สาระในตอนที่ ๑๑ นี้ ผมตีความจากบทที่ 21 Principles and Practices of Presencing for Leading Profound Innovation and Change ของหนังสือ Theory U : Leading from the Future as It Emerges(2009) เขียนโดย C. Otto Scharmer
นี่คือเครื่องมือดึง “พลังอ่อน” (soft energy) ที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ และในปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เอามาใช้ในกระบวนการ DE ที่ผมจับมาผสมเอง ผู้เขียนหนังสือ (Scharmer) ไม่ได้ตั้งใจให้ทฤษฎีตัว ยู นี้ ถูกนำมาใช้ใน DE แต่อย่างใด การผสมพันธุ์ครั้งนี้จะเหมาะสมหรือไม่ผมไม่กล้ารับรอง
หลักการพื้นฐานของ DE และ U Theory ส่วนที่เหมือนกันคือ มีสมมติฐานว่าสิ่งที่ต้องการเรียนรู้และสร้างสรรค์นั้น มีสภาพที่ซับซ้อน (complexity) และมีการผุดบังเกิด (emergence) ของสิ่งใหม่ที่ทรงคุณค่าสูงยิ่งได้ในภาวการณ์ที่เอื้อ และผมตีความว่า กระบวนการใน DE และใน U Theory ก็เพื่อสร้างระบบนิเวศ (ecosystems) และปฏิสัมพันธ์ (relationship) ที่เอื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิสัมพันธ์ทางใจในมิติที่ลึก Scharmer บอกว่า U Theory เป็นเทคโนโลยีทางสังคม (social technology)
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีตัว ยู มี ๕ ขั้นตอนคือ
- ร่วมริเริ่ม (Co-initiating)
- ร่วมรับรู้ (Co-sensing)
- ร่วมดื่มด่ำ (Co-presencing)
- ร่วมสร้างสรรค์ (Co-creating)
- ร่วมวิวัฒน์ (Co-evolving)
จะได้ลงรายละเอียดโดยสังเขป ในแต่ละขั้นตอนของทฤษฎีตัว ยู เพื่อการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงระดับลึก โดยผมตีความประยุกต์เข้ากับ DE
ร่วมริเริ่ม : ฟังเสียงคนอื่น และฟังเสียงภายในตน
เสียงคนอื่นมีความดัง มีทั้งที่มีคลื่นเสียงและไม่มีคลื่นเสียง (อวัจนะภาษา) เสียงภายในตนไร้คลื่นเสียง แต่ตามปกติเรามักไม่ได้ยินทั้งคู่ เพราะใจไม่เปิด
นี่คือขั้นตอนของการฝึกเปิดใจ
เน้นที่การฟัง ฟังจนค้นพบเป้าหมายร่วมที่ทรงคุณค่า ฟังเพื่อเชื่อมโยงคุณค่า และเชื่อมใจ เชื่อมสู่มิติที่ลึก และมิติที่กว้าง เทคนิคสำคัญคือ ให้ได้ยินเสียงของคนอื่นอยู่ภายในตน ที่เทคนิค Design Thinking เรียกว่า Empathize ที่นักศึกษาแพทย์สมัยกว่าห้าสิบปีก่อนได้รับคำสั่งสอนว่า “ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
เขาบอกว่า สิ่งที่ต้องการในขั้นตอนนี้คือความอดทน (perseverance) เพราะกว่าเป้าหมายที่ทรงคุณค่าร่วมกันจะโผล่ออกมาอาจผ่านเส้นทางที่ขรุขระ หรือมีอุปสรรคขวากหนามมากมาย ตรงนี้แหละครับ ที่กระบวนกร (facilitator) ที่เก่งจะช่วยได้มาก และผมคิดว่า facilitator ของ DE มีส่วนต่างทั้งที่ง่ายกว่าและที่ยากกว่า
ที่ง่ายกว่าคือ ใน DE ผู้เข้าร่วมกระบวนการรู้เป้าหมายอยู่แล้วว่าต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรร่วมกัน และสิ่งที่ยากกว่าก็คือเรื่องเป้าหมายนั่นแหละ ที่คิดว่ามีร่วมกันนั้น พอทำกระบวนการสานเสวนา (dialogue) ลงรายละเอียดก็จะพบว่าแต่ละคนตีความต่างกัน ในบางกรณีถึงกับเข้าใจไปในทางตรงกันข้ามก็มี DE facilitator จึงต้องเริ่มงานแรกที่การร่วมกันทำความเข้าใจเป้าหมายในมิติที่ลึก ในกลุ่มผู้ใช้ผลการประเมินหลัก (primary intended evaluation users) โดยรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และสานเสวนากันจนได้ข้อยุติร่วมกัน และนี่คืองานชิ้นแรกที่กระบวนกรจะต้องแสดงฝีมือ เพื่อเรียกความยอมรับนับถือของผู้เข้าร่วมกระบวนการ
เขาบอกว่า การเข้าร่วมแบบ buy-in นั้นยังไม่ดี สู้ร่วมเป็นเจ้าของความคิดไม่ได้ เพราะ “ซื้อ” นั้น ความคิดหรือสิ่งของเป็นสิ่งที่คนอื่นทำ แต่ร่วมเป็นเจ้าของความคิด เป็นการได้ “ทำมากับมือ” (ที่จริงใช้ใจ และสมอง)
เขาบอกว่า “เป็นเจ้าของ” (ownership) สู้ “เป็นเจ้าของร่วม” (belonging) ไม่ได้ เพราะความรู้สึกแบบหลังมีพลังร่วมแฝงอยู่ คือมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ไม่ได้มองว่าตนเองผูกขาดความเป็นเจ้าของทั้งหมด ความคิดแบบผูกขาดความเป็นเจ้าของจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำให้พลังร่วมอ่อนแอ รวมทั้งเป็นสัญญาณบอกว่าผู้นั้นยังไม่เข้าใจธรรมชาติความซับซ้อน (complexity) ของเรื่องที่กำลังพัฒนา
ขวากหนามของการ “ร่วมริเริ่ม” (co-initiating) มี ๓ ประการ ได้แก่ อำนาจ (power – ความต้องการเข้าควบคุมหรือครอบงำ), ความเป็นเจ้าของ (ownership – ความต้องการเข้าครอบครอง), และเงินหรือผลประโยชน์ หากโครงการใดมี ๓ มารนี้เข้าผจญ ก็ควรยุติ ไม่ควรดันทุรังทำต่อไป ดังนั้นทางที่ดีคือต้องมีวิธีป้องกันมารทั้งสาม ไม่ให้เข้ามาในวงได้ ดังนั้น สิ่งที่นัก DE พึงระมัดระวังคือ อย่าหลวมตัวถูกใช้เป็นหมากของมารตัวใดตัวหนึ่ง
อาวุธของกระบวนกรของ DE คือ อย่าใช้วิธีบอกและสอน (telling and teaching) แต่ให้ใช้วิธีถามและเรียนรู้ (inquiring and learning) โดยกระบวนกรต้องมีอาวุธที่ “คม” แต่ไม่ “บาด” หรือ “คมแต่นุ่ม(นวล)” ใช้วิธีถามจนผู้เข้าร่วมฉุกคิด และคิดออกเอง ในลักษณะ “คิดออกร่วมกัน” หรือตกลงกัน ที่สำคัญคือ ทุกคนเป็นผู้ชนะ ไม่มีสภาพที่มี winner กับ loser
เพื่อบรรลุสภาพ “ร่วมริเริ่ม” หนังสือเสนอ “มรรค ๘” ดังต่อไปนี้
- ความมุ่งมั่นที่จะร่วมเดินทางไปกับกลุ่ม
- เชื่อในความฉลาดของ “ใจ”
- เชื่อมโยงกับสมาชิกกลุ่มด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่จะผุดบังเกิดขึ้นในอนาคต
- มีผู้มีอำนาจตัดสินใจที่เชื่อในเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อยู่ในการประชุมกลุ่มแกนนำทุกครั้ง
- มีนักเคลื่อนไหวที่มีไฟในเรื่องนั้นอยู่ในกลุ่มแกนนำ
- มีบุคคลในกลุ่มที่มักถูกมองข้าม หรือไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง (เช่นนักเรียน ในกรณีการพัฒนาการศึกษา) อยู่ในกลุ่มแกนนำ
- มีบุคคลที่สามารถให้ความรู้ยามต้องการได้ อยู่ในทีมสนับสนุน
- จัดกาละ เทศะ และบริบท ของกระบวนการกลุ่มให้เกิดการสร้างแรงบันดาลใจร่วม
ร่วมรับรู้
สู่พื้นที่ทรงพลังยิ่งใหญ่ โดยฟังด้วยใจและหัวใจที่เปิดกว้าง
เป็นการฝึกเปิดใจ เปิดหัวใจ ออกไปจากความเคยชินเดิมๆ เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ หากไม่มีขั้นตอนนี้ เป้าหมายอาจไม่ฉีกแนวจากความเคยชินเดิมๆ หนังสือเสนอเครื่องมือ ๕ ชิ้นคือ
- จัดตั้งคณะทำงานสร้างต้นแบบ (prototyping team) ที่เจริงเอาจัง โดยมีสมาชิกที่ไม่อาวุโสมาก ที่มีทั้งไฟและความสามารถสูง และมีความแตกต่างหลากหลาย เขายกตัวอย่างกลุ่มเล็ก ๕ คน ไปจนถึงกลุ่มใหญ่ ๕๐ คน ซึ่งมากเกินไป ต้องแยกกลุ่มย่อย คณะทำงานนี้ทดลองทำงานสร้างต้นแบบ ใช้เวลา ๓ – ๖ - ๙ เดือน เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ เริ่มจากการประชุมปฏิบัติการเริ่มโครงการ เพื่อร่วมกันทำความชัดเจนที่เป้าหมาย โดยร่วมกันตอบคำถาม what, why, how, who, when, where ดังตัวอย่าง อะไร คือสิ่งที่ต้องการสร้าง ทำไม สิ่งที่จะสร้างจึงมีความสำคัญ อย่างไร - กระบวนการที่จะสร้างได้สำเร็จ ใคร เป็นผู้แสดงบทบาทอะไร เมื่อไรและที่ไหน - เส้นทางดำเนินการ ในการประชุมปฏิบัติการครั้งแรกนี้ต้องทำความรู้จักกันว่า แต่ละคนมีภูมิหลังอย่างไร จึงมาเป็นสมาชิกของทีม และร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจต่อสิ่งที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ ที่เป็นความหวังแห่งอนาคต
- ผ่านประสบการณ์ที่ช่วยให้หลุดจากกรอบความคิดเดิม ฝรั่งเรียก deep dive journey ในลักษณะดำลงไปที่ก้นทะเลเพื่อได้เห็นทัศนียภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเรียกว่า open eye เป็นการพาผู้อำนวยการโรงเรียนและครูแกนนำไปดูงานจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามแนว active learning ให้เห็นบรรยากาศสภาพแวดล้อมของโรงเรียน กิจกรรมในห้องเรียน และบุคลิกของนักเรียน ต่างจากโรงเรียนโดยทั่วไปอย่างไร โดยต้องมีการเตรียมตัวก่อนไปผ่านประสบการณ์ เพื่อให้มีข้อมูลพร้อมต่อการดูงาน มีกติกาการปฏิบัติตัวหรือห้ามทำ (เช่น ให้ปิดสวิตช์โทรศัพท์มือถือตลอดเวลาดูงาน) และมีกิจกรรม reflection ทันทีที่ดูงานเสร็จ
- เฝ้าสังเกต โดยไม่ตัดสิน เพื่อช่วยให้สังเกตเห็นรายละเอียด ที่คนทั่วไปมักมองข้าม
- ฝึกฟังอย่างลึก และสานเสวนา เชื่อมประสานกับผู้อื่นด้วยใจ หัวใจ และกำลังใจ
- สร้างอวัยวะรับรู้ร่วมกัน เพื่อเป็นการรับรู้ร่วมกันของกลุ่ม เครื่องมือที่เขาแนะนำคือ World Café ซึ่งมีหลักการ ๗ ประการคือ (๑) ชี้ให้เข้าใจบริบท (๒) สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง (๓) ตั้งคำถามที่ช่วยสร้างความชัดเจน (๔) ส่งเสริมให้ทุกคนถามหรือออกความเห็น (๕) เชื่อมโยงมุมมองที่ต่างกัน (๖) ฟังอย่างลึกเพื่อเข้าใจแจ่มแจ้ง และถามเพิ่ม (๗) เก็บเกี่ยวข้อค้นพบ เพื่อแชร์ในวงใหญ่
จะเห็นว่า แนวทางของทฤษฎีตัว ยู ต้องมีการเตรียมสมรรถนะของสมาชิกทีมให้มีการรับรู้ที่ละเอียดอ่อน และมีสมรรถนะของการรับรู้ร่วมกัน ซึ่งในกิจกรรมของ DE หากสมาชิกกลุ่ม primary evaluation users มีสมรรถนะของการรับรู้ที่ละเอียดอ่อนได้ ก็จะเป็นการดี แต่สมาชิกเหล่านี้อาจไม่ค่อยมีเวลา การจัดกิจกรรมเพื่อฝึกสมรรถนะในการ “ร่วมรับรู้” (co-sensing) ในกลุ่มแกนนำของ DE จึงต้องพิจารณาตามความเหมาะสม
ขั้นตอนที่สองนี้ มีเป้าหมายให้ทีมแกนนำได้เข้าไปฝังตัว อยู่ในพื้นที่และบรรยากาศที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้มีความละเอียดอ่อน มีศักยภาพต่อการผุดบังเกิดสูง ขั้นตอนต่อไปคือ “ร่วมดื่มด่ำ” (co-presencing) เพื่อเปิดโอกาสให้ “พลังด้านใน” ออกกระทำการ สู่ “การผุดบังเกิด” (emergence)
ร่วมดื่มด่ำ
ร่วมดื่มด่ำ (co-presencing) โดยการประชุมแบบ retreat และการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflect) ใช้ความเงียบและแรงบันดาลใจเป็นพลัง เพื่อเปิดโอกาสให้การรู้จากด้านใน (inner knowing) เชื่อมโยงกับความเป็นไปได้แห่งอนาคต เผยตัว (emerge) ออกมาเอง
ในขั้นตอนที่สามของการเดินทางรูปตัว ยู นี้ เป็นการรวมตัวกันของ “การดำรงอยู่” (presence) สามแบบ คือ การดำรงอยู่ของอนาคต ของอดีต และของตัวตนที่แท้ (authentic self)
เพื่อเปิดทางให้มีการเกิดใหม่ของตัวตนที่แท้แห่งอนาคต แต่ละคนต้องสลัดตัวตนแห่งอดีตทิ้งไป ซึ่งเป็นเรื่องยาก และเรามักขัดขืนแล้วขัดขืนเล่า วิธีการลดละตัวตนของเดิม ทำได้โดยไม่ฟังเสียงแห่งปีศาจทั้งสาม ได้แก่เสียงแห่งการตัดสิน (VOJ – Voice of Judgement) เสียงแห่งการเยาะเย้ยถากถาง (VOC – Voice of Cynic) และ เสียงแห่งความกลัว (VOF – Voice of Fear) และปล่อยให้ตัวตนแห่งอดีตสลายไป
วิธีเอาชนะปีศาจทั้งสาม ทำโดยใช้ภาษาแห่งความดีทั้งสาม ได้แก่ ความจริง (truth หมายถึงอยู่กับใจที่เปิดรับ), ความรัก (love หมายถึงหัวใจที่เปิดกว้าง), และความกล้า (courage หมายถึงกล้าอยู่กับความตั้งใจที่เปิดกว้าง)
เขาแนะนำให้ฝึกสมาธิ ๔ ขั้นตอน โดยเขียนบันทึกเชิงสะท้อนคิด หรือจินตนาการเป็นภาพก็ได้
- 1. สถานการณ์ใดในชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตการงานที่เชื่อมโยงกับพลังภายในตนดีที่สุด
- 2. จินตนาการว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์นี้จะสามารถงอกงามออกเป็นอนาคตแบบไหน ที่เชื่อมโยงกับพลังที่ดีที่สุดของตัวคุณ
- 3. หากคุณจะสร้างอนาคตดังกล่าว คุณต้องลดละเลิกสิ่งใดบ้าง สิ่งใดในตัวคุณที่ต้อง “ตาย” ไป เพื่อการเกิดใหม่ของอนาคต
- 4. หากคุณเสี่ยงลงมือทำ แล้วโครงการนี้ล้มเหลว สภาพเลวร้ายที่สุดเป็นอย่างไร คุณพร้อมจะเผชิญสิ่งนั้นหรือไม่
ทฤษฎีรูปตัว ยู มีสมมติฐานว่า มนุษย์ทุกคนเสมือนเป็นคนสองคนอยู่ในร่างเดียวกัน คนหนึ่งเป็นคนในปัจจุบันที่ผ่านประสบการณ์ในอดีต อีกคนหนึ่งเป็น “เงา” ที่จะกลายเป็นอีกคนหนึ่งผ่านการเดินทางสู่อนาคต หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่า มนุษย์แต่ละคนเป็นทั้งบุคคลแห่งอดีตและบุคคลแห่งอนาคตอยู่ในร่างเดียวกัน และขั้นตอน “ร่วมดื่มด่ำ” (co-presencing) เป็นกระบวนการนำเอา “บุคคลแห่งอดีต” และ “บุคคลแห่งอนาคต” มาคุยและฟังกัน
นี่คือการเดินทางลงสู่จุดล่างสุดของตัว ยู ที่เป็นพื้นที่ทางสังคมระดับลึก (deep social field) ที่ผู้คนสื่อสารกันด้วยภาษาที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง โดยมีเครื่องมือช่วย ๓ ตัวคือ
- ก. ความสงบเงียบ (intentional silence) เพื่อช่วยให้เชื่อมโยงกับเสียงก้องแห่งอนาคตได้ดีขึ้น แต่ละคนชอบวิธีฝึกอยู่กับความสงบไม่เหมือนกัน เช่นบางคนชอบไปอยู่กับธรรมชาติ บางคนทำสมาธิ บางคนสวดภาวนา ปฏิบัติโยคะ หรือชี่กง
- ข. ลิขิตชีวิตของตนเอง ทำสิ่งที่รัก รักสิ่งที่ทำ ไม่ตกเป็นทาสของกระแสสังคม ในสภาพชีวิตที่มุ่งมั่นแบบนี้ การเดินทางแห่งชีวิตจะช่วยให้อนาคตเผยออกมาเอง เพราะพลังภายในตนและพลังจักรวาลจะเข้ามาทำหน้าที่ ยิ่งสิ่งที่ชอบและลงมือทำเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงต่อส่วนรวมหรือต่อสังคม พลังทั้งสองจะออกมากระทำการอย่างแข็งขัน ในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ ยิ่งยามเผชิญวิกฤติหรือความยากลำบาก พลังลี้ลับทั้งสองจะยิ่งมีพลังสูง มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือการปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในมนุษย์ ที่มีพลังสูงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าในยุคสมัยใด มนุษย์เราตกเป็นทาสของระบบและสภาพแวดล้อม น้อยคนที่จะมีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง
- ค. พื้นที่แห่งการดำรงอยู่เพื่อสร้างสรรค์อนาคต (Circle of Presence) เป็นชุมชนของคนที่ร่วม “เดินทาง” ไปด้วยกัน ซึ่งก็คือการมีกัลยาณมิตรร่วมทางนั่นเอง โดยในทางปฏิบัติมีหลักการ 4P คือ place, people, purpose, และ process Place หมายถึงมีสถานที่ที่เป็นสัปปายะสถาน และมีความเป็นส่วนตัวสำหรับพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ People หมายถึงกลุ่มคน ๕ - ๖ คน (มากไปไม่ดี) ที่มีจริตร่วมกันที่จะแสวงหาอนาคตที่บังเกิดใหม่ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ Purpose หมายถึงเป้าหมายอันทรงคุณค่าที่สมาชิกกลุ่มร่วมกันกำหนด เป็นเป้าหมายของกลุ่ม ที่เชื่อมโยงกับภาพใหญ่ในโลกหรือสังคม Process หมายถึงกระบวนการที่ใช้เพื่อการเรียนรู้และฝึกฝนสมรรถนะด้านในเพื่อการทำงานสร้างสรรค์สู่อนาคต
ร่วมสร้างสรรค์
ขั้นตอนนี้เป็นเพียงร่วมสร้างต้นแบบหน่วยงานเล็กๆ เพื่อทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นการเรียนรู้เพื่อค้นหาอนาคต ผ่านการปฏิบัติจริง และเป็นวงจรการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว โดยมีการทำซ้ำ หลังจากได้รับ feedback จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นขั้นตอนที่ตรงกับงาน DE ที่มีการนำเสนอข้อมูลจากการประเมินผลงานเพื่อให้กลุ่ม intended primary users ของ DE ร่วมกันสะท้อนคิด สำหรับให้ทีมพัฒนานำไปปรับปรุงงานต่อไป
ในขั้นตอนนี้มีเครื่องมือ ๕ ชิ้นคือ
- ก. ใช้พลังของความตั้งใจมั่น(The Power of Intention) ทำให้วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นมีความชัดเจนซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกับอนาคตที่รออยู่ ขอย้ำว่าเป้าหมายต้องทรงคุณค่าและมีพลัง แล้วลงมือทำอย่างมุมานะบากบั่น ผจญกับอุปสรรคอย่างไม่ท้อถอย รวมทั้งมีวงจรเรียนรู้คู่ไปกับการปฏิบัติงาน แล้วพลังแห่งอนาคตจะมาบรรจบกับพลังของทีมอย่างไม่รู้ตัว ในหนังสือใช้คำว่า spiritual energy economics เครื่องมือที่เขาแนะนำให้ใช้ก้าวข้ามอุปสรรคได้แก่ Creative tension exercise และการกำหนดลำดับความสำคัญของงาน และจัดการเวลา
- ข. ตั้งทีมแกนนำ (Core Group) เป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย (เช่น ๕ คน) ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับองค์กรหรือสังคมส่วนรวมเพื่อสื่อสารเป้าหมายที่ทรงคุณค่า ความก้าวหน้า และเพื่อเกิดพลังร่วม ที่ดึงดูดผู้คนและทรัพยากรเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า งานสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องของทุกคน
- ค. สร้างหน่วยงานเล็กๆ ขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อให้อนาคตที่จะผุดบังเกิดมีที่เกิด เท่ากับเป็นการสร้างพื้นที่ทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป้าหมายสำคัญคือเพื่อได้ feedback จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย สำหรับนำมาเรียนรู้และปรับปรุงวิธีการต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นตอนนี้หากนำเอา DE หรือบางส่วนของ DE มาประยุกต์ใช้ ก็น่าจะทำให้ได้รับ feedback ที่ลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น ในทำนองที่เป็นช่องทางให้ “พลังจักรวาล” เข้ามาร่วมงาน และได้พลังการมีส่วนร่วมของ stakeholders ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- ง. บูรณาการสมอง ใจ และมือ ใช้มือเป็นผู้นำ อย่าใช้สมองเป็นผู้นำ ซึ่งหมายความว่าให้เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ อย่าเน้นเรียนรู้จากการคิด ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลใหม่ที่ได้จากการปฏิบัติเป็นฐานการคิด ไม่ให้ความรู้เก่าความคิดเก่าๆ เข้ามารบกวน โอกาสผุดบังเกิดของอนาคต
- จ. ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ สร้างแล้วปรับ และสานเสวนากับโลก อย่ายึดติดกับแนวคิดและรูปแบบที่ลองสร้างชิ้นแรก ให้ลองสร้างแล้วขอ feedback นำมาปรับปรุง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหาทางเรียนรู้จากโลก หาทางให้ได้รับ feedback จากหลากหลายทางที่สุด รวมทั้งจากส่วนลึกของใจตนเองด้วย จากกระบวนการ critical reflection
ร่วมวิวัฒน์
ร่วมวิวัฒน์ (Co-evolving) โดยขยายระบบนิเวศของนวัตกรรมที่สร้างขึ้นโดยการชี้นำของภาพใหญ่ที่ผุดบังเกิด
ขั้นตอนของการสร้างนวัตกรรมคือ prototyping, piloting, และ evolving ตามลำดับ มีการทบทวนและประเมินเป็นระยะๆ ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศขององค์กร และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน เพื่อให้นวัตกรรมนั้นกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (new normal) คือเป็นการ institutionalize นวัตกรรมนั้น
เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ ต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ๓ ประการคือ
- ร่วมวิวัฒน์ระบบนิเวศของนวัตกรรมเพื่อให้สมาชิกได้ประจักษ์และประพฤติปฏิบัติตามสภาพของระบบที่ผุดบังเกิดใหม่
- สร้างโครงสร้างพื้นฐานของนวัตกรรมโดยสร้างพื้นที่ปลอดภัยและมีคนช่วยโค้ชให้แก่พนักงานหรือสมาชิกของสังคม พื้นที่ปลอดภัยมี ๔ มิติคือ พื้นที่ทางกายภาพ พื้นที่เสมือน พื้นที่ทางสังคมอารมณ์ และพื้นที่ของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน (shared purpose) เมื่อมีนวัตกรรมเกิดขึ้นไม่ว่าในระดับใด ต้องดำเนินการช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องมีความรู้สึกว่า นวัตกรรมนั้นให้พื้นที่ที่เป็นความสุขความพอใจของสมาชิก
- สร้างรูปแบบการดำเนินการตามนวัตกรรมในหน่วยย่อยจนเกิด transformation เชิงวัฒนธรรม ให้หน่วยอื่นๆ นำไปใช้ได้
หลักการที่เป็นรากฐาน
กระบวนการของทฤษฎีรูปตัว ยู นำมาประยุกต์ใช้ได้ ๓ ประการคือ (๑) ใช้เป็นกระบวนการ ซึ่งก็คือการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ตามทฤษฎีรูปตัว ยู (๒) ใช้เป็นชุดหลักการและวิธีปฏิบัติ ซึ่งก็คือรายละเอียดต่างๆ ตามในบทนี้ และ (๓) ใช้เชื่อมโยงกับแหล่งที่มา (Root Principles) ของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ แหล่งคือ
- ก. มาจากความตั้งใจ (Intentional grounding) หมายถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาจากความตั้งใจและความเอาใจใส่ ของผู้เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง ในกรณีนี้สามารถใช้กระบวนการรูปตัว ยู เสริมความเข้มแข็งของความตั้งใจนี้ได้หลากหลายแบบ เช่น เมื่อมีการประชุมร่วมกัน ใช้เวลาตอนเริ่มต้น ๕ - ๑๐ นาที ให้สมาชิกแต่ละคนได้กล่าวถึงความคาดหวังความเป็นไปได้ในอนาคตในเรื่องนั้นๆ และในทุกกิจกรรม มีคนคอยกล่าวย้ำความคาดหวังนั้นบ่อยๆ เขาเตือนว่า เมื่อเริ่มต้นสมาชิกทุกคนอาจเอาจริงเอาจังกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน แต่เมื่อเกิดความสำเร็จในเบื้องต้น อาจชักนำให้มีปีศาจเข้าสิงสมาชิกบางคน ปีศาจนี้มี ๓ ตนคือ ลาภ ยศ อำนาจ เข้ามาเป็นเป้าหมายแฝง ซึ่งจะทำให้ความเข้มแข็งของกลุ่มซวนเซ จึงต้องมีวิธีป้องกันไว้ก่อน
- ข. มาจากปฏิสัมพันธ์(Relational Grounding) หรือพื้นที่ทางสังคม (social field) เมื่อมีคนสองคนขึ้นไปมามีปฏิสัมพันธ์กัน กระบวนการของทฤษฎีรูปตัว ยู จะช่วยให้เกิดพื้นที่แห่งปฏิสัมพันธ์ทั้งต่อภายนอก และต่อภายในตน รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ต่อจักรวาล และช่วยให้เข้าใจตนเองมากขึ้น ปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวนำไปสู่การสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ได้
- ค. มาจากสภาพความเป็นจริงของสังคม (Authentic Grounding) กระบวนการรูปตัว ยู เป็นเสมือน “กระบวนการหายใจทางสังคม” (social breathing process) คือด้านซ้ายของตัว ยู เป็นเสมือนกระบวนการหายใจเข้า เป็นการรับเอาสิ่งต่างๆ เข้าไป ด้านขวาของตัว ยู เสมือนกระบวนการหายใจออก ปลดปล่อยความเป็นไปได้ของอนาคตออกไป ตรงก้นบึ้งของตัว ยู มีจุดเล็กๆ ที่เป็นรอยต่อ ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ แห่งอดีต กับองค์ประกอบแห่งอนาคต หากมองที่บุคคล การเดินตามเส้นทางรูปตัว ยู เมื่อถึงจุดหักที่ก้นบึ้ง ตัวตนแห่งอดีตจะหายไป เกิดเป็นตัวตนใหม่ที่จะร่วมพัฒนานวัตกรรมสังคมร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ของกลุ่ม
กระบวนการตามทฤษฎีรูปตัว ยู นี้ สามารถนำมาใช้ประยุกต์ใน DE ได้ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการสร้างความละเอียดอ่อนด้านในของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ที่จะเข้าฝึกกระบวนการต้องมีเวลา แต่ผมเชื่อว่า กระบวนกรของ DE ที่มีประสบการณ์สูง สามารถนำเอาวิธีการตามแนวทฤษฎีรูปตัว ยู นี้มาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม เพื่อให้พลังเรียนรู้จากการร่วมกันใคร่ครวญสะท้อนคิดมีพลังยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากเยอรมนี
วิจารณ์ พานิช
๖ ก.ย. ๖๓