อาจจะต้องทำทันที ทำแล้วทำอีก โดยไม่มีเงื่อนไข ทำด้วยความอดทนและอดกลั้น เพราะปัจจัยบางอย่างมันไม่ได้เอื้อ แต่หน้าที่ของโรงเรียนคือต้องทำ คุณภาพและผลสัมฤทธิ์ สองสิ่งนี้มิได้มีไว้เพื่ออวดใคร แต่เป็นตัวชี้วัดทั้งระบบ ที่มีผลกระทบไปทุกภาคส่วนจริงๆ
คุณภาพ..ประเมินค่าที่การจัดการ ตัวชี้วัดอยู่ที่ระบบงานการประกันคุณภาพภายใน มิใช่มองกันแค่เอกสาร แฟ้มสะสมงาน แต่สุขภาพอนามัย ต้นไม้ แหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม ก็หมายรวมถึงคุณภาพที่ต้องมี ต้องดีและทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสัมฤทธิ์ เริ่มต้นที่การอ่านและพัฒนาการของคะแนนแต่ละสาระฯสูงกว่าฐานเป้าหมายของ รร. ท้ายที่สุดก็ดูที่ NT ป.๓ และ ONET ป.๖ เมื่อเทียบคะแนนระดับชาติ
คุณภาพและผลสัมฤทธิ์จะไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว อันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิดและติดอยู่ที่เรื่องของหลักสูตร หากครูยังยึดติดและไม่ออกจากพันธนาการ ทุกอย่างจะจบแบบที่ไม่สวยงามนัก
เพราะ..ชั้น ป.๑ – ป.๒ ต้องเรียนรู้ลึกและกว้างมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงควรเรียนรู้ทักษะพื้นฐาน เรียนรู้เครื่องมือเพื่อการใฝ่รู้ใฝ่เรียนก็พอ คือ อ่าน เขียน และคิดคำนวณ
หากรากฐานของ..ทักษะ..พื้นฐานไม่แข็งแกร่งมั่นคง..เราจะหวังคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ได้อย่างไร? ในเมื่อการวัดและประเมินผล(การสอบ)ต้องอาศัย “การอ่าน”เชิงวิเคราะห์ทั้งสิ้น

ผมและครูทั่วประเทศ ไม่เห็นด้วยเลย กับ NT – ONET แต่เราปฏิเสธไม่ได้ เมื่อหลีกหนีไม่พ้น ก็ต้องปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน..ผมจึงเน้นการอ่านการเขียน ตั้งแต่ชั้น ป.๑ และ ป.๒
มากกว่าสาระอื่นใด ให้ความสำคัญกับการสอนซ่อมเสริม และเติมเต็มทุกรูปแบบ..
ผมบอกครูอยู่เสมอว่าอย่าอ้าง..ว่าเด็กแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน..และอย่าอ้างว่าเด็กทำคะแนนไม่ได้ แต่ก็หุงข้าวเป็น ทำงานเป็นและพึ่งตนเองได้..แต่จงตอบโจทย์ตัวเองก่อนว่าเตรียมความพร้อมแค่ไหนที่จะนำนักเรียนเข้าสู่สนามสอบ....
ในเมื่อเด็กต้องสอบในวิชาหลักแต่ครูไม่ได้เรียนจบวิชาเอกนั้นๆ และไม่มีความถนัดเลย...

เมื่อครูวิเคราะห์และเข้าใจตนเองแล้ว ก็ต้องวิเคราะห์ผู้เรียนและวิเคราะห์ตัวชี้วัดที่เป็นปัญหาในแต่ละวิชา ซึ่งเป็นปัญหาจริงๆของผู้เรียน จนถึงขนาดเป็นปัญหาของโรงเรียนตลอดมา
เพราะที่ผ่านมานั้น ผลของคะแนนในภาพรวม อาจจะดูสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ หรือในบางรายวิชาจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไม่มากนัก แต่แนวโน้มของค่าเฉลี่ยทุกวิชารวมกันเริ่มต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าการสอนโดยใช้แบบเรียน และใช้การ “ติว” เท่านั้น อาจจะไปไม่รอด
ที่สำคัญที่สุด..คนออกข้อสอบไม่ได้สอน..และคนสอนมิได้เป็นนักประเมินผล จึงถึงเวลาแล้วที่ครูผู้สอนจะต้องกางตัวชี้วัดทั้งระบบ และศึกษาเรียนรู้เทคนิคการสอนที่ฝึกให้นักเรียนคิดและวิเคราะห์..การทดลองตั้งคำถามของครู อาจมิได้มีเพียงคำตอบเดียวและต้องไม่มุ่งเน้นการท่องจำอีกต่อไปแล้ว
แต่ต้องฝึกให้เด็กอ่านข้อความ(โจทย์) สังเกต จับประเด็น และคิดวิเคราะห์หาคำตอบ..
ทุกปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าครูสูญเสียโอกาสทั้งการสอนและการสอบ ในเมื่อเด็กร้อยละ ๘๐ อ่านได้และอ่านคล่อง แต่นำไปใช้ในกระบวนการสอบไม่ได้เลย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการเรียนรู้ทักษะชีวิตในระยะยาวได้
วันนี้..ประชุมรับทราบทุกตัวชี้วัดที่ต้องใช้สอบONET เป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือการสอนเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านตัวชี้วัดนั้นอย่างมีทักษะ ซึ่งครูจะต้องสร้างเครื่องมือด้วยตนเองด้วย มากกว่าที่จะใช้ “ข้อสอบเก่า”เพียงอย่างเดียว..

ดังนั้น ปัญหายิ่งยาก หากยังแก้แบบเดิม ทำแบบเดิมๆ ผลก็จะได้เท่าเดิมหรือต่ำกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทำไม?เราจึงไม่คิดหาวิธีที่ดีกว่า ผลจะเป็นอย่างไรอาจจะยังไม่รู้ได้ แต่เราก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว
ถึงแม้ว่าจะไม่มีวิธีการสอนใดที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับผู้เรียนและบริบท แต่ที่สำคัญต้องหมั่นประเมินตนเองและต้องยอมรับว่าเรายังทำดีไม่พอ หรือยังทำไม่ดีที่สุด..ก็เป็นได้...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๑ กันยายน ๒๕๖๓