ในภาษาอังกฤษมีสำนวน to call the shotsแปลว่า สามารถออกคำสั่งได้ หรือ มีอำนาจ(power) ในการตัดสินใจ ลองมาดูตัวอย่างประโยคนะครับ <p> I’m just the assistant manager; it’s the manager who calls the shots.</p> <p> ผมเป็นเพียงผู้ช่วยผู้จัดการเท่านั้น ผู้จัดการคนเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด</p> <p> We have no power to make the decisions; it’s our boss who calls the shots. </p><p>(สังเกตไหมครับว่า call เติม s เพราะเราถือว่า the manager เป็นเอกพจน์ มีคนเดียว กริยาตาม who มาคือ call ต้องเติม s เป็น calls)</p> พวกเราไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆเลย เจ้านายเราเท่านั้นที่มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจ <p> </p><p> In that house, it’s the wife that controls the money. She calls the shots, not her husband.</p><p></p><p> บ้านหลังนั้นภรรยาคุมการเงินทั้งหมด เธอเป็นผู้ตัดสินใจทุกประการไม่ใช่สามีเธอ </p><p> </p><p align="justify"> จากประโยคนี้ผู้เขียน งง งง แล้วเกิดคำถามว่า 1.ในบ้านใครควรดูแลเรื่องการเงิน ภรรยาสามี หรือหารกัน 2. สามีควรนำเงินมาให้ภรรยาทั้งหมดหรือไม่ หรือควรตกลงกันอย่างไร </p><p align="justify"></p><p align="justify"> โปรดช่วยคุณครูขี้สงสัยด้วย คิดว่าช่วยข้าน้อยและท่านอื่นๆที่สนใจเพื่อเป็นวิทยาทาน(เผื่อมีโอกาสได้นำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต จะมีโอกาสไหมเนี่ย… ) </p><p align="justify"></p><p align="justify"></p><p align="justify">
</p><p align="justify"></p><p style="text-align: justify">หมายเหตุ ดีใจที่ได้ทั้งภาษาอังกฤษและเรื่องครอบครัวเรียกว่า Kill two birds with one stone (ยิงปืนนัดเดียวได้
)</p><p align="justify"></p>
ภรรยาหรือสามี…. ใครเป็นคนตัดสินใจ(ภาษาอังกฤษกับคุณครูขี้สงสัย)
เจตนาจะอธิบายสำนวน to call the shots แต่อยากได้ความรู้เสริม ใครก็ได้ช่วยคุณครูขี้สงสัยหน่อยเถอะ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นางสาว ปวีณา ชูราศรี · 19 ธ.ค. 2549
นางสาว ปวีณา ชูราศรี · 19 ธ.ค. 2549
ทีมงานซ่อมบำรุง · 19 ธ.ค. 2549
Prof. Vicharn Panich · 19 ธ.ค. 2549
CKO Science, CMU. · 19 ธ.ค. 2549
IS · 19 ธ.ค. 2549
แฮะ แฮะ อันนี้กัลยาตอบไม่ได้ คงต้องหา husban ให้ได้เป็นตัวเป็นตน วันนั้น.. จะมาตอบคำถาม
.... มันจะนานเกินไปรึเปล่าน้อ...
ขอบคุณนะคะ กับความรู้สั้นๆ แต่ได้ใจความ
husband หนูพิมพ์ตก .... มันเป็นลางแน่ๆ เลย ว่าชาตินี้หนูจะหาไม่ได้
สามีหาภรรยาเก็บเงินค่ะ เข้าตำราเงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ เก็บอย่างเดียวไม่จ่ายค่ะ หาเงินมาได้ต้องให้ภรรยาให้หมดสิค่ะ แล้วจะให้จ่ายวันละ 20 บาท จะได้มาหวัดดีเมียทุกเช้า ๆ ก่อนออกจากบ้าน ได้เจอหน้ากันทุกเช้าครอบครัวจะได้อบอุ่นค่ะ นี่เป็นโครงการในอนาคตเลยนะคะเนียะ
ตอนไม่สบายพอดีคุณหมอให้น้ำเกลือเกินโควตาค่ะ บ้านก็อยู่ใกล้ทะเลด้วย "มีออม...ไม่มีอด" (ยิ้ม ๆ)
อันนี้ข้าน้อยก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน สงสัยต้องให้ผุ้มีประสบการณ์มาตอบ อิอิ....
ถ้าถามคุณหญิงพจมานกับอดีตนายกฯ ทักษิณคงต้องบอกว่าโดยนิตินัยคุณหญิง + ลูก ๆ ตัดสินใจละครับ แต่เรื่องจริงเป็นไงค่อยว่ากัน :>
เอแล้วอย่างนี้ถ้าบ้านอ.ขจิต ใครจะเป็นผู้ดูแลละค่ะ
เริ่มสงสัย
5555 นิวก็รออาจารย์ขจิตอยู่นี่แหละ คิก ๆ ๆ ล้อเล่น ๆ แหะ ๆ เดี๋ยวโดนเขกหัว ไปดีกว่า วิว วิ้ว ๆ
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ด้านความรักมาเกือบ 20 ปี และมีประสบการณ์ในชีวิตคู่มากว่า 10 ปี ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ของตัวเองนะคะ (อ้อ บุคคลที่ทำให้เกิดประสบการณ์ด้านความรัก และประสบการณ์ด้านชีวิตคู่ เป็นคน ๆ เดียวกันนะคะ) สมัยจีบเป็นแฟนใหม่ ๆ พ่อเจ้าประคุณตัวดี ให้เราเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ เนื่องจาก ระหว่างเรานั้น จะแยกกัน ก็ตอนเรียน ตอนนอน และตอนเข้าห้องน้ำเท่านั้น นอกนั้น จะอยู่ด้วยกันแบบปาท่องโก๋ ดังนั้น พ่อเจ้าประคุณ แทบจะไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย กินอะไร อยากได้อะไร แฟนจ่ายให้หมด เพิ่งมาถึงบางอ้อ ทีหลังค่ะว่า เขาฉลาดที่ให้เราเป็นคนเก็บเงินทั้งหมด เนื่องจากเงินของเรามากกว่าของเขา ดังนั้น เขาเป็นฝ่ายได้กำไร ฉะนั้น สาว ๆ ที่แฟนหนุ่มยอมให้ถือเงินกระเป๋าเดียวกัน ทางที่ดี ต้องตกลงในกติกาตั้งแต่ต้นว่า จำนวนเงินกองกลาง ที่จะนำมาวางตรงหน้าตัก ต้องเท่ากันนะคะ หมดแล้ว หมดเลย สมัยเป็นสามีภรรยา และยังไม่ได้ให้กำเนิดบุตร พ่อเจ้าประคูณ ก็ให้เราเป็นฝ่ายคุมการเงินเหมือนเดิม เงินเดือนมีเท่าไหร่ ให้เมียหมด ว่างั้นเถอะ แต่โทษทีค่ะ ค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ค่ำน้ำมัน ค่าอาหารการกิน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในบ้าน อยู่ที่ภรรยาฝ่ายเดียว แล้วจะให้เอาเงินที่ไหนมาเหลือค่ะ เดือนไหน จ่ายหมดเร็วไปหน่อย ก็จะโดนเหล่ ๆ แล้ว หลังจากเริ่มพอมีประสบการณ์บ้างแล้ว และขณะนี้ มีบุตรที่ต้องรับผิดชอบ ถึง 2 คน และยังอยู่ในวัยกำลังเรียน และกำลังกิน กำลังนอนทั้งสิ้น คราวนี้ ถึงเวลาต้องจัดการเรื่องการเงินใหม่ซะแล้ว โดยถือคติว่า เล็ก ๆ ฉันเอา ใหญ่ ๆ ให้เธอ การเงินปัจจุบันเลยเป็นแบบนี้ค่ะ เงินเดือนต่างคนต่างเก็บ (ไว้ใช้เรื่องส่วนตัวของตัวเอง และเก็บไว้เป็นเงินออม)
สามีให้ใช้จ่ายในครอบครัว เป็นรายเดือน โดยต้องครอบคลุมของใช้ในครัวเรือน อาหารการกิน แต่ถ้าเป็นการกินอาหารนอกบ้าน จะอาศัยดุลยพินิจของตัวเองคือ ถ้าต่ำกว่า 500 ฉันเอา แต่ถ้าเกิน 500 สามีเอาไป ค่าไฟสามีจ่าย ค่าโทรศัพท์ (บ้าน) ภรรยาจ่าย ค่าผ่อนรถภรรยาจ่าย ค่าผ่อนบ้านสามีจ่าย ค่าโทรศัพท์มือถือ สามีจ่าย ค่ากิจกรรมพิเศษของลูก ๆ คนโต สามีจ่าย คนเล็ก ภรรยาจ่าย ค่าเล่าเรียนบุตรทั้ง 2 คน สามีจ่าย ภรรยาเอาใบเสร็จมาเบิก (อิ อิ) ค่ารักษาพยาบาล ภรรยารับผิดชอบทั้งบ้าน (เนื่องจากรับราชการ) แต่ถ้าเบิกเกินสิทธิ สามีจ่าย (อิ อิ) นี่คือการจัดการด้านการเงินของครอบครัวดิฉันค่ะ แต่ทั้งหมดที่แจกแจงรายละเอียดมานี้ เราไม่ได้มีการพูดคุยกันเลยนะคะ เราต่างคนต่างรับผิดชอบในส่วนที่เราจะสามารถรับผิดชอบได้ แค่อยากบอกว่า ไม่มีใครบริหารใครหรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับสภาพของครอบครัวแต่ละคน และการจัดการของแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกันค่ะ ของแบบนี้ เทคนิคใคร เทคนิค มัน ค่า แค่มาแชร์ประสบการณ์เล่าสู่กันฟังค่ะ
ขอโทษนะคะ อ่านยากไป เนื่องจาก tool bar มันไม่แสดงนะคะ เลยไม่สามารถจัดอะไรให้สวยงามได้ รบกวนคุณครูขจิต จัดให้สวย และน่าอ่านด้วยนะคะ
คุณขจิต สิทธิที่เกิดโดยระบบราชการ เขามีสัดส่วนการได้รับผลประโยชน์อยู่แล้วค่ะ ว่า ควรได้ใครบ้าง ส่วนสิทธิ ที่เกิดจากการทำเพิ่มเติม เช่น ประกันชีวิต ต่างคนต่างระบุว่า ผู้ได้รับผลประโยชน์ คือลูกค่ะ
ขอโทษทีค่ะ อ.ขจิต ก็เห็นใจดีขนาดนี้น่าจะมีสาวน้อยสาวใหญ่ ผู้โชคดีคนไหนเป็นเจ้าของหัวใจแล้วสิค่ะ สงสัยว่าที่ไม่มีเนี่ยรอเนื้อคู่แน่ๆเลย