เราแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส บรรยากาศเป็นกันเอง ยิ้มแย้มตลอดเวลา และใจกว้าง ท่านตอบทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งเร่งให้น้องพยาบาล ‘จดบันทึกไว้ๆ’ ทุกคำแนะนำ

เรื่องนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจาก (177) KM : โปรแกรม MIO กับผู้ป่วยจิตเวชชายที่ผ่านพ้นภาวะวิกฤต https://www.gotoknow.org/posts/678000 ดิฉันเป็นตัวแทนคณะกรรมการบริหารองค์ความรู้ (KM) ติดตามการตรวจเยี่ยมของทีมที่ 1 ซึ่งมี นพ.สิปณัฐ ศิลาเกษ นายแพทย์ปฏิบัติการ เป็นประธาน นางอรอินทร์ ขำคมพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นายทัศไนย วงศ์สุวรรณ นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ เป็นสมาชิกทีม และนางศุพัฒศร ผ่านทอง เป็นเลขานุการ

‘ยามันกุม’ ขณะผู้ป่วยยังมีอาการทางจิต  

เรามาเยี่ยมงานการพยาบาลจิตเวชชายเร่งรัดบำบัด 1 (นางกาญจนา บุญมงคล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เป็นหัวหน้าหน่วยงาน) .. มาต่อที่อีกสถานการณ์หนึ่งนะคะ

ผู้ป่วยที่นี่ เป็นผู้ป่วยที่เพิ่งพ้นระยะวิกฤตฉุกเฉิน ได้รับยาระงับอาการทางจิตจำนวนมากทั้งยารับประทานและยาฉีด อีกทั้งผู้ป่วยที่รับ Refer มามักจะได้รับยาจากพื้นที่ส่งต่อมาแล้วในปริมาณมาก แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงมียาในระยะการออกฤทธิ์สะสมในร่างกายจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ง่วง งง ฯลฯ เรียกว่า ‘ยามันกุม’ (ภาษาส่วนตัวของดิฉันเองค่ะ) ซึ่งยาหลายชนิดก็มีผลต่อกัน (drug interaction) ผู้ป่วยจึงมีความเสี่ยงสูงจากยาที่ได้รับ ผู้ป่วยที่รับไว้รักษาแบบผู้ป่วยในที่ได้รับยากลุ่มเสี่ยงนี้ ระบบบริการของโรงพยาบาลกำหนดให้เภสัชกรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการประเมินอาการผิดปกติจากยาเป็นรายบุคคลค่ะ

‘ยามันกุม’ กับ ‘บทบาทที่หายไป’ ของพยาบาลจิตเวช

นอกจากเภสัชกรจะเข้ามาประเมิน-ทบทวน และประสานงานกับพยาบาลและแพทย์(ผ่านทางพยาบาล)ตามแนวทางที่กำหนดแล้ว พยาบาลของหน่วยงานก็มีบทบาทประเมินอาการผิดปกติจากยาทุกเวร ทุกวัน หากพบอาการผิดปกติก็จะประสานกับเภสัชกรให้เข้ามาประเมิน และรายงานแพทย์ตามแนวทางที่กำหนดไว้เช่นกัน เพียงแต่ยังไม่มีการบันทึกเป็นสถิติไว้ จึงมีสถิติที่เกี่ยวข้องในภาพรวมระบบยาของโรงพยาบาล ขาดข้อมูลเชิงคลินิกของผู้ป่วยรายบุคคลหรือรายหน่วยงาน (ไม่เคยมีปัญหารุนแรงที่เกี่ยวข้องกับระบบยาของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์)

ผู้ป่วยที่เพิ่งพ้นระยะวิกฤตนี้ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากยาที่ได้รับมากกว่าผู้ป่วยระยะอื่น จึงมีความเสี่ยงมากที่สุดในโรงพยาบาล เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีผลต่อกันแตกต่างกันไป ยาบางชนิดที่ยุติการใช้ไปแล้วอาจยังขับออกจากร่างกายไม่หมด ในขณะที่บางชนิดยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ แม้ระบบยาจะได้รับการออกแบบไว้แล้วอย่างดี หากพยาบาลผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุด มีความรู้และทักษะในการประเมินอาการผิดปกติจากยาระดับมืออาชีพ (professional) สามารถประเมินความผิดปกติได้ตั้งแต่อาการเริ่มผิดปกติเพียงเล็กน้อย หรือเรียกว่า ‘สัญญาณเตือน’ (warning sign) ก็จะมั่นใจได้มากขึ้นว่าผู้ป่วยจะมีความความปลอดภัย

ชี้ชวนสร้าง ‘สัญญาณเตือน’ กันเถิดเรา!

ดิฉันเสนอจัดทำ ‘สัญญาณเตือน’ อาการผิดปกติจากยาที่ได้รับ อาจเริ่มจากการทำตารางรายการยาที่ผู้ป่วยได้รับ ลงบันทึกปริมาณยาที่ได้รับเป็นรายวัน แล้วทำ checklist อาการผิดปกติหลักๆ ที่ต้องประเมินไว้เป็นรายวันเช่นกัน หากพบอาการอื่นๆ เพิ่มเติม แม้แค่เพียงสงสัยก็ให้ลงไว้ด้วย กรณีเภสัชกรเข้ามาประเมินตามกำหนดเวลาก็สามารถปรึกษาหารือ-ขอความรู้-ตอบข้อสงสัยเรื่องยาเพิ่มเติมได้เมื่อต้องการ

เมื่อทำไประยะหนึ่ง มีข้อมูลมากพอ จะสามารถนำข้อมูลดิบนี้มาวิเคราะห์-สังเคราะห์เป็นสารสนเทศได้ เป็นหลักฐานในการดูแลผู้ป่วย ใช้ในการพัฒนาในโอกาสต่อไป เช่น ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาในการเฝ้าระวังความเสี่ยงจากยาที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น นับเป็นความรู้แฝงเร้น (Tacit Knowledge) จากหน้างานที่เรามักจะมองข้าม

ข้อพิจาณา : องค์กรคุณธรรมที่ระเบิดจากข้างใน

ติดตามมาถึงตอนนี้ รู้สึกเครียดหรือยังคะ

ในสถานการณ์จริง ‘เรา’ ทีมงานการพยาบาลจิตเวชชายเร่งรัดบำบัด 1 และทีมเยี่ยมสำรวจ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส บรรยากาศเป็นกันเอง นางกาญจนา หัวหน้างานฯ ยิ้มแย้มตลอดเวลา และใจกว้าง ตอบทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งเร่งให้น้องพยาบาลที่ร่วมกิจกรรมตรวจเยี่ยม ‘จดบันทึกไว้ๆ’ ทุกคำแนะนำ 

ดิฉันนึกถึง ข้อความจากเพจของ รศ.นพ.สุริยเดว ทริปติ ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมที่พัฒนาให้เกิดองค์กรคุณธรรม ได้ให้ข้อสังเกตการประเมินว่าองค์กรใดเป็น องค์กรคุณธรรมที่ระเบิดจากข้างในให้ดูจาก 3 อย่างนี้คือ 1) โหงวเฮ้งมีความสุข ตรงกันข้ามกับ#ทำไปทุกข์ไป 2) จับถูก พูดถึงองค์การในทางบวก ไม่ทำไปบ่นไป ตรงกันข้ามกับ#จับผิดมากกว่าจับถูก 3) จิตอาสาตรงกันข้ามกับ#จิตบังคับ ไม่ใช่จิตอาสา (นางพิมพ์ชนก หาคำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เป็นผู้นำมาลงในไลน์คณะกรรมการบริหารองค์ความรู้)

คุณคิดว่าอย่างไร? ดิฉันมั่นใจว่าเราคิดตรงกัน!