน ถือว่าเขาเป็นคนใจบาป" (Al-Baqarah: 283)

คุณสมบัติและเงื่อนไขอื่นๆ ของผู้สมัครก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นคุณสมบัติที่ควรให้ความสำคัญยิ่งกว่า

เมื่อรวมถึงเงื่อนไขและแนวทางเหล่านี้ในระบบการเลือกตั้ง ในที่สุดแล้วเราจึงถือว่าเป็นระบบอิสลาม แม้ว่าจะมีการนำมาจากผู้อื่นก็ตาม

[ อ่านต่อ ตอนจบ ]

https://m.facebook.com/groups/...

หมายเลขบันทึก: 684640เขียนเมื่อ 22 ตุลาคม 2020 19:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 ตุลาคม 2020 19:05 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี