ครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยเป็นความหวังของประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรัฐประหาร 2 ครั้ง และการมีรัฐธรรมนูญ 2 อย่างหลังจากการรัฐประหาร รวมทั้งตอนนี้พรรคฝ่ายค้านเกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว ชนชั้นนำกรุงเทพฯ กำลังพาประเทศไทยให้กลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วมีโอกาสที่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในเมืองไทยได้หรือไม่? มีการบ่งชี้บางอย่างเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีศาน ที่มีเครือข่ายที่สามารถนำมารวมกันเป็นพันธมิตรไปสู่ประชาธิปไตยได้
เป็นเวลาประมาณ 25 ปีหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มันดูคล้ายๆกับว่าเสรีนิยมประชาธิปไตยกำลังจะครองโลก ต่อมามีการเริ่มต้นของอาหรับสปริงที่ผลักเผด็นการเก่าแก่ลงได้ การเกิดขึ้นของเสรีนิยมประชาธิปไตย และองค์ประกอบของมัน เช่น สิทธิมนุษยชน, เสรีของสำนักข่าว, การเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม, การให้อำนาจกับชุมชน, ความเคารพในความแตกต่างหลากหลาย ได้กลายมาเป็นสัญญาเรื่องความก้าวหน้าสำหรับมนุษย์ทั่วโลก
ประเทศไทยเคยเป็นเด็กที่แปะป้ายว่าน่าจะมีการแปรรูปสถานภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีละเล็กทีละน้อย ประชาธิปไตยที่แท้จริงดูเหมือนกำลังจะเกิดขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 1977 ใช้วิธีการแบบปรึกษาหารือ รัฐธรรมฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยที่มากที่สุดในยุค มันจะประกอบไปด้วยสิทธิต่างๆ, สร้างองค์กรกึ่งราชการเพื่อที่จะทำให้สิทธิเป็นความจริง และเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งที่มีความรับผิดชอบ รวมทั้งรับรองผู้แทนราษฎรทั้งสองสภา
รัฐธรรมนูญและการปรากฏขึ้นของพรรคการเมืองที่นำและเน้นที่ทำนโยบายเป็นหลักทำให้ชนชั้นสูงกรุงเทพฯที่แฝงฝังอยู่ในการเมืองไทยเกิดความอึดอัด ชนชั้นสนับสนุนการรัฐประหารปี 2006 ที่มีจุดมุ่งหมายให้เปลี่ยนกฎของเกมใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองร่างขึ้น รัฐธรรมนูญปี 2007 ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งพลังประชาธิปไตยในสังคมไทยได้ และต่อมาก็มีการรัฐประหารอีกครั้งเปลี่ยนกฎของเกมใหม่ เผด็จการทหาร 5 ปี ทุบทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปเกือบหมด
ภาพลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกทำให้แตกละเอียดไปหมด มีการเปรียบเทียบกับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างลาว หรือเวียดนาม คนไทยสร้างตลกแบบขื่นๆว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพม่า เขายังมีประชาธิปไตยมากกว่าอีก
การขยี้ฝ่ายตรงข้ามด้วยการกดดัน
มีการกดดันในภาคตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ผู้คนนับพันจะถูกตรวจสอบ, ขู่, จับ, ขัดคุก, หรือทำให้เกิด “การปรับทัศนคติ” ขึ้น การกดดันขยี้ฝายตรงข้าม (หรือการโต้เถียงกัน) ในช่วงรับรัฐธรรมนูญปี 2017 จุดมุ่งหมายในตอนนั้นก็คือการสร้างวุฒิสมาชิกแบบแต่งตั้งโดยทหาร
แต่ชนชั้นสูงกรุงเทพฯต้องทำให้แน่ใจขึ้นไปอีกว่าจะจัดการการเลือกตั้งปี 2019 ให้ได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น 2 องค์กรที่แต่งตั้งโดยทหาร ยุบพรรคไทยรักษาชาติก่อนการเลือกตั้ง การยุบคือการทำให้พรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยอันสองหรือสามไม่ได้เกิดอีก
พรรคการเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอีศานคือพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคนี้ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่เอาราชการเป็นใหญ่, ต่อต้านบทบาทของกองทัพ, และท้าทายชนชั้นสูงเก่าๆ ความสำเร็จในพรรคอันดับสาม และความก้าวหน้าในแนวนโยบายคือคำสาบ พรรคนี้ถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนที่แล้ว
พวกคนอีศานมีใจเต้นระรัว พรรคการเมือง 4 พรรคที่พวกเขาสนับสนุนถูกยุบโดยศาล นายกฯ 4 คนที่คนอีศานสนับสนุนถูกไม่ให้ทำหน้าที่ 2 คนโดยศาล และอีก 2 โดยกองกำลังทหาร
ป้อมปราการของประชาธิปไตย
ภาคอีศานมีชื่อเสียงเรื่องการมีประชาชนที่มีความตระหนักในการเมืองมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นภาคที่ยากจน แต่เป็นภาคทีมีประชากรหนาแน่น ประชากรส่วนใหญ่ในภาคอีศานเป็นป้อมปราการแห่งประชาธิปไตย หากมีการเทียบกันอย่างย้อนแย้ง ชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลางต่างแอบอิงอยู่กับเผด็นการเป็นใหญ่มากกว่า ภาคอีศานเป็นคนที่เลือกสมาชิกพรรคสังคมนิยมเข้าสภาในทศวรรษ 1950 ภาคอีศานเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 1960 และ 70 ภาคอีศานเป็นหัวใจของสมาพันธ์ความยากจนในปี 1990 และเป็นที่มั่นของคนเสื้อแดงที่มุ่งสู่ประชาธิปไตยจากปี 2009 ถึงปัจจุบัน
ภาคอีศานยังเป็นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มองไม่เห็น กล่าวคือ 75% ของประชากรพูดภาษาลาว พวเขาสร้างความเป็นลาวขึ้นมา และต้องการที่จะเรียกร้องที่การปกครองตนเอง ที่ความมุ่งหมายของเขาไม่เคยได้ยินในกรุงเทพฯเลย
มันดูราวกับว่าประชาสังคมในอีศานถูกทุบทิ้ง, ชำแหละ, และทำให้หายไปโดยหลายๆปีของเผด็จการ ที่สามารถสร้างการยอมรับแต่โดยดีและการแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า
แต่ตอนนี้มีสัญญะของการเปลี่ยนแปลง สำนักข่าวออนไลน์ในภูมิภาค คือ The Isaan Record มีคนติดตามมากขึ้น สร้างสรรค์รุ่นใหม่ๆ ที่มีคนสูงขึ้นถึง 40,000 คน สาขาสมาพันธ์นักศึกษาที่เจียนตายกลับถูกปรับปรุงใหม่ โดยการพยายามนำนักศึกษาที่ทำกิจกรรมจากมหาวิทยาลับในภูมิภาคให้มาร่วมกัน เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเมื่อเดือนที่แล้ว นักศึกษาก็ทำ flash mob ทั่วทั้งภูมิภาค
มีความตื่นเต้นในหมู่ผู้หญิง, กลุ่ม LGBTQI, องค์ประกอบการศึกษาทางเลือก, กลุ่มผู้สื่อข่าว ทั้งหมดรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างพันธมิตรที่ก้าวหน้า โดยมุ่งหวังในการปรับปรุงประชาธิปไตย, การแก้รัฐธรรมนูญ, สิทธิมนุษยชน, และการปกครองโดยท้องถิ่นของตัว
หากการเคลื่อนไหวในเชิงประชาธิปไตยเกิดขึ้นในภาคอีศานแล้วหละก็ บางทีมันอาจกลายเป็นแบบให้กับภาคอื่นๆมาจับมือล้อมประเทศไทยนี้ไว้เพื่อการแก้ไขระบบราชการ และรวมกันเป็นพลังในกรุงเทพฯเพื่อการท้ายทายและเปลี่ยนรูประบบการเมืองของประเทศไทย
มันเป็นพลังของความก้าวหน้าที่จะเอาชนะการแบ่งแยก, เน้นไปที่จุดมุ่งหมายของประชาชน, และทำให้ประเทศไทยตื่นจากฝันร้ายของเผด็จการเสียที
แปลและเรียบเรียงข้อมูลจาก
David Streckfuss. Can Thailand Recover from Persistent Dictatorship?
https://forsea.co/can-thailand-recover-from-persistent-dictatorship/